สิทธิเก็บกินในประเทศไทยภายใต้กฎหมายไทย
ทุกๆสิ่งที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับสิทธิเก็บกิน
สิทธิเก็บกิน (อังกฤษ: usufruct) เป็นทรัพยสิทธิประเภท หนึ่ง โดยเป็นสิทธิที่บุคคลสามารถครอบครอง ใช้ และถือเอาซึ่งประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ของบุคคลอื่น เป็นต้นว่า เจ้าของที่นามีสิทธิใช้ที่นาโดยประการต่าง ๆ ผู้ทรงสิทธิเก็บกินในที่นานั้นก็ใช้ที่นาทำนาได้ หรือจะนำที่นานั้นออกให้เช่าเพื่อเก็บค่าเช่าก็ได้เสมอกับเป็นเจ้าของเองที เดียว เพียงแต่กรรมสิทธิ์ในที่นาดังกล่าวยังอยู่ที่เจ้าของบุคคลผู้มีสิทธิเช่นนี้เรียก "ผู้ทรงสิทธิเก็บกิน" (อังกฤษ: usufructuary) และสิทธิเก็บกินจะมีได้ก็แต่ในอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น ไม่มีในสังหาริมทรัพย์
เหตุผลของสิทธิเก็บกิน
"เรื่องสิทธิเก็บกินนี้มีประโยชน์มากในกรณีที่พ่อแม่ต้องการจะโอนที่ดินให้ แก่ลูกในระหว่างที่พ่อแม่ยังมีชีวิต แต่เกรงว่าถ้ายกให้เฉย ๆ เวลามีการประพฤติเนรคุณกันขึ้น โดยเฉพาะการไม่เลี้ยงดูพ่อแม่อีกต่อไป อาจต้องยุ่งยากในการฟ้องร้องเพิกถอนการให้ จึงใช้วิธีการตกลงโอนทรัพย์สินเป็นชื่อลูกและจดทะเบียนก่อให้เกิดสิทธิเก็บ กินแก่พ่อแม่ผู้โอน เช่นนี้ พ่อแม่ย่อมมีสิทธิครอบครอง ใช้ และถือเอาประโยชน์ในที่ดินนั้นได้ต่อไป"
ภูมิหลัง
หลักกฎหมายเรื่องสิทธิเก็บกินนั้นมีที่มาที่ไปจากกฎหมายทางฝั่งซีวิลลอว์ (อังกฤษ: civil law system) ซึ่งถือว่าสิทธิเก็บกินเป็นทรัพยสิทธิอย่างหนึ่งอันมีอยู่เหนือทรัพย์สินของ ผู้อื่นชั่วระยะเวลาหนึ่ง ผู้ทรงสิทธิเก็บกินสามารถครอบครอง ใช้ และถือเอาซึ่งประโยชน์จากทรัพย์สินดังว่าได้
ในกฎหมายโรมัน สิทธิเก็บกินถือเป็นภาระจำยอม (อังกฤษ: servitude) หรือเป็นสิทธิเหนือทรัพย์สินของผู้อื่น แต่ผู้ทรงสิทธิเก็บกินไม่สามารถครอบครองทรัพย์สินโดยสิ้นเชิงได้ประดุจเจ้า ของทรัพย์สิน เพียงแต่มีสิทธิในทรัพย์สินของผู้อื่นก็เท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ทรงสิทธิก็ไม่อาจโอนทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้อื่นได้ ขณะที่เจ้าของตัวจริงย่อมกระทำได้ แต่ผู้ทรงสิทธิยังสามารถนำทรัพย์นั้นออกขายหรือให้เช่าเพื่อถือเอาประโยชน์ จากมัน มีข้อน่าสังเกตว่า ตามกฎหมายโรมันแล้ว ที่ว่าถือเอาประโยชน์จากทรัพย์สินของผู้อื่นได้นั้น คำว่าประโยชน์หมายความรวมถึงข้าทาสบริวารและปศุสัตว์ด้วย
ในสังคมแบบชนเผ่า สิทธิเก็บกินเป็นสิทธิที่บุคลสามารถเข้าใช้ที่ดินอันสงวนไว้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ชาวอินเดียแดงมัก จะถือครองที่ดินกันเป็นกลุ่ม มิใช่เป็นเจ้าของเดี่ยว ๆ ครอบครัวของบุคคลคนหนึ่งหรือตัวบุคคลเองไม่เป็นเจ้าของที่ดิน เขาเพียงแต่ใช้ประโยชน์จากมันเท่านั้น
ตัวอย่างที่เก่าแก่ที่สุดอันหนึ่งของสิทธิเก็บกิน มีในเลวีนิติ (อังกฤษ: Book of Leviticus) แห่งบัญญัติของโมเสส (อังกฤษ: Five Books of Moses) อันเป็นคัมภีร์ของศาสนายูดายและคริสต์ศาสนา ซึ่งกำหนดให้เจ้าของทรัพย์สินต้องแบ่งปันทรัพย์สินของตนให้คนยากไร้ได้ใช้ประโยชน์บ้าง ปรากฏในข้อ 9 และ 10 ของบทที่ 19 และข้อ 22 ของบทที่ 23 แห่งเลวีนิติ ดังนี้
"9. เมื่อเจ้าทั้งหลายเกี่ยวข้าวในนา อย่าเกี่ยวเก็บข้าวที่ขอบนาให้หมด เมื่อเกี่ยวแล้วก็อย่าเก็บข้าวที่ตก
10. อย่าเก็บผลที่สวนองุ่นให้หมด เจ้าอย่าเก็บองุ่นที่ตกในสวนของเจ้า จงเหลือไว้ให้คนยากจนและคนต่างด้าวบ้าง เราคือพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเจ้า
22. และเมื่อเจ้าเกี่ยวข้าวในแผ่นดินของเจ้า เจ้าอย่าเกี่ยวไปที่ขอบนาให้หมด และอย่าเก็บข้าวที่เกี่ยวตก เจ้าจงทิ้งไว้ให้คนยากจนและคนต่างด้าว เราคือพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเจ้า"
ในประเทศแคนาดา ชนเผ่าอะบอริจินมีสิทธิเก็บกินเหนือที่ดินของชาวแคนาดาหรือที่เรียก "ราชพัสดุ" (อังกฤษ: Crown lands) โดยพวกเขาสามารถล่าสัตว์ทั้งบนบกและในน้ำ ณ ที่ดินดังกล่าวได้โดยไม่มีข้อจำกัด
การได้มาซึ่งสิทธิเก็บกิน
ตามกฎหมายไทยนั้น สิทธิเก็บกินเป็นทรัพยสิทธิ (อังกฤษ: real right) ประเภทหนึ่ง ซึ่งมีขึ้นได้ก็แต่โดยการตกลงทำนิติกรรมกันเพื่อก่อสิทธิเก็บกิน โดยนิติกรรมก่อสิทธิเก็บกิน รวมตลอดถึงนิติกรรมเปลี่ยนแปลง ระงับ และกลับคืนมาซึ่งสิทธิเก็บกิน อยู่ในบังคับที่จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่เช่น เดียวกับทรัพยสิทธิอื่น ๆ มิฉะนั้น ไม่บริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธิ จะเป็นแต่บุคคลสิทธิ (อังกฤษ: personal right) เท่านั้น กล่าวคือ จะเป็นแต่สิทธิที่ใช้ยันกันได้เฉพาะคู่กรณีเท่านั้น ไม่อาจใช้ยันต่อบุคคลภายนอกได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1299-1301
อนึ่ง สิทธิเก็บกินนั้นจะก่อให้เกิดโดยมีกำหนดเวลาหรือตลอดชีวิตแห่งผู้ทรงสิทธิก็ ได้ ถ้าไม่ได้กำหนดเวลากัน กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ากำหนดเวลานั้นคือชั่วชีวิตผู้ทรงสิทธิ และสิทธิเก็บกินย่อมระงับไปโดยมรณะของผู้ทรงสิทธิเสมอ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1418 ซึ่งแสดงว่าสิทธิเก็บกินเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล ไม่ใช่สิทธิที่จะโอนให้แก่กันได้ ทว่า สิทธิเก็บกินนั้นผู้ทรงสิทธิอาจให้ผู้อื่นใช้แทนตนได้
ฎ.4470/2528 (วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ครั้งที่ 11/2514) ว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นบุตรโจทก์และเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 8704. จำเลยทำหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความให้โจทก์มีสิทธิเก็บกินในที่ดินดัง กล่าวจนตลอดชีวิต. เนื่องจากสิทธิเก็บกินที่โจทก์ได้มาดังกล่าวไม่บริบูรณ์ เพราะมิได้จดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่, โจทก์ขอร้องให้จำเลยไปจดทะเบียนหลายครั้ง จำเลยก็ผัดผ่อนเรื่อยมา. ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนสิทธิเก็บกินในที่ดินตามฟ้อง. จำเลยให้การว่า ไม่เคยทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้โจทก์มีสิทธิเก็บกินในที่ดินของจำเลย, สัญญาที่โจทก์อ้างนั้นเกี่ยวกับเรื่องอื่น และเกิดขึ้นโดยการบังคับขู่เข็ญของโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับจำเลย, โจทก์ฟ้องให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิเก็บกินเมื่อเกิน 10 ปีแล้ว ฟ้องจึงขาดอายุความ, จำเลยให้โจทก์อยู่ในที่ดินดังกล่าวอย่างปกติสุขดีอยู่แล้ว แม้จะอยู่โดยปราศจากสิทธิ. ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นว่า โจทก์ฟ้องเมื่อเกิน 10 ปีนับแต่วันทำสัญญาคดีขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง.
โจทก์อุทธรณ์. ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยเป็นการยอมรับอยู่ในตัวว่าโจทก์ได้เข้าใช้สิทธิเก็บกิน ในที่ดินของจำเลยตั้งแต่วันทำสัญญาตลอดมา, สิทธิร้องขอให้จดทะเบียนเพื่อให้การได้มาซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับ อสังหาริมทรัพย์ให้บริบูรณ์ย่อมเกิดขึ้นและมีอยู่กับโจทก์ตราบเท่าที่โจทก์ ยังใช้สิทธิเก็บกินอยู่, อายุความยังไม่เริ่มนับฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ, พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตาม รูปคดี
จำเลยฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ. ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนสิทธิเก็บกินตลอดชีวิตของโจทก์ใน ที่ดินของจำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2498, การที่โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันให้โจทก์มีสิทธิเก็บกินใน ที่ดินของจำเลยเช่นนี้ เป็นการทำนิติกรรมที่ก่อให้เกิดบุคคลสิทธิแก่โจทก์ในอันที่จะเรียกร้องให้ จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิเก็บกินนั้น, และเมื่อได้จดทะเบียนแล้ว การได้มาโดยนิติกรรมซึ่งสิทธิเก็บกินอันเป็นทรัพยสิทธิก็ย่อมบริบูรณ์ตาม กฎหมาย. สิทธิของโจทก์ตามนิติกรรมสัญญาประนีประนอมยอมความนี้เป็นสิทธิเรียกร้อง ระหว่างโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่กรณี ตราบใดที่จำเลยผู้เป็นเจ้าของที่ดินยังมิได้โอนที่ดินให้แก่บุคคลอื่น และจำเลยผิดสัญญาไม่ไปจดทะเบียนให้ตามสัญญา โจทก์ย่อมฟ้องขอให้บังคับจำเลยให้ไปจดทะเบียนได้. ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา168 (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา193/32 ปัจจุบัน) สิทธิเรียกร้องอันตั้งหลักฐานขึ้นโดยประนีประนอมยอมความนั้นให้มีกำหนดอายุความ 10 ปี และตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา169 (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา193/12 ปัจจุบัน) ให้เริ่มนับอายุความตั้งแต่ขณะที่จะอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป แม้โจทก์จะเพิ่งยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2511 ก็ตาม แต่ปรากฏว่าคำให้การของจำเลยยอมรับอยู่ในตัวว่าโจทก์ได้เข้าใช้สิทธิเก็บกิน ในที่ดินโดยความยินยอมของจำเลยตั้งแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความตลอดมา. ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาโดยที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยยอมให้โจทก์ได้เข้าใช้สิทธิเก็บกินในที่ดินตั้งแต่วันทำสัญญา ประนีประนอมยอมความตลอดมานั้น เป็นการที่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสิทธิเรียกร้องได้ทำการอันปราศจากเคลือบ คลุมสงสัยตระหนักเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ ดังที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา172 แล้วอายุความฟ้องร้องของโจทก์จึงสะดุดหยุดลง, และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา181 วรรค 2 (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา193/15 ปัจจุบัน) ตราบใดที่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้นยังไม่สุดสิ้น อายุความก็ยังไม่เริ่มนับ, ฉะนั้น ฟ้องของโจทก์จึงหาขาดอายุความไม่, พิพากษายืน
ฎ.2380/2542 (วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ครั้งที่ 1/2542) ว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนสิทธิเก็บกินในที่ดินโฉนดเลขที่ 65923 และ 65930 ตำบลสวนใหญ่ (บางตะนาวศรี) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนสิทธิเก็บกินให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของ จำเลย. จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์. จำเลยอุทธรณ์, ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน. จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2519 โจทก์ได้ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 65923 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 15/22 ถึง 15/23 และที่ดินโฉนดเลขที่ 65930 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 15/48 ถึง 15/50 และ 15/25 ถึง 15/26 ให้แก่จำเลย, และจำเลยตกลงด้วยวาจาให้โจทก์มีสิทธิเก็บกินในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดัง กล่าวตลอดชีวิตของโจทก์. แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิเก็บกินในที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องหรือไม่. ข้อเท็จจริงได้ความจากนางจิราพรรณบุตรอีกคนหนึ่งของโจทก์ เบิกความว่า โจทก์ยกที่ดินแปลงอื่นและสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุตรของโจทก์ทุกคน ซึ่งบุตรทุกคนยินยอมให้โจทก์เก็บค่าเช่ากินไปตลอดชีวิต, บุตรทุกคนจะมีผลประโยชน์จากสิ่งปลูกสร้างโดยได้เงินกินเปล่าจากผู้เช่าเมื่อ ครบกำหนดสัญญา ส่วนโจทก์มีรายได้เฉพาะการเก็บค่าเช่าเท่านั้น. ศาลฎีกา โดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยตกลงให้โจทก์มีสิทธิเก็บกินในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องตลอด ชีวิตของโจทก์ในลักษณะดังกล่าว ก็เพื่อเป็นการตอบแทนที่โจทก์ยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย, ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงพิเศษอย่างสัญญาต่างตอบแทน ก่อให้เกิดบุคคลสิทธิแก่โจทก์ในอันที่จะเรียกร้องให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิ เก็บกินนั้น, และเมื่อได้มีการจดทะเบียนเช่นนั้นแล้ว การได้มาโดยนิติกรรมดังกล่าวซึ่งสิทธิเก็บกินอันเป็นทรัพยสิทธิก็ย่อม บริบูรณ์ตามกฎหมายสมเจตนาของคู่กรณี. สิทธิของโจทก์ตามนิติกรรมดังกล่าวนี้เป็นสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์จำเลย ซึ่งเป็นคู่กรณี ตราบใดที่จำเลยผู้เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังมิได้โอนที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลอื่น โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องต่อศาลขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนสิทธิเก็บกินได้. พิพากษายืน
การสลายลงของทรัพย์สินอันอยู่ในบังคับแห่งสิทธิเก็บกิน
ตามกฎหมายไทยแล้ว หากอสังหาริมทรัพย์ที่ตกอยู่ในบังคับแห่งสิทธิเก็บกินสลายไป โดยเจ้าของทรัพย์สินนั้นไม่ได้รับค่าทดแทน เจ้าของจะได้ทำให้ทรัพย์สินนั้นกลับคืนมาดังเดิมก็ได้ แต่ถ้าทำให้กลับมาเพียงใด สิทธิเก็บกินก็กลับมีขึ้นเพียงนั้น (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1419 วรรค1) เช่น สิทธิเก็บกินมีอยู่เหนือบ้านสองหลัง ต่อมาถูกไฟไหม้ป่นปี้ไปทั้งสองหลัง เจ้าของบ้านสร้างใหม่ขึ้นเพียงหลังเดียว สิทธิเก็บกินก็กลับมีขึ้นเหนือบ้านที่สร้างขึ้นใหม่หลังเดียวนั้น
ในกรณีที่ทรัพย์สินดังกล่าวเสื่อมสลายไป และเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิเก็บกินเหนือทรัพย์สินนั้นได้รับค่าทด แทนมาด้วยแล้ว เขาคนใดคนหนึ่งมีหน้าที่ต้องทำให้ทรัพย์สินกลับคืนมาเท่าที่ค่าทดแทนดัง กล่าวจะอำนวย และสิทธิเก็บกินก็จะกลับคืนมาเพียงที่ทรัพย์สินนั้นกลับคืนดี แต่ถ้าไม่สามารถจะทำให้ทรัพย์สินนั้นกลับมาเหมือนเดิมอีก สิทธิเก็บกินเหนือทรัพย์สินนั้นก็จะสิ้นสุดลง และค่าทดแทนที่ได้มานั้นต้องแบ่งกันระหว่างเจ้าของทรัพย์สินและผู้ทรงสิทธิ เก็บกินตามส่วนแห่งความเสียหายของแต่ละคน (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1419 วรรค2)
เช่น สิทธิเก็บกินมีอยู่เหนือบ้านมูลค่าหนึ่งล้านบาท ผู้ทรงสิทธินำบ้านออกให้เช่าราคาเดือนละหนึ่งหมื่นบาท สิทธิเก็บกินเหลืออีกสิบเดือนก็จะสิ้นสุดลง เผอิญบ้านถูกไฟไหม้ป่นปี้ลงเสียก่อน เจ้าของบ้านได้ค่าทดแทนมาหนึ่งแสนบ้านซึ่งย่อมไม่พอที่จะสร้างบ้านเช่นนั้น ขึ้นใหม่ได้อีก สิทธิเก็บกินจึงสิ้นสุดลง ส่วนเงินหนึ่งแสนบาทนั้น โดยที่เจ้าของบ้านเสียบ้านไปเป็นมูลค่าหนึ่งล้านบาท ส่วนผู้ทรงสิทธิเสียประโยชน์จากการเก็บค่าเช่าไปสิบเดือน เดือนละหนึ่งหมื่นบ้าน เป็นทั้งหมดหนึ่งแสนบาท จึงแบ่งกันโดยเจ้าของบ้านได้ร้อยละ 90.91 คือ เก้าหมื่นเก้าร้อยสิบบาท และผู้ทรงสิทธิได้ร้อยละ 6.09 คือ เก้าพันเก้าสิบบาท
การส่งทรัพย์สินคืนเมื่อสิทธิเก็บกินสิ้นสุดลง
ตามกฎหมายไทยแล้ว เมื่อสิทธิเก็บกินสิ้นลง ผู้ทรงสิทธิต้องส่งทรัพย์สินคืนแก่เจ้าของ และต้องรับผิดในกรณีที่เขาเป็นเหตุให้ทรัพย์สินนั้นเสื่อมสลายหรือเสื่อม ราคาลง ตลอดจนต้องหาทรัพย์สินใหม่มาทดแทนให้เจ้าของในกรณีที่เขาใช้ทรัพย์สินนั้น สิ้นเปลืองไปโดยมิชอบ (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1420 วรรค1-3)
ทว่า ถ้าทรัพย์สินเสื่อมราคาลงการใช้ตามสมควรแล้ว ผู้ทรงสิทธิเก็บกินก็ไม่ต้องรับผิด (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1420 วรรค 4)
การรักษาทรัพย์สินอย่างวิญญูชน
ผู้ทรงสิทธิเก็บกินนั้นมิใช่ว่ามีสิทธิใช้ทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วจะใช้ อย่างไรก็ได้ตามใจ ทว่า ต้องปฏิบัติต่อทรัพย์สินนั้นเช่นเดียวกับที่วิญญูชน (อังกฤษ: reasonable person) พึงทำกับทรัพย์สินของตนเอง ดังที่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1421 ว่า "ในการใช้สิทธิเก็บกินนั้น ผู้ทรงสิทธิต้องรักษาทรัพย์สินเสมอกับที่วิญญูชนพึงรักษาทรัพย์สินของตนเอง" เช่น เดิมผู้ทรงสิทธิเก็บกินมีบ้านเป็นของตนเอง เวลาสูบบุหรี่ก็มักทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้นบ้านตนเอง ครั้นมีสิทธิเก็บกินเหนือบ้านของบุคคลอื่น จะทิ้งก้นบุหรี่เหมือนกับที่เคยทำต่อบ้านของตนเองหาได้ไม่ เพราะวิญญูชนที่ไหนจะทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้นบ้านตนเอง
การโอนการใช้สิทธิเก็บกิน
สิทธิเก็บกินนั้นเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ทรงสิทธิ เมื่อผู้ทรงสิทธิตายสิทธินั้นก็สิ้นสุดลง จะโอนให้แก่หาได้ไม่แม้โดยทางมรดกก็ตาม (ดู การได้มาซึ่งสิทธิเก็บกิน) ทว่า ในระหว่างที่ผู้ทรงสิทธิเก็บกินยังมีสิทธิอยู่ เขาอาจให้บุคคลอื่นใช้สิทธิเก็บกินแทนเขาก็ได้ กรณีฉะนี้เรียก "การโอนการใช้สิทธิ" มิใช่การโอนสิทธิ และบุคคลผู้รับโอนการใช้สิทธิเก็บกินอาจถูกเจ้าของทรัพย์สินที่ตกอยู่ใน บังคับแห่งสิทธิเก็บกินฟ้องร้องได้โดยตรงในกรณีที่มีข้อพิพาทระหว่างระหว่าง กัน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1422) ซึ่ง มานิตย์ จุมปา รองศาสตราจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า
“ตัวบทมาตรา 1422...ไม่ได้ให้โอนสิทธิเก็บกิน...ตัวสิทธิเก็บกินนั้นจะยังคงอยู่กับตัว ผู้ทรงสิทธิเก็บกิน อันเป็นผลทำให้ผู้ทรงสิทธิเก็บกินมีหน้าที่ต้องรับผิดต่อเจ้าของทรัพย์สิน ต่อไปตามเดิม และเมื่อผู้ทรงสิทธิเก็บกินตาย สิทธิเก็บกินตาย สิทธิเก็บกินรวมทั้งการใช้สิทธิที่โอนไปนั้นก็ย่อมระงับตามไปด้วย อนึ่ง การที่มีการโอนการใช้สิทธิเก็บกินไผให้ผู้รับโอนนั้น ทำให้เจ้าของทรัพย์สินอาจฟ้องร้องผู้รับโอนโดยตรงได้ เช่น ผู้ทรงสิทธิเก็บกินมีสิทธิเก็บกินในบ้านเป็นระยะเวลายี่สิบปี ผู้ทรงสิทธิเก็บกินนำบ้านออกให้เช่า ซึ่งถือว่าเป็นการโอนการใช้สิทธิอย่างหนึ่ง หากผู้เช่าก่อให้เกิดความเสียหายแก่บ้านที่เช่า ผู้เป็นเจ้าของ [บ้าน] อาจฟ้องให้ผู้เช่ารับผิด”โดยตรงได้
การคัดค้านการใช้ทรัพย์สินในทางมิชอบ
เจ้าของทรัพย์สินที่อยู่ในบังคับแห่งสิทธิเก็บกินนั้นสามารถคัดค้านมิให้ ผู้ทรงสิทธิเก็บกินใช้ทรัพย์สินนั้นไปในทางอันมิชอบด้วยกฎหมายหรือมิสมควร (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1423 วรรค 1) เช่น สิทธิเก็บกินมีอยู่เหนือบ้านพักตากอากาศหลังหนึ่ง ผู้ทรงสิทธิเก็บกินเอาไปทำเป็นโรงแรมโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของบ้าน เจ้าของบ้านย่อมคัดค้านมิให้ทำเช่นนั้นได้
อนึ่ง ถ้าเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวพิสูจน์ต่อศาลได้ว่าสิทธิในทรัพย์สินของตนกำลังอยู่ในภยันตรายโดยเป็นผลมาจากการกระทำของผู้ทรงสิทธิเก็บกิน เขาจะร้องขอต่อศาลเพื่อเรียกให้ผู้ทรงสิทธิเก็บกินจัดหาประกันมาให้ว่าจะไม่ เกิดภยันตรายฉะนั้น เว้นแต่ในกรณีซึ่งผู้ให้ทรัพย์สินสงวนสิทธิเก็บกินในทรัพย์สินนั้นไว้เพื่อ ตนเอง (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1423 วรรค 2) เช่น สิทธิเก็บกินมีอยู่เหนือบ้านหลังหนึ่ง ครั้นใกล้กำหนดที่สิทธินั้นจะสิ้นสุดลง ผู้ทรงสิทธิเตรียมรื้อถอนขุดบ้านออกขาย เจ้าของบ้านย่อมฟ้องศาลบังคับให้ผู้ทรงสิทธิจัดหาประกันความเสียหายที่จะ เกิดได้
ในการนี้ ถ้าผู้ทรงสิทธิเก็บกินละเลยไม่จัดหาประกันภายในเวลาตามที่กำหนดให้โดยสมควร หรือวางเฉยต่อคำคัดค้านแห่งเจ้าของทรัพย์สินโดยยังคงใช้ทรัพย์สินนั้นต่อไป ในทางอันมิชอบด้วยกฎหมายหรือมิสมควร เจ้าของทรัพย์สินจะร้องขอให้ศาลตั้งผู้รักษาทรัพย์เพื่อเข้ามาจัดการ ทรัพย์สินดังกล่าวแทนผู้ทรงสิทธิเก็บกินก็ได้ จนกว่าผู้ทรงสิทธิเก็บกินจะจัดหาประกันมาให้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1423 วรรค3)
การสงวนภาวะแห่งทรัพย์สิน
กฎหมายไทยให้ผู้ทรงสิทธิเก็บกินเหนือทรัพย์สินใดมีหน้าที่ต้องสงวนสาระ สำคัญของทรัพย์สินนั้นมิให้เปลี่ยนแปลงไป และต้องบำรุงรักษาทรัพย์สินตามสมควร ในกรณีนี้ หากจำต้องจัดการซ่อมแซมทรัพย์สินนั้นขนานใหญ่หรือต้องทำการสำคัญอันใดเพื่อ รักษาทรัพย์สิน เขาต้องแจ้งต่อเจ้าของทรัพย์สินโดยไม่ชักช้า และเจ้าของทรัพย์สินต้องอนุญาตให้ทำเช่นนั้นได้ด้วย ถ้าเจ้าของทรัพย์สินไม่เอาใจใส่เสีย เขาจะจัดการไปลำพังแล้วให้เจ้าของทรัพย์สินออกค่าใช้จ่ายก็ได้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1424)
อนึ่ง เพื่อจะหาเงินมาใช้จ่ายในกรณีข้างต้น เจ้าของทรัพย์สินอาจจำหน่ายทรัพย์สินนั้นบางส่วนก็ได้ เว้นแต่ผู้ทรงสิทธิเก็บกินจะยินดีสนับสนุนเงินให้ไปก่อนโดยไม่คิดดอกเบี้ย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1425)
ค่าใช้จ่ายจร
ในกรณีที่มีค่าใช้จ่ายจร (อังกฤษ: extraordinary expense) เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ตกอยู่ในบังคับของสิทธิเก็บกิน ซึ่งหมายถึง ค่าใช้จ่ายอะไรก็ตามที่มิได้มีมาโดยปรกติซึ่งจำเป็นต้องจ่ายเพื่อทรัพย์สิน นั้น เช่น ค่าซ่อมหลังคาบ้านเพราะต้องอสนีบาต เป็นหน้าที่ของเจ้าของทรัพย์สินที่จะออกค่าใช้จ่ายเช่นนั้น และเพื่อหาเงินมาจ่าย เจ้าของทรัพย์สินจะจำหน่ายทรัพย์สินเสียบางส่วนก็ได้ เว้นแต่ผู้ทรงสิทธิเก็บกินยินดีสนับสนุนเงินให้ไปก่อนโดยไม่คิดดอกเบี้ย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1425)
ส่วนกรณีค่าใช้จ่ายทั่วไป เช่น ค่าบริหารจัดการทรัพย์สิน ค่าภาษีอากร หรือดอกเบี้ยที่ติดพันทรัพย์สินนั้น เป็นต้น บรรดาที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ผู้ทรงสิทธิเก็บกินมีสิทธิเก็บกินอยู่ ตกเป็นหน้าที่ของเขาที่จะออกค่าใช้จ่ายเช่นนี้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1426)
การประกันวินาศภัย
ตามกฎหมายไทยแล้ว ผู้ทรงสิทธิเก็บกินยังมีหน้าที่จัดหาและต่อประกันวินาศภัยเพื่อทรัพย์สินที่ อยู่ในบังคับแห่งสิทธิเก็บกินของตนด้วย ดังที่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1427 ว่า
“ถ้าเจ้าของทรัพย์สินต้องการ ผู้ทรงสิทธิเก็บกินจำต้องเอาทรัพย์สินประกันวินาศภัยเพื่อประโยชน์แก่เจ้า ของทรัพย์สิน และถ้าทรัพย์สินนั้นได้เอาประกันภัยไว้แล้วผู้ทรงสิทธิเก็บกินต้องต่อสัญญา ประกันนั้นเมื่อถึงคราวต่อ”
ผู้ทรงสิทธิเก็บกินต้องเสียเบี้ยประกันระหว่างที่สิทธิของตนยังมีอยู่
การสิ้นสุดลงของสิทธิเก็บกิน
ตามกฎหมายไทยแล้ว สิทธิเก็บกินย่อมสิ้นสุดลงในกรณีดังต่อไปนี้
1. คู่กรณีตกลงกันเลิกสัญญาอันก่อให้เกิดสิทธิเก็บกิน
2. ทรัพย์สินอันตกอยู่ในบังคับแห่งสิทธิเก็บกินนั้นสูญสลายไป โดยไม่มีทรัพย์สินอื่นมาแทน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1419)
3. ผู้ทรงสิทธิจบชีวิตลง (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1418)
ในฐานะที่สิทธิเก็บกินเป็นทรัพยสิทธิประเภทหนึ่ง การสิ้นสุดลงของสิทธิเก็บกินจึงอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1301 ด้วย (ดู การได้มาซึ่งสิทธิเก็บกิน)
ฎ.681-713/2494 ว่า ข้อความจดทะเบียนมีว่า ให้โจทก์มีสิทธิครอบครอง ใช้ และถือเอาซึ่งประโยชน์แห่งทรัพย์สินที่ดินมีโฉนดนั้น ย่อมหมายความว่า โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินใด ๆ ในที่ดินนั้นได้ ทั้งในที่ดินนั้นเองและในสิ่งปลูกสร้างใด ๆ บนที่ดินนั้น ฉะนั้น หากสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินนั้นจะสลายไป สิทธิเก็บกินของโจทก์ก็ยังคงมีอยู่เหนือที่ดินอันโจทก์อาจใช้สิทธินั้น จัดการให้เกิดประโยชน์โดยปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างในที่ดินนั้นใหม่ได้ เจ้าของที่ดินไม่มีสิทธิจะขัดขวางสิทธิเก็บกินของโจทก์
อายุความ
กฎหมายไทยนั้นกำหนดอายุความ (อังกฤษ: prescription) การใช้สิทธิฟ้องคดีเกี่ยวกับสิทธิเก็บกินไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตราดังนี้
"ม.1428 คดีอันเกี่ยวกับสิทธิเก็บกินในระหว่างเจ้าของทรัพย์สินกับผู้ทรงสิทธิเก็บ กินหรือผู้รับโอนนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อเกินปีหนึ่งนับแต่วันสิทธิเก็บกินสุดสิ้นลง แต่ในคดีที่เจ้าของทรัพย์สินเป็นโจทก์นั้น ถ้าเจ้าของไม่อาจรู้ว่าสิทธิเก็บกินสุดสิ้นลงเมื่อใด ท่านให้นับอายุความปีหนึ่งนั้นตั้งแต่เวลาที่เจ้าของทรัพย์สินได้รู้หรือควร รู้ว่าสิทธิเก็บกินสุดสิ้นลง"
ฎ.1548/2503 ว่า ตามฟ้อง คำให้การที่คู่ความแถลงรับกันได้ความว่า จำเลยได้จดทะเบียนสิทธิเก็บกินสวนพิพาทให้โจทก์ตั้งแต่ พ.ศ. 2493 และโจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองและไม่เคยใช้สิทธิเก็บกินในที่สวนแปลงพิพาทเลย นับแต่วันจดทะเบียนจนทุกวันนี้ 7-8 ปีแล้ว โดยฝ่ายจำเลยได้ใช้สิทธิครอบครองและเก็บกินอยู่ตลอดมา, บัดนี้ โจทก์ต้องการจะเข้าใช้สิทธิเก็บกินบ้าง จำเลยไม่ยอม, โจทก์จึงฟ้อง. จำเลยต่อสู้ว่า จำเลยได้ใช้สิทธิครอบครองและเก็บกินมาเกิน 1 ปีแล้ว คดีขาดอายุความ. โจทก์จำเลยไม่สืบพยาน ต่างขอให้ศาลชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมาย. ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยแย่งการครอบครองจากโจทก์ เป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย, โจทก์ไม่จัดการกับจำเลยจนเกินกว่า 1 ปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374-1375, พิพากษายกฟ้อง.
ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นนายหนึ่งมีความเห็นแย้งว่า จะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 มาใช้บังคับไม่ได้, เพราะไม่ใช่โจทก์ถูกจำเลยแย่งสิทธิการครอบครองที่พิพาท, แต่เป็นเรื่องโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องขอให้ศาลบังคับจำเลยยอมให้โจทก์ใช้ สิทธิเก็บกินซึ่งได้จดทะเบียนไว้แล้วตามกฎหมาย แม้ไม่มีกฎหมายระบุไว้โดยตรงเกี่ยวกับอายุความเรียกร้องบังคับตามสิทธิเก็บ กิน ก็ชอบที่จะนำหลักอายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา193/30 ปัจจุบัน) มาใช้ คือ ถ้าไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ให้ถืออายุความ 10 ปี, คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ, เห็นควรพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี
โจทก์อุทธรณ์ว่า คดีไม่ขาดอายุความ. ศาลอุทธรณ์มีข้อวินิจฉัยทำนองเดียวกับความเห็นแย้งของศาลชั้นต้น, สิทธิเรียกร้องของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ, พิพากษากลับให้จำเลยยอมให้โจทก์ใช้สิทธิเก็บกินในที่ดินโฉนดเลขที่ 6010 ตามฟ้องไปจนตลอดชีวิตของโจทก์, ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องขัดขวางในการที่โจทก์จะใช้สิทธิเก็บกิน. จำเลยฎีกาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374-1375 และ 1428
ศาลฎีกาเห็นว่า ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ถูกรบกวนหรือถูกแย่งการครอบครอง เพราะโจทก์ยังไม่เคยได้เข้าไปครอบครองและใช้สิทธิเก็บกินในที่สวนพิพาทตาม ที่ได้จดทะเบียนสิทธิไว้ จึงยกอายุความ 1 ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1347 และ 1375 มาใช้บังคับไม่ได้, และกรณีก็ไม่เข้าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1428ดังที่จำเลยเถียงในฎีกา เพราะสิทธิเก็บกินตามที่จดทะเบียนไว้นั้นโจทก์ยังไม่ได้เริ่มต้นเข้าไปครอบ ครองและใช้สิทธิเก็บกินในที่พิพาทเลย. ส่วนการที่โจทก์เพิกเฉยถึง 7-8 ปี แล้วมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยให้มอบการครอบครองให้โจทก์ เพื่อใช้สิทธิเก็บกินตามที่ได้จดทะเบียนสิทธิไว้นั้น จะขาดอายุความหรือไม่, ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีเช่นนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยตรงว่า สิทธิเรียกร้องขอให้บังคับตามสิทธิเก็บกินนี้มีอายุความฟ้องร้องเท่าใด, จึงต้องใช้หลักอายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา164 คือ 10 ปี, คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาพิพากษายืน
|