|
พระราชบัญญัติ
พิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่
พ.ศ. ๒๕๐๙
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๙
เป็นปีที่ ๒๑ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ พ.ศ.๒๕๐๙”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิก
(๑) พระราชบัญญัติพิกัดอัตราค่าภาคหลวงดีบุก พุทธศักราช ๒๔๗๖
(๒) พระราชบัญญัติพิกัดอัตราค่าภาคหลวงดีบุก (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๔
(๓) พระราชบัญญัติพิกัดอัตราค่าภาคหลวงดีบุก (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๘๔
(๔) พระราชบัญญัติพิกัดอัตราค่าภาคหลวงดีบุก (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๔๙๖
(๕) พระราชบัญญัติพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ทังสะเตน พุทธศักราช ๒๔๘๔
(๖) พระราชบัญญัติพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ทังสะเตน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๐
บรรดา บทกฎหมาย กฎและข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้หรือซึ่งขัด หรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน
มาตรา ๔ การเรียกเก็บค่าภาคหลวงแร่ดีบุกให้เรียกเก็บจากราคาโลหะดีบุกดังนี้
(๑) ถ้าราคาตลาดของโลหะดีบุกในแร่ต่อ ๖๐ กิโลกรัม เกินกว่าสามพันบาทให้เรียกเก็บในอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งต้องกำหนดเป็นขั้นๆ และขั้นสูงสุดต้องไม่เกินกว่าร้อยละหกสิบของราคาตลาดที่เกินกว่าสามพันบาท
(๒) ถ้าราคาตลาดของโลหะดีบุกในแร่ต่อ ๖๐ กิโลกรัม ไม่เกินสามพันบาทให้ยกเว้นไม่ต้องเรียกเก็บค่าภาคหลวง
มาตรา ๕ การ เรียกเก็บค่าภาคหลวงแร่ชนิดที่มีทังสติกออกไซด์ ให้เรียกเก็บตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ต้องไม่เกินกว่าอัตราร้อยละยี่สิบของราคาตลาด
มาตรา ๖ การ เรียกเก็บค่าภาคหลวงแร่อื่นๆ ให้เรียกเก็บตามชนิด สภาพร้อยละของโลหะหรือของสารประกอบในแร่ หรือลักษณะพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ต้องไม่เกินกว่าอัตราร้อยละยี่สิบของราคาตลาด
ใน กรณีที่รัฐมนตรีเห็นว่าการเรียกเก็บค่าภาคหลวงแร่สำหรับแร่บางชนิดตามอัตรา ร้อยละของราคาตลาดตามวรรคหนึ่งไม่เหมาะสม ให้รัฐมนตรีกำหนดการเรียกเก็บค่าภาคหลวงแร่โดยวิธีประเมินหรือวิธีอื่นตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าอัตราร้อยละสามสิบของราคาตลาด
มาตรา ๗ สภาพ ร้อยละของโลหะหรือของสารประกอบในแร่หรือลักษณะพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง ของแร่แต่ละชนิด ที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการเรียกเก็บค่าภาคหลวงแร่ วิธีการกำหนดราคาตลาด การใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินในการคำนวณราคาตลาด และวิธีการควบคุมการชำระค่าภาคหลวงแร่ ให้กำหนดโดยกฎกระทรวง
มาตรา ๘ ภาย ใต้บังคับมาตรา ๖ วรรคสอง ให้อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่*ประกาศราคาตลาดของแร่แต่ละ ชนิดเป็นครั้งคราวตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๙ ให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ และออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ถนอม กิตติขจร
นายกรัฐมนตรี
หมาย เหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องด้วยขณะนี้มีกฎหมายพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่อยู่หลายฉบับ สมควรนำมาไว้ในที่เดียวกัน และปรับปรุงเสียใหม่ เพื่อสะดวกแก่การปฏิบัติราชการและแก่ผู้มีหน้าที่ต้องชำระค่าภาคหลวงแร่
พระราชบัญญัติพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๐
หมาย เหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ดีบุกที่กำหนดไว้มีอัตราเดียวซึ่งไม่เหมาะ สมแก่สถานการณ์ปัจจุบัน เพราะรัฐไม่อาจลดค่าภาคหลวงแร่ดีบุกให้แก่ผู้ผลิตในช่วงที่แร่ดีบุกมีราคาตก ต่ำ และไม่อาจเรียกเก็บค่าภาคหลวงแร่ดีบุกเพิ่มขึ้นในช่วงที่แร่ดีบุกมีราคาสูง ขึ้นได้ สมควรปรับปรุงพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ดีบุกเสียใหม่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยกำหนดพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ดีบุกขั้นสูงไว้เพื่อให้รัฐสามารถเรียกเก็บ ค่าภาคหลวงแร่ดีบุกในอัตราที่เหมาะสมกับราคาตลาดที่ขึ้นลงได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๒
หมาย เหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่อื่นๆ ที่มิใช่แร่ดีบุก และที่มิใช่แร่ชนิดที่มีทังสติกออกไซด์ ได้กำหนดวิธีการเรียกเก็บค่าภาคหลวงโดยถือตามอัตราร้อยละของราคาตลาดอย่าง เดียวจึงไม่เหมาะสมแก่สถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งมีการผลิตแร่รัตนชาติและแร่ราคาต่ำชนิดต่างๆ เพิ่มมากขึ้น สมควรปรับปรุงพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่สำหรับแร่เหล่านี้ให้เหมาะสม จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
*พระ ราชกฤษฎีกาแก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้ เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ พ.ศ. ๒๕๔๕
มาตรา ๘๓ ใน พระราชบัญญัติพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ พ.ศ. ๒๕๐๙ ให้แก้ไขคำว่า “อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี” เป็น “อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่”
หมาย เหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้บัญญัติให้จัดตั้งส่วนราชการขึ้นใหม่โดยมีภารกิจใหม่ ซึ่งได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม นั้นแล้ว และเนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติให้โอนอำนาจหน้าที่ของส่วน ราชการ รัฐมนตรีผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในส่วนราชการเดิมมาเป็นของ ส่วนราชการใหม่ โดยให้มีการแก้ไขบทบัญญัติต่างๆ ให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ที่โอนไปด้วย ฉะนั้น เพื่ออนุวัติให้เป็นไปตามหลักการที่ปรากฏในพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกา ดังกล่าว จึงสมควรแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายให้สอดคล้องกับการโอนส่วนราชการ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องมีความชัดเจนในการใช้กฎหมายโดยไม่ต้องไปค้นหาในกฎหมาย โอนอำนาจหน้าที่ว่าตามกฎหมายใดได้มีการโอนภารกิจของส่วนราชการหรือผู้รับผิด ชอบตามกฎหมายนั้นไปเป็นของหน่วยงานใดหรือผู้ใดแล้ว โดยแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายให้มีการเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ รัฐมนตรี ผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการให้ตรงกับการโอนอำนาจ หน้าที่ และเพิ่มผู้แทนส่วนราชการในคณะกรรมการให้ตรงตามภารกิจที่มีการตัดโอนจากส่วน ราชการเดิมมาเป็นของส่วนราชการใหม่รวมทั้งตัดส่วนราชการเดิมที่มีการยุบเลิก แล้ว ซึ่งเป็นการแก้ไขให้ตรงตามพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตรา พระราชกฤษฎีกานี้
|