|
ระเบียบการก่อหนี้ของประเทศ
พ.ศ. ๒๕๒๘
โดยที่เห็นเป็นการสมควรให้มีระเบียบการก่อหนี้ของประเทศของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจขึ้นใหม่ใช้แทนระเบียบการก่อหนี้กับต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๒๕ คณะรัฐมนตรี จึงได้กำหนดขึ้นไว้ให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจถือปฏิบัติต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบการก่อหนี้ของประเทศ พ.ศ. ๒๕๒๘”
ข้อ ๒ ให้ใช้ระเบียบนี้ตั้งแต่วันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓ ให้ยกเลิกระเบียบการก่อหนี้กับต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๒๕
ข้อ ๔ ในระเบียบนี้
“ส่วนราชการ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม และให้หมายความรวมถึงองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา
“รัฐวิสาหกิจ” หมายความว่า รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณยกเว้นรัฐวิสาหกิจที่เป็นธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์
“ก่อหนี้” หมายความว่า การกู้เงินของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจจากแหล่งเงินกู้ในประเทศและต่างประเทศ ทั้งที่รัฐบาลค้ำประกันและไม่ค้ำประกัน การเช่าซื้อและการใช้สินเชื่อด้วยการผ่อนชำระ ทั้งนี้ ไม่รวมหนี้ในประเทศที่รัฐวิสาหกิจกู้เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน
“เงินบาทสมทบ” หมายความว่า เงินลงทุนของโครงการพัฒนาส่วนที่ต้องใช้เป็นเงินบาท (Local Cost)
“รายได้ของกิจการ” หมายความว่า กำไรสุทธิของกิจการก่อนหักค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดหาเงินลงทุน (ดอกเบี้ยและค่าผูกพันเงินกู้)
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการนโยบายหนี้ของประเทศ
ข้อ ๕ ให้มีคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการนโยบายหนี้ของประเทศ” ประกอบด้วยผู้แทนของหน่วยราชการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ คือ
๑. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ
๒. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นรองประธานกรรมการ
๓. ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการ
๔. ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ
๕. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการ
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการ
๖. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นกรรมการ
๗. อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นกรรมการ
๘. อธิบดีกรมวิเทศสหการ เป็นกรรมการ
๙. ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นกรรมการและเลขานุการ
๑๐. ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา
การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
๑๑. ผู้แทนสำนักงบประมาณ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
๑๒. ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
๑๓. ผู้แทนกรมบัญชีกลาง เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
๑๔. ผู้อำนวยการกองนโยบายเงินกู้ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังนี้
(๑) เสนอแนะนโยบายและแผนงาน หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการก่อหนี้ของภาครัฐบาลกับต่างประเทศต่อคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ
(๒) พิจารณากำหนดแผนการก่อหนี้จากต่างประเทศทั้งแผนระยะสั้นและระยะปานกลางและแผนระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(๓) พิจารณาจัดทำแผนการก่อหนี้จากต่างประเทศสำหรับปีงบประมาณแต่ละปีให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๓๑ ตุลาคม ของทุกปี โดยแผนดังกล่าวจะต้องแสดงถึงหน่วยงานผู้ขอกู้แหล่งเงินที่คาดว่าจะกู้ วงเงินกู้ หมายกำหนดการกู้เงิน ความต้องการเงินบาทสมทบ และรายละเอียดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ต้องแสดงได้ด้วยว่าวงเงินกู้ตามแผนดังกล่าวเมื่อรวมกับวงเงินกู้ที่คาดว่าจะกู้ในช่วง ๕ ปีต่อไปแล้ว ภาระหนี้เงินกู้ต่างประเทศภาครัฐบาล เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนกับรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่คาดว่าจะหาได้จากการขายสินค้าและบริการในปีต่อ ๆ ไป จะต้องมีอัตราส่วนไม่เกินกว่าร้อยละ ๙
สำหรับการคิดภาระหนี้ตามแผนดังกล่าวสำหรับหนี้ระยะสั้นไม่เกิน ๑ ปี ให้นับเฉพาะการกู้เงินที่จะต่อเนื่องกับการกู้เงินระยะยาวในโอกาสต่อไป หรือที่เป็นการกู้เงินในรูปเงินทุนหมุนเวียน (Revolving Fund) และในทั้ง ๒ กรณี ให้คำนวณดอกเบี้ยตามเงื่อนไขทั่วไปของเงินกู้จากตลาดการเงินต่างประเทศระยะยาว
(๔) เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนการก่อหนี้ประจำปีตามข้อ ๕ (๓) แล้ว ห้ามมิให้มีการก่อหนี้นอกเหนือจากที่ได้อนุมัติตามแผนนี้ เว้นเสียแต่ว่าจะได้มีการตัดวงเงินกู้ที่อยู่ในแผนแล้วออกเสียอย่างน้อยเท่ากัน
(๕)จัดให้มีการประสานงานระหว่างส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติการตามระเบียบนี้ และให้มีการติดตามปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาเงินกู้ หรือสัญญาค้ำประกันเงินกู้และตามข้อตกลงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการติดตามให้มีการจัดสรรงบประมาณสมทบและจัดเงินบาทสมทบจากแหล่งเงินกู้ทั้งภายในและต่างประเทศ
(๖) ศึกษาและพิจารณาภาระหนี้และผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อรายงานเสนอคณะรัฐมนตรีทุก ๔ เดือน ทั้งนี้ โดยให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานผลการดำเนินงาน ให้คณะกรรมการทราบตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด
(๗) พิจารณาการกู้เงินทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเพื่อนำมาใช้เป็นเงินบาทสมทบของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ
(๘) พิจารณาการกู้เงินของรัฐวิสาหกิจที่จะกู้จากตลาดเงินทุนเอกชนในต่างประเทศตามเงื่อนไขดังนี้
๘.๑ อยู่ในแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือหากไม่อยู่จะต้องได้รับการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหรือได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีก่อนว่าเป็นโครงการกรณีพิเศษที่เหมาะสม
๘.๒ ในทุกกรณีเงินกู้ที่จะได้รับการอนุมัติ จะต้องมีอัตราผลตอบแทนเทียบเท่ากับดอกเบี้ยเงินกู้ และค่าบริการอื่น ๆ เช่น การประกันความเสี่ยงทางด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และมีสัดส่วนรายได้ของกิจการ (Internal Cash Generation) เทียบกับภาระหนี้ของกิจการซึ่งเรียกว่า (Debt Service Coverage Ratio) นับตั้งแต่มีการก่อหนี้ไม่ต่ำกว่า ๑.๕
(๙) พิจารณาประสานการบริหารเงินกู้เพื่อการป้องกันประเทศตามพระราชบัญญัติกู้เงินเพื่อการป้องกันประเทศ พ.ศ. ๒๕๑๙ และพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินจากรัฐบาลต่างประเทศเพื่อจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทางทหาร พ.ศ. ๒๕๒๔ ตลอดจนพิจารณาเสนอแนะนโยบายและหลักเกณฑ์การกู้เงินเพื่อการป้องกันประเทศที่อาจต้องการต่อไป
(๑๐) พิจารณาโครงการอื่น ๆ ตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย เช่น โครงการร่วมทุนของรัฐบาลกับเอกชน
(๑๑) พิจารณากำหนดนโยบาย เป้าหมาย และแผนงานของการกู้เงินภายในประเทศเพื่อใช้เป็นเงินบาทสมทบของรัฐวิสาหกิจตามความเหมาะสมของภาวะเศรษฐกิจการเงินการคลังของประเทศเป็นปี ๆ ไป
(๑๒) พิจารณาเสนอแนะนโยบายเกี่ยวกับอัตราค่าบริการของรัฐวิสาหกิจในประเด็นที่จะ ให้มีผลกระทบต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้คืนของรัฐวิสาหกิจเพื่อ ประกอบการพิจารณาดำเนินการของกระทรวงเจ้าสังกัดของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ ต่อไป
ข้อ ๖ คณะกรรมการอาจพิจารณาแต่งตั้งอนุกรรมการและคณะทำงานได้ตามความจำเป็น และในการพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่ดังกล่าวให้คณะกรรมการเชิญผู้แทนส่วน ราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องไปร่วมพิจารณาได้
ข้อ ๗ ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจใดมีความประสงค์ที่จะดำเนินการใดอันจะเป็น ผลก่อหนี้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จะต้องจัดทำโครงการเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกำหนด
ข้อ ๘ เมื่อสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้รับโครงการ จากส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามข้อ ๗ ให้สำนักงานพิจารณารายละเอียดและความเหมาะสมทางเศรษฐกิจและสังคมของโครงการ ตลอดจนพิจารณานำเข้าประกอบเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติ
ใน การพิจารณาความเหมาะสมของโครงการตามวรรคแรกนั้น ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาในด้านการใช้ เงินกู้ของโครงการด้วยนอกจากนั้นให้พิจารณาถึงที่มาของเงินบาทสมทบโครงการใน ลักษณะที่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางการเงินภายหลังด้วย ทั้งนี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอความเห็นดัง กล่าวข้างต้นต่อคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
ข้อ ๙ ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นผู้พิจารณาจัดทำแผนโครงการเงินกู้ประจำปีและ ๓ ปี เสนอต่อคณะกรรมการ โดยแสดงโครงการที่คาดว่าจะใช้เงินกู้ต่างประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อใช้พิจารณาประกอบการกำหนดแผนการก่อหนี้เป็นรายปีตามข้อ ๕ (๓) ภายในวันที่ ๓๑ สิงหาคม ของทุกปี และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในแผนดังกล่าว ก็ให้แจ้งคณะกรรมการทราบเป็นระยะ ๆ ไปด้วย
ข้อ ๑๐ ให้กระทรวงกลาโหมเสนอแผนความต้องการใช้เงินกู้จากต่างประเทศของเหล่าทัพต่าง ๆ สำหรับปีงบประมาณถัดไปต่อกระทรวงการคลัง ภายในวันที่ ๓๑ สิงหาคม ของทุกปี เพื่อประกอบการจัดทำแผนตามข้อ ๕ (๓)
ข้อ ๑๑ การกู้เงินของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่ไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๑๙ และพระราชบัญญัติกำหนดอำนาจกระทรวงการคลังในการค้ำประกัน พ.ศ. ๒๕๑๐ ให้รายงานคณะกรรมการทราบภายใน ๔ เดือน หลังจากที่ได้มีการลงนาม
ข้อ ๑๒ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยติดตามดูแผนการก่อหนี้ต่างประเทศของภาคเอกชน ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศตามแนวนโยบายที่คณะกรรมการ กำหนด และจัดทำรายงานสถานะหนี้เงินกู้ต่างประเทศของภาคเอกชนในระยะที่ผ่านมารวม ทั้งคาดคะเนความต้องการและภาระหนี้เงินกู้ต่างประเทศของภาคเอกชนในระยะข้าง หน้าเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อประกอบการพิจารณาในการบริหารหนี้เงินกู้ของ ประเทศทุก ๔ เดือน
ข้อ ๑๓ ในการกู้เงินสำหรับโครงการที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ ให้กระทรวงการคลังมีหน้าที่ดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(๑) พิจารณาทาบทามแหล่งเงินกู้สำหรับแต่ละโครงการที่คณะกรรมการอนุมัติ
(๒) เจรจารายละเอียด กับแหล่งเงินกู้เกี่ยวกับวงเงินและเงื่อนไขของสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกัน หรือเงื่อนไขในการกู้เงินประเภทเช่าซื้อและการใช้สินเชื่อด้วยการผ่อนชำระจากต่างประเทศ แล้วแต่กรณี
(๓) ดำเนินการให้มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันรวมทั้งการจัดหาเงินบาทสมทบในรูปเงินกู้ให้กับรัฐวิสาหกิจ
ข้อ ๑๔ ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาการกู้เงินในประเทศของส่วนราชการและของรัฐวิสาหกิจในส่วนที่มิใช่เงินบาทสมทบ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยการกำหนดอำนาจกระทรวงการคลังในการค้ำประกัน
ข้อ ๑๕ ในกรณีที่โครงการเงินกู้มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือทางการเงินหรือทางวิชาการเป็นส่วนสมทบด้วย เพื่อให้โครงการสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ให้กรมวิเทศสหการเป็นผู้พิจารณาหาแหล่งให้ความช่วยเหลือทางการเงินและวิชาการจากต่างประเทศ และเป็นผู้ติดต่อทาบทามขอความช่วยเหลือดังกล่าว
ในกรณีที่เป็นการช่วยเหลือจากธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย ให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการติดต่อทาบทามและขอความช่วยเหลือตามระเบียบการของสถาบันการเงินดังกล่าว
ข้อ ๑๖ ในการเจรจาทาบทามแหล่งเงินกู้ตามโครงการต่าง ๆ ตามข้อ ๑๓ นั้น ให้กระทรวงการคลังพิจารณาเสนอเงื่อนไขการกู้เงินหรือการค้ำประกันเงินกู้ให้ คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติก่อนที่จะมีการลงนามในสัญญาเงินกู้ เมื่อได้มีการลงนามในสัญญาเงินกู้และสัญญาค้ำประกันเงินกู้แล้ว ให้กระทรวงการคลังรายงานให้คณะกรรมการและคณะรัฐมนตรีทราบ
ข้อ ๑๗ ในระยะเวลา ๓ ปี นับตั้งแต่ประกาศใช้ระเบียบนี้ ให้มีการดำเนินการในเรื่องต่อไปนี้
(๑) ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ คณะกรรมการนโยบายหนี้ของประเทศจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติให้ขยาย อัตราส่วนภาระหนี้เงินกู้ต่างประเทศภาครัฐบาลเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนกับราย ได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่คาดว่าจะหาได้จากการขายสินค้าและบริการให้ เพิ่มมากกว่าอัตราที่กำหนดในข้อ ๕ (๓) ได้อีกไม่เกินกว่าร้อยละ ๒
(๒) ในกรณีจำเป็นที่รัฐวิสาหกิจใดจำเป็นต้องกู้เงินจากตลาดเงินทุนเอกชนในต่าง ประเทศ แต่ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อ ๕ (๘) ๘.๒ ได้ ให้เสนอคณะกรรมการนโยบายหนี้ของประเทศพิจารณาขอยกเว้นเฉพาะรายเพื่อขอความ เห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
ประกาศ ณ วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๒๘
พลเอก ป. ติณสูลานนท์
(เปรม ติณสูลานนท์)
นายกรัฐมนตรี
|