Landmark คำพิพากษาสำคัญ Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 1303/2568 คำพิพากษาที่ 1303/2568 2025 (B.E. 2568)

Forfeiting All Sin Somros for Assault Is a Penalty and Was Reduced ข้อตกลงสละสินสมรสทั้งหมดเมื่อทำร้ายร่างกาย เป็นเบี้ยปรับที่ศาลลดได้

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

A written family agreement in which one spouse promises not to assault the other or the family, and consents to a divorce and to giving up the marital property if he does, is not an agreement between spouses about property. It is a bond as to behaviour, which CCC section 1516 (8) recognises, and it is enforceable if it offends neither public order nor good morals and does not restrict personal liberty. The clause giving up the marital property is performance other than in money and is therefore a penalty under section 382, so the court may reduce it under section 383 if it is excessive. It was excessive here: the forfeiture was cut from the whole of the seven plots to six tenths of each, leaving the husband four tenths. A spouse who argues only on further appeal that the clause reaches the management of the property and not its ownership raises a point not taken below, and it cannot be decided.

บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัวที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งให้สัญญาว่าจะไม่ทำร้ายร่างกายอีกฝ่ายหรือบุคคลในครอบครัว และหากฝ่าฝืนยินยอมหย่าและสละสิทธิในสินสมรส มิใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอันจะเป็นสัญญาระหว่างสมรส แต่เป็นสัญญาที่มีลักษณะเป็นทัณฑ์บนในเรื่องความประพฤติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (8) ซึ่งใช้บังคับได้หากไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี และไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ส่วนข้อตกลงที่ให้สละสิทธิในสินสมรสนั้น เป็นการชำระหนี้อย่างอื่นที่มิใช่เป็นจำนวนเงิน จึงเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา 382 หากสูงเกินส่วนศาลลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383 คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าสูงเกินส่วน จึงลดจากการยกที่ดินทั้ง 7 แปลงทั้งหมด เหลือแปลงละ 6 ใน 10 ส่วน จำเลยคงเหลือ 4 ใน 10 ส่วน ส่วนข้อที่คู่สมรสเพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกาว่าการสละสิทธิหมายถึงสิทธิจัดการมิใช่กรรมสิทธิ์ เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

The couple signed a family agreement in which the husband promised not to assault his wife or anyone in the family and to do nothing to harm them, and agreed that if he broke it he would consent to a divorce and give up all his rights in the marital property. He assaulted their child. He argued in the Supreme Court that renouncing rights in sin somros meant giving up only the management of it and not his ownership; the Court refused to decide that argument at all, because he raised it for the first time on further appeal and it was barred. On the substance the Court held that the agreement is not an agreement between spouses about property, as the Court of Appeal had thought, but a written bond as to behaviour of the kind CCC section 1516 (8) recognises, and that it is valid and gave the wife a ground for divorce. The forfeiture clause is performance other than in money and so a penalty under section 382, and an excessive penalty may be reduced under section 383. Giving up all seven plots he had accumulated over a lifetime was excessive against a quarrel in which the child's injuries were not severe, and he is about 70 and no longer working. The Court reduced it and ordered him to transfer six tenths of each of the seven plots to his wife, so he keeps four tenths.
คู่สมรสทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัว โดยจำเลยซึ่งเป็นสามีให้สัญญาว่าจะไม่ทำร้ายร่างกายโจทก์หรือบุคคลในครอบครัว และจะไม่กระทำการใดให้ได้รับความเสียหาย หากฝ่าฝืนยินยอมหย่าและสละสิทธิในสินสมรสทั้งหมด ต่อมาจำเลยทำร้ายร่างกายบุตร จำเลยฎีกาว่าการสละสิทธิในสินสมรสหมายถึงสละเพียงสิทธิจัดการ มิใช่กรรมสิทธิ์ แต่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยข้อนี้ เพราะเป็นข้อที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ในเนื้อหา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบันทึกข้อตกลงนี้มิใช่สัญญาระหว่างสมรสเกี่ยวกับทรัพย์สินดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็น แต่เป็นสัญญาที่มีลักษณะเป็นทัณฑ์บนในเรื่องความประพฤติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (8) ซึ่งใช้บังคับได้และเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ ส่วนข้อตกลงสละสิทธิในสินสมรสเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นที่มิใช่เป็นจำนวนเงิน จึงเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา 382 ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลลดลงได้ตามมาตรา 383 เมื่อบาดแผลของบุตรไม่รุนแรงนัก และจำเลยอายุประมาณ 70 ปี ไม่ได้ประกอบอาชีพ การให้ยกที่ดินสินสมรสทั้ง 7 แปลงให้ทั้งหมดจึงสูงเกินส่วน ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 7 แปลง ให้แก่โจทก์แปลงละ 6 ใน 10 ส่วน จำเลยจึงคงเหลือ 4 ใน 10 ส่วน

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

A written family agreement in which one spouse promises not to assault the other or the family, and consents to a divorce and to giving up the marital property if he does, is not an agreement between spouses about property. It is a bond as to behaviour, which CCC section 1516 (8) recognises, and it is enforceable if it offends neither public order nor good morals and does not restrict personal liberty. The clause giving up the marital property is performance other than in money and is therefore a penalty under section 382, so the court may reduce it under section 383 if it is excessive. It was excessive here: the forfeiture was cut from the whole of the seven plots to six tenths of each, leaving the husband four tenths. A spouse who argues only on further appeal that the clause reaches the management of the property and not its ownership raises a point not taken below, and it cannot be decided.
บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัวที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งให้สัญญาว่าจะไม่ทำร้ายร่างกายอีกฝ่ายหรือบุคคลในครอบครัว และหากฝ่าฝืนยินยอมหย่าและสละสิทธิในสินสมรส มิใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอันจะเป็นสัญญาระหว่างสมรส แต่เป็นสัญญาที่มีลักษณะเป็นทัณฑ์บนในเรื่องความประพฤติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (8) ซึ่งใช้บังคับได้หากไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี และไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ส่วนข้อตกลงที่ให้สละสิทธิในสินสมรสนั้น เป็นการชำระหนี้อย่างอื่นที่มิใช่เป็นจำนวนเงิน จึงเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา 382 หากสูงเกินส่วนศาลลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383 คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าสูงเกินส่วน จึงลดจากการยกที่ดินทั้ง 7 แปลงทั้งหมด เหลือแปลงละ 6 ใน 10 ส่วน จำเลยคงเหลือ 4 ใน 10 ส่วน ส่วนข้อที่คู่สมรสเพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกาว่าการสละสิทธิหมายถึงสิทธิจัดการมิใช่กรรมสิทธิ์ เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 1303/2568. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1303/2568 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

จำเลยฎีกาว่า บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัวตามเอกสารหมาย จ. 13 ข้อ 4 ความว่า "หากผู้ให้สัญญาทำร้ายร่างกายผู้รับสัญญา หรือบุคคลในครอบครัวคนหนึ่งคนใด ผู้ให้สัญญาขอสละสิทธิในสินสมรสที่ทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้รับสัญญาทั้งหมด" หมายความว่า หากผู้ให้สัญญา คือ จำเลยกระทำผิดตามสัญญาแล้ว ผู้ให้สัญญา คือ จำเลยขอสละสิทธิการจัดการในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้เป็นสินสมรส ซึ่งสิทธิที่จำเลยจะต้องสละไปนั้น เป็นเพียงสิทธิในการจัดการแบ่งปัน การใช้สอย การดูแลรักษาเท่านั้น ส่วนการถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินสมรสจำเลยยังคงมีอยู่เป็นสัดส่วนคนละครึ่งกับโจทก์นั้น จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาเนื้อความทุกข้อตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัวเอกสารหมาย จ. 13 ประกอบกันทั้งฉบับแล้ว เห็นได้ว่า เจตนาในการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมุ่งเน้นในเรื่องความประพฤติของจำเลยเป็นสำคัญว่าจำเลยจะไม่ทำร้ายร่างกายโจทก์และบุคคลในครอบครัว อีกทั้งจะเป็นผู้นำครอบครัวที่ดี จะไม่กระทำการใด ๆ ให้โจทก์และบุคคลในครอบครัวได้รับความเสียหาย โดยมีเงื่อนไขบังคับหากจำเลยฝ่าฝืนกระทำผิดข้อตกลงดังกล่าว จำเลยยินยอมหย่าขาดกับโจทก์ และสละสิทธิในทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสทั้งหมด ดังนั้นบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัวเอกสารหมาย จ. 13 จึงไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาโดยตรงอันจะเป็นสัญญาระหว่างสมรส ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย แต่เป็นสัญญาอย่างหนึ่งอันมีลักษณะเป็นทัณฑ์บนในเรื่องความประพฤติของจำเลย ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1516 (8) เมื่อบันทึกข้อตกลงที่ทำให้ไว้ดังกล่าวไม่เป็นการฝ่าฝืนศีลธรรมอันดีหรือ จำกัดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ไม่มีวัตถุประสงค์เป็นที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย อีกทั้งมิได้เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน บันทึกข้อตกลงนี้จึงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์นำมาเป็นเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทำร้ายร่างกาย ภ. บุตร ซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัว จำเลยจึงกระทำผิดทัณฑ์บนที่ทำกันเป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวได้ แต่ในส่วนที่ตกลงกันว่า หากผู้ให้สัญญาทำร้ายร่างกายผู้รับสัญญาหรือบุคคลในครอบครัวคนหนึ่งคนใด ผู้ให้สัญญาขอสละสิทธิในสินสมรสที่ทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้รับสัญญาทั้งหมดนั้น เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นที่มิใช่ใช้เป็นจำนวนเงิน เป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 382 ถ้าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 แม้เหตุการณ์ที่จำเลยทำร้ายร่างกายบุตรจะเป็นสิ่งที่บิดาไม่พึงกระทำต่อบุตร แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากการโต้เถียงกันจนเกิดอารมณ์ซึ่งจำเลยไม่อาจระงับอารมณ์ของตนได้ บาดแผลของบุตรก็ไม่รุนแรงมากนัก หากเปรียบเทียบกับการที่จำเลยต้องยกที่ดินสินสมรสถึง 7 แปลงที่จำเลยพยายามสะสมมาตลอดชีวิตให้แก่โจทก์ทั้งหมด ถือว่าเป็นค่าปรับที่สูงเกินส่วน ปัจจุบันจำเลยอายุประมาณ 70 ปี ไม่ได้ประกอบอาชีพ จำเลยสมควรได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์สินที่สะสมมาเพื่อเป็นหลักประกันยามแก่เฒ่าและเจ็บป่วย เห็นสมควรลดค่าปรับให้แก่จำเลย โดยให้จำเลยยกที่ดินสินสมรสในส่วนของตนจำนวน 1 ใน 5 ส่วนของที่ดินพิพาททั้ง 7 แปลงตามฟ้องให้แก่โจทก์ แม้ปัญหานี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่ปัญหาว่าจะใช้บทบัญญัติกฎหมายใดบังคับแก่คดีนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 43443 เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 42444 เนื้อที่ประมาณ 55 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 139613 เนื้อที่ประมาณ 80 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 68864 เนื้อที่ประมาณ 97 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 72174 เนื้อที่ประมาณ 99 เศษ 8 ส่วน 10 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 47145 เนื้อที่ประมาณ 22 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 47146 เนื้อที่ประมาณ 22 ตารางวา ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การขอให้พิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทตามฟ้องให้แก่โจทก์เพียงกึ่งหนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยแบ่งสินสมรสที่ดินโฉนดเลขที่ 43443, 139613, 68864, 72174, 42444, 47145 และ 47146 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างโจทก์จำเลย หรือขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 ประกอบมาตรา 1364 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 43443, 139613, 68864, 72174, 42444, 47145 และ 47146 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2534 และจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2539 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นางสาวภัทรียา และนายธีรภัทร์ และมีสินสมรสเป็นที่ดินพิพาทรวม 7 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 43443 เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 42444 เนื้อที่ประมาณ 55 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 139613 เนื้อที่ประมาณ 80 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 688864 เนื้อที่ประมาณ 97 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 72174 เนื้อที่ประมาณ 99 เศษ 8 ส่วน 10 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 47145 เนื้อที่ประมาณ 22 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 47146 เนื้อที่ประมาณ 22 ตารางวา โดยมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2558 โจทก์กับจำเลยทำสัญญาระหว่างสมรสในเรื่องทรัพย์สินมีใจความว่า โจทก์กับจำเลยตกลงว่ามีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน คือ ที่ดิน 7 แปลงดังกล่าว หากฝ่ายใดทำนิติกรรมเกี่ยวกับโฉนดที่ดินพิพาททั้ง 7 แปลง จะต้องบอกกล่าวให้คู่สมรสอีกฝ่ายทราบและต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำนิติกรรมโดยพลการและไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย ยินยอมให้คู่สมรสอีกฝ่ายดำเนินการยกเลิกการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทดังกล่าวได้ และในวันเดียวกันนั้นโจทก์กับจำเลยทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัวมีใจความว่า จำเลยให้สัญญาว่านับแต่วันทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัวดังกล่าวเป็นต้นไปจำเลยจะไม่ทำร้ายร่างกายโจทก์และบุคคลในครอบครัวของโจทก์ ไม่กล่าวข้อความใส่ร้ายป้ายสีโจทก์ บุคคลในครอบครัวของโจทก์ และนางชญาดาหากผิดสัญญาจำเลยตกลงยินยอมจะไปหย่าขาดกับโจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันผิดสัญญา หากจำเลยไม่ดำเนินการยินยอมให้โจทก์นำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัวเป็นพยานเพื่อฟ้องหย่าจำเลยได้ และหากจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์หรือบุคคลในครอบครัวของโจทก์ จำเลยขอสละสิทธิในสินสมรสที่ทำมาหาได้ร่วมกับโจทก์ทั้งหมด แต่หากจำเลยนำสืบได้ว่าข้อกล่าวอ้างของโจทก์ไม่เป็นความจริง โจทก์ยินยอมให้จำเลยดำเนินคดีได้ตามกฎหมายและให้มีผลไปถึงสินสมรสที่ทำมาหาได้ร่วมกันทุกอย่าง ให้ถือว่าผู้ผิดสัญญาขอสละสิทธิในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันทั้งหมด และจำเลยตกลงจะเป็นผู้นำครอบครัวที่ดี ไม่กระทำการใดที่อาจทำให้โจทก์และบุคคลในครอบครัวได้รับความเสียหายแก่ทรัพย์สินและเกียรติยศชื่อเสียง หากโจทก์พิสูจน์ได้ว่าข้อกล่าวอ้างไม่เป็นความจริง จำเลยจะถอนฟ้องคดีและยอมให้โจทก์มีส่วนได้ในสินสมรสตามกฎหมายตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัวเอกสารหมาย จ. 13 ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2563 จำเลยยื่นฟ้องหย่าโจทก์ต่อศาลชั้นต้น หลังจากนั้นวันที่ 24 มิถุนายน 2563 โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมในคดีดังกล่าว โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนหย่ากันแล้วเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยทำร้ายร่างกายนางสาวภัทรียาและนายธีรภัทร์ อันเป็นการกระทำผิดบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัว และจำเลยต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาททั้ง 7 แปลง ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า นางสาวภัทรียาและนายธีรภัทร์เป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่พยานแต่ละคนประสบมา แม้มีลำดับเหตุการณ์แตกต่างกันไปบ้างก็มิใช่ในสาระสำคัญและไม่ถึงกับเป็นข้อพิรุธเนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลาประมาณ 4 ปีเศษ ย่อมมีรายละเอียดที่จดจำคลาดเคลื่อนกันได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องภายในครอบครัว ผู้ทำร้ายร่างกายเป็นบิดาและเป็นหัวหน้าครอบครัว ไม่มีเหตุที่นางสาวภัทรียาและนายธีรภัทร์จะแต่งเรื่องอันเป็นที่น่าอับอายขึ้นเพื่อให้จำเลยเสียหาย ทั้งนางสาวภัทรียาและนายธีรภัทร์เพียงแต่แจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น ไม่แจ้งความดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย เห็นได้ว่านางสาวภัทรียาและนายธีรภัทร์ยังเคารพและรักจำเลยไม่ได้ต้องการให้จำเลยต้องรับโทษทางอาญา จึงไม่มีเหตุผลที่นางสาวภัทรียาและนายธีรภัทร์จะเบิกความปรักปรำจำเลย คำเบิกความของนางสาวภัทรียาและนายธีรภัทรจึงมีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง ยิ่งโจทก์มีภาพถ่ายบาดแผลที่ใบหน้าของนางสาวภัทรียาและบาดแผลเย็บที่แขนข้างขวาของนายธีรภัทร์มาสืบสนับสนุน แม้ภาพถ่ายทั้งสองภาพดังกล่าวจะไม่ระบุวันที่ว่าถ่ายไว้เมื่อใด แต่เมื่อรับฟังประกอบสำเนาใบรับรองแพทย์ที่แพทย์โรงพยาบาลหนองเรือออกให้เพื่อรับรองว่าในวันที่ 22 ธันวาคม 2559 นายธีรภัทร์ได้มารับการรักษาพยาบาลจริง โดยมีอาการแผลฉีกขาดที่แขนขวา สอดคล้องกับสำเนาภาพถ่ายที่เป็นภาพบาดแผลและภาพที่มีการเย็บแผลที่แขนข้างขวาของนายธีรภัทร์ ก็ยิ่งทำให้คำเบิกความของนางสาวภัทรียาและนายธีรภัทร์มีน้ำหนัก น่าเชื่อว่าในวันดังกล่าวมีเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทภายในครอบครัวกันจริงและภาพถ่ายที่ปรากฏเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องเชื่อมโยงกับที่นางสาวภัทรียาถูกจำเลยตบหน้า ประกอบกับพันตำรวจโทสำเนียง เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรหนองเรือ ผู้ลงลายมือชื่อในสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เบิกความเป็นพยานโจทก์รับรองว่า นางสาวภัทรียาและนายธีรภัทร์ได้มาแจ้งความเพื่อเป็นหลักฐานว่าในวันที่ 22 ธันวาคม 2559 ถูกจำเลยซึ่งเป็นบิดาทำร้ายร่างกาย เอกสารดังกล่าวทำขึ้นในวันที่ 27 ธันวาคม 2559 หลังเกิดเหตุเพียง 5 วัน และพันตำรวจโทสำเนียงเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ เป็นพยานคนกลางไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด คำเบิกความของพยานปากนี้สนับสนุนพยานหลักฐานโจทก์ให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ส่วนจำเลยมีเพียงตัวจำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่ได้ทำร้ายร่างกายนางสาวภัทรียา เหตุเกิดเพราะนางสาวภัทรียาไม่พอใจจำเลยที่ไปเตือนและไม่ช่วยเหลือนางชญาดาในเรื่องที่นางชญาดาถูกบิดามารดาของสามีฟ้องแบ่งทรัพย์มรดก และโจทก์ส่งเสริมให้นางสาวภัทรียาใส่ร้ายกล่าวหาจำเลยเพื่อวัตถุประสงค์ให้จำเลยผิดบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัว ก็ไม่มีเหตุผลว่าเหตุใดนางสาวภัทรียาต้องกระทำเช่นนั้น เพราะหลังเกิดเหตุไม่ปรากฏว่าโจทก์จะฟ้องหย่าหรือขอให้จำเลยโอนทรัพย์สินให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าในวันเกิดเหตุจำเลยใช้กำลังทำร้ายตบหน้านางสาวภัทรียาบุตรสาวโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัว เป็นเหตุให้นางสาวภัทรียามีรอยบวมแดงที่ใบหน้า จำเลยจึงกระทำผิดบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยต้องปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัวหรือไม่ เพียงใด จำเลยฎีกาว่า "หากผู้ให้สัญญาทำร้ายร่างกายผู้รับสัญญาหรือบุคคลในครอบครัวคนหนึ่งคนใด ผู้ให้สัญญาขอสละสิทธิในสินสมรสที่ทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้รับสัญญาทั้งหมด" หมายความว่า หากผู้ให้สัญญาคือจำเลยกระทำผิดตามสัญญาแล้ว ผู้ให้สัญญาคือจำเลยขอสละสิทธิการจัดการในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้เป็นสินสมรส ซึ่งสิทธิที่จำเลยจะต้องสละไปนั้นเป็นเพียงสิทธิในการจัดการแบ่งปัน การใช้สอย การดูแลรักษาเท่านั้น ส่วนการถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินสมรสจำเลยยังคงมีอยู่เป็นสัดส่วนคนละครึ่งกับโจทก์นั้น จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาเนื้อความทุกข้อตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัวเอกสารหมาย จ. 13 ประกอบกันทั้งฉบับแล้ว เห็นได้ว่าเจตนาในการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมุ่งเน้นในเรื่องความประพฤติของจำเลยเป็นสำคัญว่าจำเลยจะไม่ทำร้ายร่างกายโจทก์และบุคคลในครอบครัว อีกทั้งจะเป็นผู้นำครอบครัวที่ดี จะไม่กระทำการใด ๆ ให้โจทก์และบุคคลในครอบครัวได้รับความเสียหาย โดยมีเงื่อนไขบังคับหากจำเลยฝ่าฝืนกระทำผิดข้อตกลงดังกล่าว จำเลยยินยอมหย่าขาดกับโจทก์ และสละสิทธิในทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสทั้งหมด ดังนั้นบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัวเอกสารหมาย จ. 13 จึงไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาโดยตรงอันจะเป็นสัญญาระหว่างสมรสดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย แต่เป็นสัญญาอย่างหนึ่งอันมีลักษณะเป็นทัณฑ์บนในเรื่องความประพฤติของจำเลยตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (8) เมื่อบันทึกข้อตกลงที่ทำให้ไว้ดังกล่าวไม่เป็นการฝ่าฝืนศีลธรรมอันดีหรือจำกัดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ไม่มีวัตถุประสงค์เป็นที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย อีกทั้งมิได้เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน บันทึกข้อตกลงนี้จึงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์นำมาเป็นเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทำร้ายร่างกายนางสาวภัทรียาบุตรซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัว จำเลยจึงกระทำผิดทัณฑ์บนที่ทำกันเป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวได้ แต่ในส่วนที่ตกลงกันว่า หากผู้ให้สัญญาทำร้ายร่างกายผู้รับสัญญาหรือบุคคลในครอบครัวคนหนึ่งคนใด ผู้ให้สัญญาขอสละสิทธิในสินสมรสที่ทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้รับสัญญาทั้งหมดนั้น เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นที่มิใช่ใช้เป็นจำนวนเงินเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 382 ถ้าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 เมื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สถานภาพครอบครัว ตลอดทั้งทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์กับจำเลยอยู่กินร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2534 ถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี ร่วมกันประกอบอาชีพหารายได้เลี้ยงดูครอบครัวและสร้างทรัพย์สินเพื่อความมั่นคงทางการเงินให้แก่ครอบครัวมาโดยตลอดจนสามารถมีสินสมรสเป็นที่ดินถึง 7 แปลง แม้เหตุการณ์ที่จำเลยทำร้ายร่างกายบุตรจะเป็นสิ่งที่บิดาไม่พึงกระทำต่อบุตร แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากการโต้เถียงกันจนเกิดอารมณ์ซึ่งจำเลยไม่อาจระงับอารมณ์ของตนได้ บาดแผลของบุตรก็ไม่รุนแรงมากนัก หากเปรียบเทียบกับการที่จำเลยต้องยกที่ดินสินสมรสถึง 7 แปลงที่จำเลยพยายามสะสมมาตลอดชีวิตให้แก่โจทก์ทั้งหมด ถือว่าเป็นค่าปรับที่สูงเกินส่วน ปัจจุบันจำเลยอายุประมาณ 70 ปี ไม่ได้ประกอบอาชีพ จำเลยสมควรได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์สินที่สะสมมาเพื่อเป็นหลักประกันยามแก่เฒ่าและเจ็บป่วยจะสามารถนำไปเป็นประโยชน์หารายได้มาใช้ในชีวิตประจำวันและในยามจำเป็น เห็นสมควรลดค่าปรับให้แก่จำเลย โดยให้จำเลยยกที่ดินสินสมรสในส่วนของตนจำนวน 1 ใน 5 ส่วนของที่ดินพิพาททั้ง 7 แปลงตามฟ้องให้แก่โจทก์ แม้ปัญหานี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่ปัญหาว่าจะใช้บทบัญญัติกฎหมายใดบังคับแก่คดีนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 43443, 139613, 68864, 72174, 42444, 47145 และ 47146 ให้แก่โจทก์แต่ละแปลง 6 ใน 10 ส่วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย

Is a family agreement promising to give up all marital property if a spouse turns violent enforceable? บันทึกข้อตกลงครอบครัวที่ให้สละสินสมรสทั้งหมดหากใช้ความรุนแรง ใช้บังคับได้หรือไม่

Yes, but not necessarily in full. In Decision 1303/2568 the Supreme Court held such an agreement is not an agreement between spouses about property but a written bond as to behaviour under CCC section 1516 (8), valid because it offends neither public order nor good morals and does not restrict personal liberty. The wife could rely on it both to divorce and to enforce the forfeiture.

ใช้บังคับได้ แต่ไม่จำต้องเต็มจำนวน ในคำพิพากษาฎีกาที่ 1303/2568 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อตกลงเช่นนี้มิใช่สัญญาระหว่างสมรสเกี่ยวกับทรัพย์สิน แต่เป็นทัณฑ์บนในเรื่องความประพฤติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (8) ซึ่งใช้บังคับได้เพราะไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี และไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล โจทก์จึงใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าและเรียกให้ปฏิบัติตามข้อตกลงได้

Can a court cut down a marital forfeiture clause that it thinks goes too far? ศาลลดข้อตกลงสละสินสมรสที่สูงเกินไปได้หรือไม่

Yes. Giving up property rather than money is performance other than in money, so the clause is a penalty under CCC section 382 and section 383 lets the court reduce an excessive penalty. In Decision 1303/2568 the husband would have lost all seven plots he had accumulated over a lifetime; the Court weighed the child's injuries, which were not severe, and the husband's age of about 70 with no occupation, and reduced the forfeiture to six tenths of each plot, leaving him four tenths.

ได้ การสละทรัพย์สินแทนการชำระเงินเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นที่มิใช่เป็นจำนวนเงิน ข้อตกลงจึงเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 382 และศาลลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนลงได้ตามมาตรา 383 ในคำพิพากษาฎีกาที่ 1303/2568 จำเลยจะต้องยกที่ดินสินสมรสทั้ง 7 แปลงที่สะสมมาตลอดชีวิต ศาลพิเคราะห์ว่าบาดแผลของบุตรไม่รุนแรงนัก และจำเลยอายุประมาณ 70 ปี ไม่ได้ประกอบอาชีพ จึงลดลงเหลือแปลงละ 6 ใน 10 ส่วน จำเลยคงเหลือ 4 ใน 10 ส่วน

marital settlement thailand section 1516 ccc sin somros management spousal abuse marital agreement thailand divorce property thailand

📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book