Landmark คำพิพากษาสำคัญ Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 5326/2568 คำพิพากษาที่ 5326/2568 2025 (B.E. 2568)

General Spousal Consent to Sign Documents is Not Ratification of a Joint Debt Under Section 1490(4) หนังสือยินยอมทั่วไปของคู่สมรส ไม่ใช่การให้สัตยาบันก่อหนี้ร่วมตามมาตรา 1490(4)

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

CCC section 1476 requires joint management, or the other spouse's consent, only for the eight important dealings it lists; its closing paragraph leaves all other management of marital property to either spouse acting alone. A spousal consent signed for a promissory-note discounting facility is not within the eight and is not directly an act of managing marital property, so section 1476 neither validates nor invalidates it. A debt of that kind becomes joint only through CCC section 1490 (4), which covers a debt one spouse incurred for that spouse's own benefit alone and which the other has ratified. A consent form worded generally, covering any application, contract or agreement for credit of any kind or any juristic act the borrower may enter into with the lender, is an expression of awareness that the borrower will transact; it is not ratification, because ratification requires facts or conduct showing the other spouse endorsing a debt already incurred. Repeating the general consent at each increase of the facility does not turn it into ratification.

ป.พ.พ. มาตรา 1476 กำหนดให้ต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายเฉพาะการจัดการที่สำคัญตาม (1) ถึง (8) เท่านั้น ส่วนการจัดการสินสมรสนอกจากนั้น คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมกระทำได้โดยลำพัง หนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงิน จึงหาได้อยู่ในบังคับมาตรา 1476 หรือเป็นการจัดการสินสมรสโดยตรงไม่ หนี้เช่นนี้จะเป็นหนี้ร่วมได้ก็แต่โดยมาตรา 1490 (4) ซึ่งเป็นเรื่องหนี้ที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวและอีกฝ่ายได้ให้สัตยาบัน หนังสือให้ความยินยอมที่มีข้อความกว้างครอบคลุมคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ มีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นเพียงการแสดงเจตนารับรู้ว่าคู่สมรสจะไปทำนิติกรรม หาใช่การให้สัตยาบันไม่ เพราะการให้สัตยาบันต้องมีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่แสดงว่าอีกฝ่ายรับรองมูลหนี้ที่ก่อขึ้นแล้ว และการลงนามให้ความยินยอมซ้ำทุกครั้งที่ขอเพิ่มวงเงินก็ไม่ทำให้กลายเป็นการให้สัตยาบัน

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

Between 16 January 2552 and 1 March 2555 the first defendant took and then three times increased a promissory-note discounting facility with the plaintiff bank, from 4,000,000 baht to a total of 22,000,000. On each occasion his spouse, the second defendant, signed the bank's spousal consent form. The bank later sued both of them for 21,217,979.43 baht with interest at 15 per cent on a principal of 17,000,000, and asked to enforce against the mortgaged land and any other property of either defendant. Neither defendant filed a defence. The trial court gave judgment against the first defendant for 17,064,041.09 baht with interest at 10 per cent on 17,000,000 from the date of default, 21 March 2562, enforceable against twelve mortgaged plots and then his other property, with 10,000 baht in attorney's fees, and dismissed the claim against the spouse. The bank appealed. The Court of Appeal Region 1 varied the enforcement wording only and otherwise affirmed. The bank appealed with leave on the single question whether the spouse must share the liability, and the Supreme Court affirmed. CCC section 1476 requires spouses to manage marital property jointly, or with the other's consent, in eight listed cases, and its closing paragraph says that management outside those eight may be carried out by either spouse without the other's consent. The consent the spouse gave here was not within the eight and was not directly an act of managing marital property, so section 1476 gave it no effect either way. That left CCC section 1490 (4), which makes a debt joint where one spouse incurred it for that spouse's own benefit alone and the other has ratified it. The consent form said the spouse consented to the borrower making any application, contract or agreement for credit of any kind, or any juristic act, with the bank. Being general in that way, it expresses awareness that the borrower would enter into transactions; it is not a ratification, because nothing in the facts or the parties' conduct showed the spouse endorsing a debt already incurred. Four signatures across six years of facility increases did not change that. The spouse was therefore not jointly liable, and she had never even filed a defence. The Court added a point on court fees of its own motion. A claim that a spouse be made jointly liable is a claim for relief that cannot be valued in money, so the Supreme Court filing fee is 200 baht under Table 1 (2) (a) annexed to the Civil Procedure Code. The bank had paid 27,805 baht as though the claim were for a sum of money, and the Court ordered everything above 200 baht refunded to it.
ระหว่างวันที่ 16 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2555 จำเลยที่ 1 ทำคำขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ 4,000,000 บาท แล้วขอเพิ่มวงเงินอีกสามครั้ง รวมเป็นเงิน 22,000,000 บาท โดยทุกครั้งมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สมรสลงนามในหนังสือให้ความยินยอม ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันชำระเงิน 21,217,979.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท และขอให้ยึดทรัพย์จำนองกับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาด จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 17,064,041.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท นับแต่วันผิดนัดคือวันที่ 21 มีนาคม 2562 ให้ยึดที่ดินจำนอง 12 แปลงและทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 กับให้ใช้ค่าทนายความ 10,000 บาท และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เฉพาะถ้อยคำเรื่องการบังคับคดี นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาในประเด็นเดียวว่าจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดหรือไม่ และศาลฎีกาพิพากษายืน ป.พ.พ. มาตรา 1476 กำหนดให้สามีภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายเฉพาะการจัดการที่สำคัญตาม (1) ถึง (8) ส่วนการจัดการนอกจากนั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกระทำได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอม การที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมในคดีนี้ หาได้อยู่ในบังคับมาตรา 1476 หรือเป็นการจัดการสินสมรสโดยตรงไม่ กรณีจึงเหลือแต่มาตรา 1490 (4) ซึ่งเป็นเรื่องหนี้ที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายได้ให้สัตยาบัน หนังสือให้ความยินยอมระบุว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้คู่สมรสทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ กับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นเพียงการแสดงเจตนารับรู้ว่าจำเลยที่ 1 จะไปทำนิติกรรม หาใช่การให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) ไม่ เพราะไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใดที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับรองมูลหนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นแล้ว การลงนามซ้ำทุกครั้งที่ขอเพิ่มวงเงินก็ไม่ทำให้กลายเป็นการให้สัตยาบัน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิด อนึ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องค่าขึ้นศาลด้วยว่า การที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. เมื่อโจทก์เสียมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 27,805 บาท จึงให้คืนส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

CCC section 1476 requires joint management, or the other spouse's consent, only for the eight important dealings it lists; its closing paragraph leaves all other management of marital property to either spouse acting alone. A spousal consent signed for a promissory-note discounting facility is not within the eight and is not directly an act of managing marital property, so section 1476 neither validates nor invalidates it. A debt of that kind becomes joint only through CCC section 1490 (4), which covers a debt one spouse incurred for that spouse's own benefit alone and which the other has ratified. A consent form worded generally, covering any application, contract or agreement for credit of any kind or any juristic act the borrower may enter into with the lender, is an expression of awareness that the borrower will transact; it is not ratification, because ratification requires facts or conduct showing the other spouse endorsing a debt already incurred. Repeating the general consent at each increase of the facility does not turn it into ratification.
ป.พ.พ. มาตรา 1476 กำหนดให้ต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายเฉพาะการจัดการที่สำคัญตาม (1) ถึง (8) เท่านั้น ส่วนการจัดการสินสมรสนอกจากนั้น คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมกระทำได้โดยลำพัง หนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงิน จึงหาได้อยู่ในบังคับมาตรา 1476 หรือเป็นการจัดการสินสมรสโดยตรงไม่ หนี้เช่นนี้จะเป็นหนี้ร่วมได้ก็แต่โดยมาตรา 1490 (4) ซึ่งเป็นเรื่องหนี้ที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวและอีกฝ่ายได้ให้สัตยาบัน หนังสือให้ความยินยอมที่มีข้อความกว้างครอบคลุมคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ มีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นเพียงการแสดงเจตนารับรู้ว่าคู่สมรสจะไปทำนิติกรรม หาใช่การให้สัตยาบันไม่ เพราะการให้สัตยาบันต้องมีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่แสดงว่าอีกฝ่ายรับรองมูลหนี้ที่ก่อขึ้นแล้ว และการลงนามให้ความยินยอมซ้ำทุกครั้งที่ขอเพิ่มวงเงินก็ไม่ทำให้กลายเป็นการให้สัตยาบัน

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 5326/2568. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5326/2568 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

การให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสอยู่ในบังคับบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 ที่กำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา 1476 (1) ถึง (8) ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย แต่การที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ หาได้อยู่ในบังคับตามมาตรา 1476 หรือเป็นการจัดการสินสมรสโดยตรงไม่ กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เท่านั้น แต่หนังสือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าวมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ กับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม หาใช่เป็นการให้สัตยาบันตามบทบัญญัติมาตรา 1490 (4) ไม่ เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับรองการที่จำเลยที่ 1 ก่อหนี้ขึ้นแล้วตามมูลหนี้ดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไป จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 21,217,979.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 17,064,041.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท นับแต่วันผิดนัด (ผิดนัดวันที่ 21 มีนาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12612, 12613 และ 12614 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 12597, 12598, 12599, 12600, 12601, 12602, 12603, 12604 และ 12605 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12612, 12613 และ 12614 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 12597, 12598, 12599, 12600, 12601, 12602, 12603, 12604 และ 12605 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ 186 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 วันที่ 16 มกราคม 2552 จำเลยที่ 1 ทำคำขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์เป็นเงิน 4,000,000 บาท วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 10,000,000 บาท วันที่ 7 กันยายน 2554 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 6,000,000 บาท และวันที่ 1 มีนาคม 2555 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 2,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 22,000,000 บาท ในการขอมีวงเงินและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสให้ความยินยอม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมดังกล่าวเป็นผลให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในหนี้อันคู่สมรสได้ก่อขึ้นเกี่ยวกับการจัดการสินสมรส ย่อมถือได้ว่ากรณีเช่นนี้อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 ที่บัญญัติว่า หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสดังต่อไปนี้... (4) หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน เมื่อพิจารณาถึงการให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสอยู่ในบังคับบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 ที่กำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา 1476 (1) ถึง (8) ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย สำหรับการทำนิติกรรมคดีนี้ในส่วนที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรม หาได้อยู่ในบังคับมาตรา 1476 หรือเป็นการจัดการสินสมรสโดยตรงไม่ กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เท่านั้น แต่การที่จำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าวที่มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ กับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม หาใช่เป็นการให้สัตยาบันตามบทบัญญัติมาตรา 1490 (4) ไม่ เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับรองการที่จำเลยที่ 1 ก่อหนี้ขึ้นแล้วตามมูลหนี้ดังกล่าว ปรากฏแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 รับรู้ถึงการที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไป จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 27,805 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย

What is the legal principle in Decision 5326/2568? คำพิพากษาฎีกาที่ 5326/2568 วินิจฉัยอย่างไร?

CCC section 1476 requires joint management, or the other spouse's consent, only for the eight important dealings it lists; its closing paragraph leaves all other management of marital property to either spouse acting alone. A spousal consent signed for a promissory-note discounting facility is not within the eight and is not directly an act of managing marital property, so section 1476 neither validates nor invalidates it. A debt of that kind becomes joint only through CCC section 1490 (4), which covers a debt one spouse incurred for that spouse's own benefit alone and which the other has ratified. A consent form worded generally, covering any application, contract or agreement for credit of any kind or any juristic act the borrower may enter into with the lender, is an expression of awareness that the borrower will transact; it is not ratification, because ratification requires facts or conduct showing the other spouse endorsing a debt already incurred. Repeating the general consent at each increase of the facility does not turn it into ratification.

ป.พ.พ. มาตรา 1476 กำหนดให้ต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายเฉพาะการจัดการที่สำคัญตาม (1) ถึง (8) เท่านั้น ส่วนการจัดการสินสมรสนอกจากนั้น คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมกระทำได้โดยลำพัง หนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงิน จึงหาได้อยู่ในบังคับมาตรา 1476 หรือเป็นการจัดการสินสมรสโดยตรงไม่ หนี้เช่นนี้จะเป็นหนี้ร่วมได้ก็แต่โดยมาตรา 1490 (4) ซึ่งเป็นเรื่องหนี้ที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวและอีกฝ่ายได้ให้สัตยาบัน หนังสือให้ความยินยอมที่มีข้อความกว้างครอบคลุมคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ มีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นเพียงการแสดงเจตนารับรู้ว่าคู่สมรสจะไปทำนิติกรรม หาใช่การให้สัตยาบันไม่ เพราะการให้สัตยาบันต้องมีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่แสดงว่าอีกฝ่ายรับรองมูลหนี้ที่ก่อขึ้นแล้ว และการลงนามให้ความยินยอมซ้ำทุกครั้งที่ขอเพิ่มวงเงินก็ไม่ทำให้กลายเป็นการให้สัตยาบัน

Which CCC section requires a spouse's consent, and does a promissory note need it? มาตราใดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บังคับให้ต้องได้รับความยินยอมของคู่สมรส และตั๋วสัญญาใช้เงินต้องขอหรือไม่

CCC section 1476, and no. Section 1476 lists eight important dealings in marital property that need joint management or the other spouse's consent, and its closing paragraph leaves everything else to either spouse alone. A promissory-note discounting facility is not among the eight, so no consent is needed for it. Section 1490 is a different question, namely when a debt becomes joint, and its sub-paragraph (4) requires ratification of a debt already incurred, which a general consent form is not.

ป.พ.พ. มาตรา 1476 และคำตอบคือไม่ต้อง มาตรา 1476 กำหนดการจัดการสินสมรสที่สำคัญไว้แปดกรณีตาม (1) ถึง (8) ที่ต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอม ส่วนวรรคท้ายให้การจัดการนอกจากนั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกระทำได้โดยลำพัง การขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินไม่อยู่ในแปดกรณีนั้น จึงไม่ต้องได้รับความยินยอม ส่วนมาตรา 1490 เป็นคนละประเด็น คือเรื่องหนี้ร่วม ซึ่ง (4) ต้องมีการให้สัตยาบันมูลหนี้ที่เกิดขึ้นแล้ว หนังสือยินยอมทั่วไปไม่ใช่การให้สัตยาบัน

spousal joint debt thailand section 1490 ccc section 1476 ccc ratification marital debt thailand blanket spousal consent

📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book