Landmark คำพิพากษาสำคัญ Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 2710/2568 คำพิพากษาที่ 2710/2568 2025 (B.E. 2568) Expat Critical

Mortgage Foreclosure After 2014 Amendment Requires 60-Day Default Notice: Even on Pre-Amendment Mortgages การบังคับจำนองหลังการแก้ไข ป.พ.พ. ฉบับที่ 20 พ.ศ. 2557 ต้องส่งหนังสือบอกกล่าวให้เวลาชำระไม่น้อยกว่า 60 วัน แม้สัญญาทำก่อน

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Two separate sixty-day rules can run in the same mortgage action and they do different work. Under Civil and Commercial Code Section 686 paragraph one a creditor must tell the surety of the debtor's default within sixty days of it; where the debt is an overdraft with no calendar due date, the debtor falls into default not when the facility is cancelled but when the account is struck and payment is demanded under Section 856, so the sixty days run from the expiry of that demand. Under Section 728 paragraph one as amended by the Civil and Commercial Code Amendment Act (No. 20) B.E. 2557, a mortgagee must give the debtor written notice allowing a reasonable time of not less than sixty days to pay before it may sue to have the mortgaged property seized and sold, and that requirement governs every enforcement begun after the amendment took effect even if the mortgage itself was made before. A demand allowing only seven days is shorter than the statute permits, the notice of enforcement is bad, and the mortgagee has no right of action to enforce the mortgage. That is a question of law concerning public order which the court may raise of its own motion under Civil Procedure Code Section 142 (5) although no party appealed on it. Its effect is confined to the mortgage: the claim on the debt itself is unaffected and the creditor keeps its money judgment against the debtor and the surety.

แม้สัญญาจำนองจะทำขึ้นก่อน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. ฉบับที่ 20 พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ แต่การที่โจทก์ผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองก็ต้องปฏิบัติตามมาตรา 728 วรรคหนึ่งที่แก้ไขใหม่ คือต้องมีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ในเวลาอันสมควรซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 60 วัน เมื่อโจทก์มีเพียงหนังสือทวงถามให้ชำระภายใน 7 วัน จึงเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบ โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนอง ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และผลของการบอกกล่าวบังคับจำนองที่ไม่ชอบจำกัดอยู่เฉพาะการบังคับจำนอง ไม่กระทบคำพิพากษาในส่วนหนี้เงิน อนึ่ง กำหนดหกสิบวันตามมาตรา 728 วรรคหนึ่ง เป็นคนละเรื่องกับกำหนดหกสิบวันที่เจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวการผิดนัดแก่ผู้ค้ำประกันตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง ซึ่งในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์บอกกล่าวโดยชอบแล้ว เพราะหนี้ตามบัญชีเดินสะพัดจะผิดนัดต่อเมื่อมีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามมาตรา 856

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

A bank granted an overdraft facility of 20,000,000 baht to the first defendant on 18 October 2556. The second defendant stood surety for it and mortgaged three plots with their buildings as security. The bank cancelled the facility by a letter received on 16 August 2562 and struck the account, at which point 21,579,576.17 baht was outstanding, then on 18 October 2562 sent a letter demanding payment within seven days, received the next day, followed by a notice of the debtor's default dated 31 October 2562 which the surety received on 2 November 2562. Both lower courts gave judgment for the bank. The question certified for further appeal was a different sixty-day rule from the one this page is named after: whether the bank had told the surety of the debtor's default within sixty days of it, as Section 686 paragraph one requires. The Supreme Court held that it had, and that the defendants lost on it. An overdraft debt has no due date fixed by the calendar, so the debtor does not fall into default when the account is closed but only when the account is struck and payment demanded under Section 856; the cancellation letter demanded nothing, so default ran from 27 October 2562, and notice reaching the surety on 2 November 2562 was in time. Separately, and of its own motion under Civil Procedure Code Section 142 (5) with Section 7 of the Consumer Case Procedure Act B.E. 2551, the Court held the bank could not enforce the mortgage at all: Section 728 paragraph one as amended in 2557 requires a mortgagee to give the debtor written notice and not less than sixty days to pay before suing to seize and sell the mortgaged property, and this applies to any enforcement begun after the amendment even where the mortgage was signed before it. A seven-day demand is shorter than the law allows, so the notice was bad and the bank had no right of action to enforce the mortgage. The Court struck out the prayer to seize and auction the surety's mortgaged land. It did not disturb the money judgment: both defendants remain jointly liable for 22,399,182.60 baht with interest at 12 per cent a year from the day after filing, enforceable against their other assets. As consumers the defendants were also refunded 1,050 baht of service fees they should never have paid.
โจทก์ธนาคารให้จำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชีวงเงิน 20,000,000 บาท เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2556 โดยจำเลยที่ 2 ค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดิน 3 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน โจทก์บอกเลิกวงเงินโดยหนังสือที่จำเลยที่ 1 ได้รับวันที่ 16 สิงหาคม 2562 และหักทอนบัญชีในวันเดียวกัน ค้างชำระ 21,579,576.17 บาท ต่อมาวันที่ 18 ตุลาคม 2562 มีหนังสือทวงถามให้ชำระภายใน 7 วัน จำเลยที่ 1 ได้รับวันที่ 19 ตุลาคม 2562 แล้วมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดลงวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับวันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ชนะ ประเด็นที่ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาเป็นเรื่องกำหนดหกสิบวันอีกเรื่องหนึ่ง คือโจทก์บอกกล่าวการผิดนัดแก่ผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันผิดนัดตามมาตรา 686 วรรคหนึ่งหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าชอบแล้ว เพราะหนี้ตามบัญชีเดินสะพัดไม่มีกำหนดเวลาชำระตามวันแห่งปฏิทิน จำเลยที่ 1 จะผิดนัดต่อเมื่อมีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามมาตรา 856 หนังสือยกเลิกวงเงินมิได้ทวงถามให้ชำระ จำเลยที่ 1 จึงผิดนัดตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2562 การบอกกล่าวถึงจำเลยที่ 2 วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 จึงอยู่ในกำหนด ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ว่า แม้สัญญาจำนองทำก่อน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 แต่การบังคับจำนองต้องปฏิบัติตามมาตรา 728 วรรคหนึ่งที่แก้ไขใหม่ คือบอกกล่าวให้ชำระในเวลาอันสมควรไม่น้อยกว่าหกสิบวัน เมื่อโจทก์ให้เวลาเพียง 7 วัน จึงเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบ โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 พิพากษาแก้ให้ยกคำขอที่ขอให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาด แต่ไม่กระทบคำพิพากษาในส่วนหนี้เงิน จำเลยทั้งสองยังต้องร่วมกันชำระ 22,399,182.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี และให้คืนค่าส่งคำคู่ความรวม 1,050 บาท แก่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้บริโภค

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Two separate sixty-day rules can run in the same mortgage action and they do different work. Under Civil and Commercial Code Section 686 paragraph one a creditor must tell the surety of the debtor's default within sixty days of it; where the debt is an overdraft with no calendar due date, the debtor falls into default not when the facility is cancelled but when the account is struck and payment is demanded under Section 856, so the sixty days run from the expiry of that demand. Under Section 728 paragraph one as amended by the Civil and Commercial Code Amendment Act (No. 20) B.E. 2557, a mortgagee must give the debtor written notice allowing a reasonable time of not less than sixty days to pay before it may sue to have the mortgaged property seized and sold, and that requirement governs every enforcement begun after the amendment took effect even if the mortgage itself was made before. A demand allowing only seven days is shorter than the statute permits, the notice of enforcement is bad, and the mortgagee has no right of action to enforce the mortgage. That is a question of law concerning public order which the court may raise of its own motion under Civil Procedure Code Section 142 (5) although no party appealed on it. Its effect is confined to the mortgage: the claim on the debt itself is unaffected and the creditor keeps its money judgment against the debtor and the surety.
แม้สัญญาจำนองจะทำขึ้นก่อน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. ฉบับที่ 20 พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ แต่การที่โจทก์ผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองก็ต้องปฏิบัติตามมาตรา 728 วรรคหนึ่งที่แก้ไขใหม่ คือต้องมีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ในเวลาอันสมควรซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 60 วัน เมื่อโจทก์มีเพียงหนังสือทวงถามให้ชำระภายใน 7 วัน จึงเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบ โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนอง ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และผลของการบอกกล่าวบังคับจำนองที่ไม่ชอบจำกัดอยู่เฉพาะการบังคับจำนอง ไม่กระทบคำพิพากษาในส่วนหนี้เงิน อนึ่ง กำหนดหกสิบวันตามมาตรา 728 วรรคหนึ่ง เป็นคนละเรื่องกับกำหนดหกสิบวันที่เจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวการผิดนัดแก่ผู้ค้ำประกันตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง ซึ่งในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์บอกกล่าวโดยชอบแล้ว เพราะหนี้ตามบัญชีเดินสะพัดจะผิดนัดต่อเมื่อมีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามมาตรา 856

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 2710/2568. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2710/2568 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

แม้สัญญาจำนองจะทำขึ้นก่อน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ แต่การที่โจทก์ผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองก็ต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ กล่าวคือ โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรเสียก่อนซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและจำเลยที่ 1 ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว โจทก์จึงจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีเพียงหนังสือทวงถามกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จึงเป็นการกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้สั้นกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดและเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 22,544,455.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 21,579,576.17 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ขอให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 22,399,182.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 21,579,576.17 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 มกราคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11859, 11860 และ 11863 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ วงเงิน 20,000,000 บาท มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11859, 11860 และ 11863 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นประกันแก่โจทก์ในวงเงิน 20,000,000 บาท หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 เดินสะพัดทางบัญชีและนำเงินเข้าฝากในบัญชีเรื่อยมา ต่อมาโจทก์บอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดโดยมีหนังสือแจ้งยกเลิกวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีลงวันที่ 15 สิงหาคม 2562 ไปยังจำเลยที่ 1 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือ จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 16 สิงหาคม 2562 สัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันและมีการหักทอนบัญชีในวันที่ 16 สิงหาคม 2562 วันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้ 21,579,576.17 บาท และวันที่ 18 ตุลาคม 2562 โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือและมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2562 หลังจากนั้น โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญาข้อ 8 จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบ จำเลยทั้งสองไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์บอกกล่าวการผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 ภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าได้กำหนดเวลาชำระหนี้กันตามวันแห่งปฏิทิน แม้สัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันโดยโจทก์บอกเลิกสัญญาตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2562 แต่กรณีจะถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดก็ต่อเมื่อมีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระหนี้ที่มีอยู่ต่อกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 856 ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มีการยกเลิกวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีและหักทอนบัญชีในวันที่ 16 สิงหาคม 2562 แต่เมื่อพิจารณาหนังสือแจ้งยกเลิกวงเงินเบิกเงินเกินบัญชี ซึ่งโจทก์มีไปถึงจำเลยที่ 1 แล้วคงระบุข้อความแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์ ซึ่งคิดเพียงวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์เป็นเงิน 21,513,068 บาท บัดนี้ โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ใช้วงเงินเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวอีกต่อไป ฉะนั้น โดยหนังสือฉบับนี้โจทก์จึงขอยกเลิกวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าว โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือฉบับนี้ โดยไม่ปรากฏว่ามีการทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ หนังสือฉบับดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นกรณีที่โจทก์หักทอนบัญชีและเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ แม้โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่วันที่สัญญาเลิกกันก็ไม่ใช่กำหนดเวลาชำระหนี้อันจะถือว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดทันที ซึ่งต่อมาโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2562 จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2562 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2562 เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ไปยังจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นเวลาภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์บอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ทราบภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 แล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น อนึ่ง แม้สัญญาจำนองตามฟ้องจะทำขึ้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2556 ก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ แต่การที่โจทก์ผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองก็ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ กล่าวคือ โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรเสียก่อน ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและจำเลยที่ 1 ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว โจทก์จึงจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีเพียงหนังสือทวงถามกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จึงเป็นการกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้สั้นกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดและเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และจำเลยทั้งสองเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง แต่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเสียค่าส่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์ 500 บาท และค่าส่งคำคู่ความในชั้นฎีกา 550 บาท ซึ่งไม่ถูกต้อง จึงต้องคืนเงินส่วนนี้ให้แก่จำเลยทั้งสอง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ คืนค่าส่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์และค่าส่งคำคู่ความในชั้นฎีการวมเป็นเงิน 1,050 บาท แก่จำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย

What is the legal principle in Decision 2710/2568? คำพิพากษาฎีกาที่ 2710/2568 วินิจฉัยอย่างไร?

Two separate sixty-day rules can run in the same mortgage action and they do different work. Under Civil and Commercial Code Section 686 paragraph one a creditor must tell the surety of the debtor's default within sixty days of it; where the debt is an overdraft with no calendar due date, the debtor falls into default not when the facility is cancelled but when the account is struck and payment is demanded under Section 856, so the sixty days run from the expiry of that demand. Under Section 728 paragraph one as amended by the Civil and Commercial Code Amendment Act (No. 20) B.E. 2557, a mortgagee must give the debtor written notice allowing a reasonable time of not less than sixty days to pay before it may sue to have the mortgaged property seized and sold, and that requirement governs every enforcement begun after the amendment took effect even if the mortgage itself was made before. A demand allowing only seven days is shorter than the statute permits, the notice of enforcement is bad, and the mortgagee has no right of action to enforce the mortgage. That is a question of law concerning public order which the court may raise of its own motion under Civil Procedure Code Section 142 (5) although no party appealed on it. Its effect is confined to the mortgage: the claim on the debt itself is unaffected and the creditor keeps its money judgment against the debtor and the surety.

แม้สัญญาจำนองจะทำขึ้นก่อน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. ฉบับที่ 20 พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ แต่การที่โจทก์ผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองก็ต้องปฏิบัติตามมาตรา 728 วรรคหนึ่งที่แก้ไขใหม่ คือต้องมีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ในเวลาอันสมควรซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 60 วัน เมื่อโจทก์มีเพียงหนังสือทวงถามให้ชำระภายใน 7 วัน จึงเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบ โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนอง ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และผลของการบอกกล่าวบังคับจำนองที่ไม่ชอบจำกัดอยู่เฉพาะการบังคับจำนอง ไม่กระทบคำพิพากษาในส่วนหนี้เงิน อนึ่ง กำหนดหกสิบวันตามมาตรา 728 วรรคหนึ่ง เป็นคนละเรื่องกับกำหนดหกสิบวันที่เจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวการผิดนัดแก่ผู้ค้ำประกันตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง ซึ่งในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์บอกกล่าวโดยชอบแล้ว เพราะหนี้ตามบัญชีเดินสะพัดจะผิดนัดต่อเมื่อมีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามมาตรา 856

This case has two different sixty-day periods. Which is which? คดีนี้มีกำหนดหกสิบวันสองเรื่อง ต่างกันอย่างไร

Section 728 paragraph one is the mortgagee's notice to the debtor: written notice allowing not less than sixty days to pay before suing to seize and sell the mortgaged property. Section 686 paragraph one is the creditor's notice to a surety: it must be given within sixty days after the debtor falls into default. The bank satisfied Section 686 and failed Section 728, so it kept its money judgment and lost the right to enforce the mortgage.

มาตรา 728 วรรคหนึ่ง เป็นการบอกกล่าวของผู้รับจำนองไปยังลูกหนี้ ต้องมีหนังสือให้เวลาชำระไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนฟ้องขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ส่วนมาตรา 686 วรรคหนึ่ง เป็นการบอกกล่าวของเจ้าหนี้ไปยังผู้ค้ำประกัน ซึ่งต้องทำภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด คดีนี้โจทก์ทำถูกต้องตามมาตรา 686 แต่ไม่ถูกต้องตามมาตรา 728 จึงยังได้คำพิพากษาในส่วนหนี้เงิน แต่เสียสิทธิบังคับจำนอง

mortgage foreclosure thailand section 728 ccc 60 day notice mortgage thailand 2014 mortgage amendment thailand

📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book