Landmark คำพิพากษาสำคัญ Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 1383/2568 คำพิพากษาที่ 1383/2568 2025 (B.E. 2568)

A Compromise Settling the Old Debt Does Not Bar Setting Aside a Pre-Settlement Fraudulent Transfer สัญญาประนีประนอมยอมความระงับหนี้เดิม ไม่ตัดสิทธิเจ้าหนี้ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลที่ทำก่อนหน้านั้น

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

CCC section 852 provides that a compromise extinguishes the original obligation and creates a new one, but it does not cleanse a transfer the debtor made before it. Where the debtor was already the creditor's debtor when he transferred, and remains the creditor's debtor under the compromise, the transfer leaves the creditor prejudiced and may be set aside under section 237. Three defences fail. First, section 237 paragraph one excuses a transfer only where the person enriched by it did not know the facts that prejudice the creditor, and it provides in terms that where the transfer was gratuitous the debtor's knowledge alone is enough; the donee's good faith or ignorance of the default is therefore irrelevant. Second, section 237 contains no exception for a gift made in performance of a moral duty, so it makes no difference that the gift ran from a father to his child, and the court did not need to decide whether it was such a gift. Third, section 237 nowhere requires that the property transferred had been pledged to the creditor as security.

แม้สัญญาประนีประนอมยอมความทำให้หนี้เดิมระงับและกลายเป็นหนี้ใหม่ตามมาตรา 852 และจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งสืบเนื่องจากหนี้เดิม การโอนที่ดินก่อนทำสัญญาประนีประนอมจึงยังคงทำให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลตามมาตรา 237

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

Ms Th. hired a car on hire-purchase from the plaintiff on 27 December 2562, and the first defendant bound himself to the same debt as a joint debtor. She defaulted from the second instalment and the plaintiff gave notice terminating the contract on 21 April 2563. On 29 May 2563 the first defendant gave four plots of his own land to the second defendant, his child, gratuitously and for no consideration. The plaintiff then sued, and on 24 December 2563 the Civil Court entered a judgment by compromise, which was not complied with; the execution officer found no land or condominium in the first defendant's name. The plaintiff sued to set the gift aside as a fraudulent transfer under CCC section 237. The defendants argued that the compromise had extinguished the hire-purchase debt under sections 850 and 852 and replaced it with a new one, so that when the gift was made the first defendant owed the plaintiff nothing. The Supreme Court accepted that the compromise did extinguish the hire-purchase debt and create a new obligation under section 852, and held that this does not help the defendants: the first defendant was already the plaintiff's debtor under the hire-purchase contract when he made the gift, he remained the plaintiff's debtor under the compromise afterwards, and the gift left the creditor prejudiced throughout. The court of first instance dismissed the claim, the Court of Appeal Region 2 reversed and set all four transfers aside, and the Supreme Court affirmed.
นางสาว ธ. ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2562 โดยจำเลยที่ 1 ยอมผูกพันชำระหนี้ตามสัญญาอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อนางสาว ธ. ผิดนัดตั้งแต่งวดที่สอง โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2563 ต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 จำเลยที่ 1 ยกที่ดินของตน 4 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตร โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน โจทก์ฟ้องคดี และวันที่ 24 ธันวาคม 2563 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาตามยอม แต่ไม่มีการปฏิบัติตาม และไม่พบทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการให้ตามมาตรา 237 จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้หนี้เดิมระงับและเกิดหนี้ใหม่ตามมาตรา 850 และ 852 ขณะยกที่ดินจำเลยที่ 1 จึงยังไม่เป็นหนี้โจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่าสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้หนี้ตามสัญญาเช่าซื้อระงับสิ้นไป และกลายเป็นหนี้ใหม่ตามมาตรา 852 จริง แต่ไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลย เพราะขณะโอนที่ดินจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้ออยู่แล้ว และหลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความก็ยังคงเป็นลูกหนี้โจทก์ต่อไป การโอนจึงทำให้โจทก์เสียเปรียบอยู่เช่นเดิม ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้เพิกถอนการโอนทั้งสี่แปลง และศาลฎีกาพิพากษายืน

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

CCC section 852 provides that a compromise extinguishes the original obligation and creates a new one, but it does not cleanse a transfer the debtor made before it. Where the debtor was already the creditor's debtor when he transferred, and remains the creditor's debtor under the compromise, the transfer leaves the creditor prejudiced and may be set aside under section 237. Three defences fail. First, section 237 paragraph one excuses a transfer only where the person enriched by it did not know the facts that prejudice the creditor, and it provides in terms that where the transfer was gratuitous the debtor's knowledge alone is enough; the donee's good faith or ignorance of the default is therefore irrelevant. Second, section 237 contains no exception for a gift made in performance of a moral duty, so it makes no difference that the gift ran from a father to his child, and the court did not need to decide whether it was such a gift. Third, section 237 nowhere requires that the property transferred had been pledged to the creditor as security.
แม้สัญญาประนีประนอมยอมความทำให้หนี้เดิมระงับและกลายเป็นหนี้ใหม่ตามมาตรา 852 และจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งสืบเนื่องจากหนี้เดิม การโอนที่ดินก่อนทำสัญญาประนีประนอมจึงยังคงทำให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลตามมาตรา 237

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 1383/2568. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1383/2568 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

แม้โจทก์และจำเลยที่ 1 กับพวกทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2563 อันส่งผลให้หนี้ตามสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์มีต่อจำเลยที่ 1 ระงับสิ้นไป กลายเป็นหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 และจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวซึ่งสืบเนื่องมาจากหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ ต้องถือว่าขณะโอนที่ดินจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้นการโอนที่ดินของจำเลยที่ 1 แม้จะเกิดก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ก็ยังคงทำให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้เสียเปรียบอยู่เช่นเดิม โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซึ่งเป็นการฉ้อฉลนั้นเสียได้ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 18050, 18051, 18052 และ 18053 ที่จำเลยทั้งสองทำเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 ให้กรรมสิทธิ์กลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 18050 ถึง 18053 เลขที่ดิน 83 ถึง 86 ระหว่างจำเลยทั้งสองที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 โดยให้กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ดังเดิม ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2562 นางสาวธนพรทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 1 ตกลงผูกพันชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมานางสาวธนพรผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 2 ประจำวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 โจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 21 เมษายน 2563 บอกกล่าวให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาท 4 แปลง โฉนดเลขที่ 18050, 18051, 18052 และ 18053 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน ต่อมาวันที่ 17 กันยายน 2563 โจทก์ฟ้องนางสาวธนพร นายประเสริฐ และจำเลยที่ 1 ต่อศาลแพ่ง ฐานผิดสัญญาเช่าซื้อและให้ชดใช้ค่าเสียหาย ครั้นวันที่ 24 ธันวาคม 2563 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาตามยอม โดยนางสาวธนพร นายประเสริฐและจำเลยที่ 1 ตกลงร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ นางสาวธนพร นายประเสริฐ และจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ไม่พบว่าจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารชุด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า สัญญาประนีประนอมยอมความทำให้หนี้ตามสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์มีต่อจำเลยที่ 1 ระงับสิ้นไป กลายเป็นหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และ 852 จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ขณะโอนที่ดินจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้เป็นหนี้โจทก์และเป็นการโอนก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นคดีแพ่งฐานผิดสัญญาเช่าซื้อ โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า นางสาวธนพรทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์ จำเลยที่ 1 ตกลงผูกพันชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อโดยยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับนางสาวธนพร ต่อมานางสาวธนพรผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนดจึงตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 จำเลยที่ 1 ย่อมมีภาระที่ต้องร่วมชำระหนี้ดังกล่าวกับนางสาวธนพรด้วย และถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นลูกหนี้ตั้งแต่นางสาวธนพรผิดนัดเป็นต้นไป เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่านางสาวธนพรผิดนัดในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 ซึ่งเป็นการโอนภายหลังที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นลูกหนี้แล้ว จึงเป็นนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้กระทำลงในขณะที่มีภาระหนี้ที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์เจ้าหนี้เสียเปรียบจากการที่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลดลงไม่พอชำระหนี้ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นเพียงพอที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ ฉะนั้นการที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน จำเลยที่ 1 ย่อมรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ แม้ต่อมาโจทก์นำหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นคดีแพ่งฐานผิดสัญญาเช่าซื้อ โจทก์และจำเลยที่ 1 กับพวกทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2563 อันส่งผลให้หนี้ตามสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์มีต่อจำเลยที่ 1 ระงับสิ้นไป กลายเป็นหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 และจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวซึ่งสืบเนื่องมาจากหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ ต้องถือว่าขณะโอนที่ดินจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้นการโอนที่ดินของจำเลยที่ 1 แม้จะเกิดก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ก็ยังคงทำให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้เสียเปรียบอยู่เช่นเดิม โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซึ่งเป็นการฉ้อฉลนั้นเสียได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การโอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 เป็นการโอนให้ตามหน้าที่ธรรมจรรยา เนื่องจากเป็นการโอนจากบิดาไปให้บุตรนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้" บทบัญญัติดังกล่าวไม่มีข้อยกเว้นเรื่องการให้ตามหน้าที่ธรรมจรรยา กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าการโอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 เป็นการโอนให้ตามหน้าที่ธรรมจรรยาหรือไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง มาเป็นหลักประกัน จำเลยที่ 1 สามารถนำมาโอนให้แก่จำเลยที่ 2 ได้นั้น เห็นว่า การร้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 มิได้บัญญัติว่าการที่เจ้าหนี้จะร้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมใด ๆ ซึ่งลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ จะต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้นำทรัพย์ที่ถูกฟ้องเพิกถอนนิติกรรมวางเป็นหลักประกันแก่เจ้าหนี้แต่ประการใด ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ได้กระทำนิติกรรมใด ๆ ทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์ก็ย่อมใช้สิทธิเพิกถอนนิติกรรมนั้นเสียได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าลูกหนี้จะนำที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง มาเป็นหลักประกันด้วยหรือไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่านางสาวธนพรผิดสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ และไม่รู้ถึงข้อเท็จจริงอันเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบ และกระทำไปโดยสุจริตนั้น เห็นว่า เมื่อการโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการโอนให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน แม้จำเลยที่ 2 มิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ หรือไม่ทราบว่านางสาวธนพรผิดสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ หรือกระทำไปโดยสุจริต เพียงแต่จำเลยที่ 1 ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวศาลก็เพิกถอนการโอนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ฎีกาของจำเลยทั้งสองนอกจากนี้ล้วนเป็นเรื่องพลความและไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย

What is the legal principle in Decision 1383/2568? คำพิพากษาฎีกาที่ 1383/2568 วินิจฉัยอย่างไร?

CCC §852 provides that a compromise extinguishes the original obligation and creates a new one, but it does not cleanse a transfer the debtor made before it. Where the debtor was already the creditor's debtor when he transferred and remains the creditor's debtor under the compromise, the transfer leaves the creditor prejudiced and may be set aside under §237. Where the transfer was gratuitous, §237 paragraph one requires only the debtor's knowledge, so the donee's good faith is irrelevant; there is no exception for a gift made in performance of a moral duty; and the property need not have been pledged as security.

แม้สัญญาประนีประนอมยอมความทำให้หนี้เดิมระงับและกลายเป็นหนี้ใหม่ตามมาตรา 852 และจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งสืบเนื่องจากหนี้เดิม การโอนที่ดินก่อนทำสัญญาประนีประนอมจึงยังคงทำให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลตามมาตรา 237

Which CCC sections apply where the debtor transferred land before the compromise was signed? มาตราใดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใช้บังคับเมื่อลูกหนี้โอนที่ดินไปก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

CCC Section 852 (also §237)

มาตรา 852 (และมาตรา 237)

section 237 ccc section 852 ccc fraudulent conveyance thailand settlement creditor rights

📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book