Landmark คำพิพากษาสำคัญ Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 928/2568 คำพิพากษาที่ 928/2568 2025 (B.E. 2568)

Settlement Agreements Must Be Performed Exactly As Written: No Implied Obligations สัญญาประนีประนอมยอมความต้องปฏิบัติตามถ้อยคำที่ระบุไว้ ไม่มีหน้าที่โดยปริยายนอกข้อความ

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Once the parties compromise and the court gives judgment in the terms of the compromise, each takes the rights the compromise declares to be his and each is treated as having abandoned any claim or prayer it does not state, so that claim is extinguished under CCC section 852. Where a compromise settling a boundary dispute provides only for reciprocal registration of land and a payment, and says nothing about demolishing a structure encroaching on the land, the party who wanted the demolition has abandoned it, and the other side's failure to pay does not revive it. Enforcement must keep to what the compromise says: a writ to demolish goes outside it, while producing the consent judgment to the land officer to have the agreed transfer registered, and a writ to seize and sell for the unpaid money, both remain open. A clause deeming a party who fails to pay to have lost interest in the parcel he was to receive is read against the agreement as a whole, and where the agreement shows both sides intending to transfer to each other with the judgment standing in place of a declaration of intention, that clause does not cancel the transfer obligations.

เมื่อมีการตกลงประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คู่ความย่อมได้สิทธิตามที่ระบุไว้ในสัญญา และถือว่าคู่ความสละข้อเรียกร้องหรือคำขออื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญานั้น ข้อเรียกร้องดังกล่าวย่อมระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 ดังนั้น เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความที่ระงับข้อพิพาทเรื่องแนวเขตที่ดินกำหนดเพียงการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันและการชำระเงิน โดยไม่ได้กล่าวถึงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำ ย่อมถือว่าฝ่ายที่ประสงค์ให้รื้อถอนได้สละข้อเรียกร้องนั้นแล้ว และการที่อีกฝ่ายไม่ชำระเงินก็ไม่ทำให้ข้อเรียกร้องนั้นกลับคืนมา การบังคับคดีต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเท่านั้น การขอหมายบังคับคดีให้รื้อถอนจึงเป็นการปฏิบัตินอกเหนือและผิดไปจากสัญญา ส่วนการนำคำพิพากษาตามยอมไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนโอนที่ดินตามที่ตกลงกัน และการขอหมายบังคับคดียึดทรัพย์สินออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้เงินนั้น ยังคงทำได้ อนึ่ง ข้อความที่ว่าหากฝ่ายหนึ่งไม่ชำระเงินให้ถือว่าไม่ติดใจที่ดินส่วนที่จะได้รับ ต้องตีความประกอบสัญญาทั้งฉบับ เมื่อสัญญาแสดงว่าคู่ความต่างมีเจตนาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันทั้งสองฝ่าย โดยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ข้อความดังกล่าวย่อมไม่มีผลลบล้างหน้าที่ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กัน

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

The plaintiff and the defendant ended a boundary dispute by a compromise, and the trial court gave judgment in its terms. Clause 1: the plaintiff would register a division of the part of title deed 14535 lying north of the blue line on the map annexed to the compromise and transfer it to the defendant, who would pay her 40,000 baht by 28 February 2566; if he did not pay by then he was to be treated as no longer interested in the land he was to receive. Clause 2: the defendant would transfer to the plaintiff the part of title deed 14533 on its south side that encroached below the blue line, by the same date. Clause 3: survey and registration costs to be shared equally. If either side failed to act in time, the judgment would stand in place of that party's declaration of intention. Nothing in the compromise mentioned demolishing the defendant's structure standing on the encroaching strip. The defendant did not pay. On 22 March 2566 the plaintiff applied for an execution officer to be appointed to demolish the structure and restore the land to its former state. The trial court refused, holding that the compromise provided only for the judgment to stand in place of a declaration of intention and said nothing about demolition. The Court of Appeal Region 3 reversed and directed the trial court to issue the writ of execution the plaintiff had asked for. The defendant appealed with leave, and the Supreme Court reversed the Court of Appeal and restored the trial court's order. Once the parties compromise and the court gives judgment in its terms, each takes the rights the compromise declares to be his, and each is treated as having abandoned any claim or prayer the compromise does not state, under CCC section 852. This compromise says nothing about demolition, so the plaintiff had abandoned that claim, and the defendant's failure to pay the 40,000 baht did not revive it. What she may still do is produce the consent judgment to the land officer and have the encroaching southern part of title deed 14533 registered as hers, and apply for a writ to seize and sell the defendant's property to recover the money owed under the compromise. Applying for a writ to demolish goes outside the compromise, and she cannot do it. The Court also rejected the argument built on the closing words of clause 1. Read against every clause, the compromise shows both sides intending to transfer land to each other, with the judgment standing in place of a declaration of intention if either failed to act; the words deeming the defendant to have lost interest in his parcel on non-payment therefore do not cancel the reciprocal transfer obligations. Of its own motion the Court also corrected the trial court's failure to make any order as to costs, which Civil Procedure Code section 167 requires, and left the costs of all three courts where they fell.
โจทก์กับจำเลยตกลงระงับข้อพิพาทเรื่องแนวเขตที่ดินโดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ข้อ 1 โจทก์ตกลงจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14535 ส่วนที่อยู่ทิศเหนือของเส้นสีน้ำเงินตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาให้แก่จำเลย โดยจำเลยต้องชำระค่าตอบแทน 40,000 บาท ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 หากไม่ชำระภายในกำหนดให้ถือว่าจำเลยไม่ติดใจที่ดินส่วนที่จะได้รับ ข้อ 2 จำเลยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14533 ทางด้านทิศใต้เฉพาะส่วนที่ล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ใต้เส้นสีน้ำเงินให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเดียวกัน ข้อ 3 ค่ารังวัดและค่าจดทะเบียนให้ออกฝ่ายละครึ่ง หากฝ่ายใดไม่ดำเนินการภายในกำหนดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของฝ่ายนั้น ทั้งนี้สัญญาไม่ได้กล่าวถึงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ไว้เลย เมื่อจำเลยไม่ชำระเงิน วันที่ 22 มีนาคม 2566 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง เพราะสัญญากำหนดเพียงให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา มิได้กำหนดเรื่องการรื้อถอน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำร้องของโจทก์ จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น เมื่อมีการตกลงประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คู่ความย่อมได้สิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และถือว่าคู่ความสละข้อเรียกร้องหรือคำขออื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญานั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 เมื่อสัญญาไม่ได้กล่าวถึงการรื้อถอน จึงถือว่าโจทก์สละประเด็นเรื่องรื้อถอนแล้ว และการที่จำเลยไม่ชำระเงิน 40,000 บาท ก็ไม่ทำให้ข้อเรียกร้องนั้นกลับคืนมา สิ่งที่โจทก์ยังทำได้คือ นำคำพิพากษาตามยอมไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 14533 เฉพาะส่วนทางทิศใต้ที่ล้ำเข้ามาให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และขอหมายบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินตามสัญญา ส่วนการขอหมายบังคับคดีให้รื้อถอนนั้นเป็นการปฏิบัตินอกเหนือและผิดไปจากที่กำหนดไว้ในสัญญา โจทก์ไม่อาจกระทำได้ ศาลฎีกายังไม่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งที่อาศัยข้อความตอนท้ายของสัญญาข้อ 1 เพราะเมื่อพิจารณาสัญญาทุกข้อแล้ว โจทก์และจำเลยต่างมีเจตนาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันทั้งสองฝ่าย โดยมีข้อตกลงว่าหากฝ่ายใดไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ข้อความตอนท้ายที่ว่าหากจำเลยไม่ชำระเงินให้ถือว่าไม่ติดใจที่ดินส่วนที่จะได้รับ จึงไม่มีผลลบล้างเจตนาในเรื่องการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กัน อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ซึ่งไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 167 ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้ถูกต้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Once the parties compromise and the court gives judgment in the terms of the compromise, each takes the rights the compromise declares to be his and each is treated as having abandoned any claim or prayer it does not state, so that claim is extinguished under CCC section 852. Where a compromise settling a boundary dispute provides only for reciprocal registration of land and a payment, and says nothing about demolishing a structure encroaching on the land, the party who wanted the demolition has abandoned it, and the other side's failure to pay does not revive it. Enforcement must keep to what the compromise says: a writ to demolish goes outside it, while producing the consent judgment to the land officer to have the agreed transfer registered, and a writ to seize and sell for the unpaid money, both remain open. A clause deeming a party who fails to pay to have lost interest in the parcel he was to receive is read against the agreement as a whole, and where the agreement shows both sides intending to transfer to each other with the judgment standing in place of a declaration of intention, that clause does not cancel the transfer obligations.
เมื่อมีการตกลงประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คู่ความย่อมได้สิทธิตามที่ระบุไว้ในสัญญา และถือว่าคู่ความสละข้อเรียกร้องหรือคำขออื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญานั้น ข้อเรียกร้องดังกล่าวย่อมระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 ดังนั้น เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความที่ระงับข้อพิพาทเรื่องแนวเขตที่ดินกำหนดเพียงการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันและการชำระเงิน โดยไม่ได้กล่าวถึงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำ ย่อมถือว่าฝ่ายที่ประสงค์ให้รื้อถอนได้สละข้อเรียกร้องนั้นแล้ว และการที่อีกฝ่ายไม่ชำระเงินก็ไม่ทำให้ข้อเรียกร้องนั้นกลับคืนมา การบังคับคดีต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเท่านั้น การขอหมายบังคับคดีให้รื้อถอนจึงเป็นการปฏิบัตินอกเหนือและผิดไปจากสัญญา ส่วนการนำคำพิพากษาตามยอมไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนโอนที่ดินตามที่ตกลงกัน และการขอหมายบังคับคดียึดทรัพย์สินออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้เงินนั้น ยังคงทำได้ อนึ่ง ข้อความที่ว่าหากฝ่ายหนึ่งไม่ชำระเงินให้ถือว่าไม่ติดใจที่ดินส่วนที่จะได้รับ ต้องตีความประกอบสัญญาทั้งฉบับ เมื่อสัญญาแสดงว่าคู่ความต่างมีเจตนาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันทั้งสองฝ่าย โดยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ข้อความดังกล่าวย่อมไม่มีผลลบล้างหน้าที่ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กัน

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 928/2568. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 928/2568 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุเพียงว่าโจทก์ตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14535 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความที่อยู่ทิศเหนือเส้นสีน้ำเงินให้แก่จำเลย โดยจำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์ 40,000 บาท ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 และจำเลยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14533 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความทางด้านทิศใต้เฉพาะส่วนที่ล้ำไปในที่ดินของโจทก์ใต้เส้นสีน้ำเงินให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 หากโจทก์จำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของคู่ความแต่ละฝ่าย โดยไม่ได้กล่าวถึงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ไว้ด้วย ถือว่าโจทก์สละประเด็นเรื่องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินโจทก์แล้ว ดังนั้น เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์จำนวน 40,000 บาท โจทก์จะขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินโจทก์ไม่ได้ โจทก์คงมีสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความคือ นำเอาคำพิพากษาตามยอมไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14533 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความเฉพาะส่วนทางด้านทิศใต้ที่ล้ำไปในที่ดินโจทก์พื้นที่ใต้เส้นสีน้ำเงินของจำเลยเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และโจทก์มีสิทธิขอหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น แม้สัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 ตอนท้าย ระบุว่าหากจำเลยไม่จ่ายเงินภายในกำหนดดังกล่าวให้ถือว่าจำเลยไม่ติดใจในที่ดินส่วนที่จำเลยจะได้รับตามแผนที่พิพาทก็ตาม เนื่องจากเมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความทุกข้อแล้ว ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยต่างมีเจตนาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามแผนที่พิพาทให้แก่กันและกันทั้งสองฝ่าย โดยมีข้อตกลงด้วยว่าหากโจทก์และจำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดตามที่ตกลงให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของแต่ละฝ่าย ดังนั้น ข้อตกลงตอนท้ายสัญญา ข้อ 1 ดังกล่าว จึงไม่มีผลลบล้างเจตนาในเรื่องการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันแต่อย่างใด การที่โจทก์ขอหมายบังคับคดีเพื่อทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ จึงเป็นการปฏิบัตินอกเหนือและผิดไปจากที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ไม่อาจกระทำได้ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์กับจำเลยตกลงกันว่า ข้อ 1 โจทก์ตกลงจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14535 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนทิศเหนือของเส้นสีน้ำเงินภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 โดยจำเลยจะชำระเงิน 40,000 บาท ตอบแทนค่าที่ดินแก่โจทก์ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 หากจำเลยไม่ชำระภายในกำหนดดังกล่าว ให้ถือว่าจำเลยไม่ติดใจที่ดินส่วนที่จำเลยจะได้รับ ข้อ 2 จำเลยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14533 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความเฉพาะส่วนทางด้านทิศใต้ที่ล้ำไปในที่ดินของโจทก์พื้นที่ใต้เส้นสีน้ำเงินตามสัญญาข้อ 1 ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 ข้อ 3 ค่าใช้จ่ายในการรังวัดและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโจทก์และจำเลยตกลงจ่ายคนละครึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมด หากโจทก์และจำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกันให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของแต่ละฝ่าย คดีถึงที่สุด วันที่ 22 มีนาคม 2566 โจทก์ยื่นคำร้องขอศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบริเวณที่พิพาทเพื่อให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 และข้อ 3 กำหนดว่าหากไม่ปฏิบัติตามขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยมิได้กำหนดให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง การบังคับตามคำพิพากษาตามยอมข้อนี้คือจำเลยถือคำพิพากษาและสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนโฉนดที่ดินเลขที่ 14535 ตามข้อ 1 ให้เป็นชื่อจำเลย โดยโจทก์ขอบังคับคดีในหนี้เงิน 40,000 บาท ตามข้อ 1 เท่านั้น ให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีจำเลยตามคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า โจทก์มีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อมีการตกลงประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คู่ความย่อมได้สิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยถือว่าคู่ความสละข้อเรียกร้องหรือคำขออื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 ดังนั้น เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุเพียงว่าโจทก์ตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14535 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความที่อยู่ทิศเหนือเส้นสีน้ำเงินให้แก่จำเลย โดยจำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์ 40,000 บาท ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 และจำเลยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14533 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความทางด้านทิศใต้เฉพาะส่วนที่ล้ำไปในที่ดินของโจทก์ใต้เส้นสีน้ำเงินให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 และตกลงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรังวัดและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ฝ่ายละครึ่ง หากโจทก์จำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของคู่ความแต่ละฝ่าย โดยไม่ได้กล่าวถึงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ไว้ด้วย เช่นนี้ถือว่าโจทก์สละประเด็นเรื่องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินโจทก์แล้ว ดังนั้น เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์จำนวน 40,000 บาท โจทก์จะขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินโจทก์ไม่ได้ โจทก์คงมีสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความคือ นำเอาคำพิพากษาตามยอมไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14533 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความเฉพาะส่วนทางด้านทิศใต้ที่ล้ำไปในที่ดินโจทก์พื้นที่ใต้เส้นสีน้ำเงินของจำเลยเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และโจทก์มีสิทธิขอหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น แม้สัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 ตอนท้าย ระบุว่าหากจำเลยไม่จ่ายเงินภายในกำหนดดังกล่าวให้ถือว่าจำเลยไม่ติดใจในที่ดินส่วนที่จำเลยจะได้รับตามแผนที่พิพาทก็ตาม เนื่องจากเมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความทุกข้อแล้ว ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยต่างมีเจตนาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามแผนที่พิพาทให้แก่กันและกันทั้งสองฝ่าย โดยมีข้อตกลงด้วยว่าหากโจทก์และจำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดตามที่ตกลงให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของแต่ละฝ่าย ดังนั้น ข้อตกลงตอนท้ายสัญญา ข้อ 1 ดังกล่าว จึงไม่มีผลลบล้างเจตนาในเรื่องการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันแต่อย่างใด การที่โจทก์ขอหมายบังคับคดีเพื่อทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ จึงเป็นการปฏิบัตินอกเหนือและผิดไปจากที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ไม่อาจกระทำได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย

What is the legal principle in Decision 928/2568? คำพิพากษาฎีกาที่ 928/2568 วินิจฉัยอย่างไร?

Once the parties compromise and the court gives judgment in the terms of the compromise, each takes the rights the compromise declares to be his and each is treated as having abandoned any claim or prayer it does not state, so that claim is extinguished under CCC section 852. Where a compromise settling a boundary dispute provides only for reciprocal registration of land and a payment, and says nothing about demolishing a structure encroaching on the land, the party who wanted the demolition has abandoned it, and the other side's failure to pay does not revive it. Enforcement must keep to what the compromise says: a writ to demolish goes outside it, while producing the consent judgment to the land officer to have the agreed transfer registered, and a writ to seize and sell for the unpaid money, both remain open. A clause deeming a party who fails to pay to have lost interest in the parcel he was to receive is read against the agreement as a whole, and where the agreement shows both sides intending to transfer to each other with the judgment standing in place of a declaration of intention, that clause does not cancel the transfer obligations.

เมื่อมีการตกลงประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คู่ความย่อมได้สิทธิตามที่ระบุไว้ในสัญญา และถือว่าคู่ความสละข้อเรียกร้องหรือคำขออื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญานั้น ข้อเรียกร้องดังกล่าวย่อมระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 ดังนั้น เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความที่ระงับข้อพิพาทเรื่องแนวเขตที่ดินกำหนดเพียงการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันและการชำระเงิน โดยไม่ได้กล่าวถึงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำ ย่อมถือว่าฝ่ายที่ประสงค์ให้รื้อถอนได้สละข้อเรียกร้องนั้นแล้ว และการที่อีกฝ่ายไม่ชำระเงินก็ไม่ทำให้ข้อเรียกร้องนั้นกลับคืนมา การบังคับคดีต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเท่านั้น การขอหมายบังคับคดีให้รื้อถอนจึงเป็นการปฏิบัตินอกเหนือและผิดไปจากสัญญา ส่วนการนำคำพิพากษาตามยอมไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนโอนที่ดินตามที่ตกลงกัน และการขอหมายบังคับคดียึดทรัพย์สินออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้เงินนั้น ยังคงทำได้ อนึ่ง ข้อความที่ว่าหากฝ่ายหนึ่งไม่ชำระเงินให้ถือว่าไม่ติดใจที่ดินส่วนที่จะได้รับ ต้องตีความประกอบสัญญาทั้งฉบับ เมื่อสัญญาแสดงว่าคู่ความต่างมีเจตนาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันทั้งสองฝ่าย โดยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ข้อความดังกล่าวย่อมไม่มีผลลบล้างหน้าที่ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กัน

Which CCC section makes a compromise agreement extinguish the original dispute? มาตราใดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความระงับข้อพิพาทเดิม

CCC section 852. It has two limbs: the compromise extinguishes the claims each party has abandoned, and it secures to each party the rights the compromise declares to be his. A claim the compromise does not state falls in the first limb, so it is extinguished rather than merely unenforceable. Execution then runs on the consent judgment alone, through Civil Procedure Code section 357 for a transfer that has to be registered, with section 295 available to set aside a writ that departs from the judgment.

ป.พ.พ. มาตรา 852 ซึ่งมีสองส่วน คือ ทำให้ข้อเรียกร้องที่แต่ละฝ่ายยอมสละระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงไว้ในสัญญาว่าเป็นของตน ข้อเรียกร้องที่ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาจึงอยู่ในส่วนแรก คือระงับสิ้นไป มิใช่เพียงบังคับไม่ได้ การบังคับคดีย่อมเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมเท่านั้น โดยใช้ ป.วิ.พ. มาตรา 357 สำหรับการโอนที่ต้องจดทะเบียน และมาตรา 295 สำหรับการเพิกถอนหมายบังคับคดีที่ผิดไปจากคำพิพากษา

settlement agreement thailand section 852 ccc compromise contract thailand strict construction settlement land dispute settlement thailand

📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book