Loss of Use After a Building Stop-Use Order Is Ordinary Damage, Not Special Damage Under Section 222 ความเสียหายจากการถูกสั่งระงับใช้อาคารเป็นความเสียหายตามปกติธรรมดา มิใช่ความเสียหายพิเศษตามมาตรา 222
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
A contractor who negligently damages a neighbouring building while demolishing another commits a wrongful act under Civil and Commercial Code Section 420 and must make compensation for it. Civil and Commercial Code Section 222 paragraph one gives compensation for all damage that usually arises, and paragraph two adds damage from special circumstances only where the party foresaw or ought to have foreseen them. Where a contractor's demolition next door damages a commercial building so that the local authority orders its owner to stop using it under Section 46 paragraph one of the Building Control Act B.E. 2522, the owner's inability to use the building is damage that usually arises and that the contractor should have foreseen before or while carrying out the demolition. It is not special damage under paragraph two, and it is not too remote to be a direct result of the tort. Holding otherwise, as the Court of Appeal did, confuses the question whether a head of loss is recoverable in principle with the question how much of it is proved. Those remain separate: under Section 438 the court still fixes the manner and extent of compensation according to the circumstances and the gravity of the wrongful act, so a claimant who establishes that its loss of use is ordinary damage may still recover a fraction of what it claims, and future expenditure resting on the claimant's own forecast of events that may never happen is not recoverable at all.
ผู้รับจ้างที่รื้อถอนอาคารโดยประมาทจนอาคารข้างเคียงเสียหาย เป็นการทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน เหตุแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 2 เป็นผลโดยตรงทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้อาคารของโจทก์ในการประกอบกิจกรรมบริการเชิงเศรษฐกิจการพาณิชย์ได้ เนื่องเพราะสำนักงานเขตบางกะปิมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งว่าอาคารมีสภาพที่อาจเป็นภยันตรายและมีคำสั่งให้ระงับการใช้อาคาร เมื่อโจทก์ไม่สามารถเข้าใช้อาคารได้ ย่อมเป็นความเสียหายตามปกติธรรมดาที่จำเลยควรจะได้คาดเห็นเสียแต่ก่อน ไม่ใช่ความเสียหายพิเศษ อย่างไรก็ดี การที่ความเสียหายเป็นความเสียหายตามปกติธรรมดาเป็นคนละเรื่องกับจำนวนที่พิสูจน์ได้ ศาลยังคงกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามมาตรา 438 ศาลฎีกาจึงกำหนดค่าเสียหายรวม 1,837,500 บาท คือค่าที่ไม่ได้ใช้อาคาร 10 เดือน 282,500 บาท ค่าซ่อมแซม 1,000,000 บาท และค่าปรับปรุงพื้นที่เช่า 400,000 บาท ส่วนค่าปรับปรุงพื้นที่เช่าที่เกินไปกว่านั้นเป็นความเสียหายในอนาคตจากการคาดคะเนของโจทก์เองซึ่งอาจไม่เกิดขึ้น จึงสูงกว่าความเสียหายแท้จริง
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
A contractor who negligently damages a neighbouring building while demolishing another commits a wrongful act under Civil and Commercial Code Section 420 and must make compensation for it. Civil and Commercial Code Section 222 paragraph one gives compensation for all damage that usually arises, and paragraph two adds damage from special circumstances only where the party foresaw or ought to have foreseen them. Where a contractor's demolition next door damages a commercial building so that the local authority orders its owner to stop using it under Section 46 paragraph one of the Building Control Act B.E. 2522, the owner's inability to use the building is damage that usually arises and that the contractor should have foreseen before or while carrying out the demolition. It is not special damage under paragraph two, and it is not too remote to be a direct result of the tort. Holding otherwise, as the Court of Appeal did, confuses the question whether a head of loss is recoverable in principle with the question how much of it is proved. Those remain separate: under Section 438 the court still fixes the manner and extent of compensation according to the circumstances and the gravity of the wrongful act, so a claimant who establishes that its loss of use is ordinary damage may still recover a fraction of what it claims, and future expenditure resting on the claimant's own forecast of events that may never happen is not recoverable at all.
ผู้รับจ้างที่รื้อถอนอาคารโดยประมาทจนอาคารข้างเคียงเสียหาย เป็นการทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน เหตุแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 2 เป็นผลโดยตรงทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้อาคารของโจทก์ในการประกอบกิจกรรมบริการเชิงเศรษฐกิจการพาณิชย์ได้ เนื่องเพราะสำนักงานเขตบางกะปิมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งว่าอาคารมีสภาพที่อาจเป็นภยันตรายและมีคำสั่งให้ระงับการใช้อาคาร เมื่อโจทก์ไม่สามารถเข้าใช้อาคารได้ ย่อมเป็นความเสียหายตามปกติธรรมดาที่จำเลยควรจะได้คาดเห็นเสียแต่ก่อน ไม่ใช่ความเสียหายพิเศษ อย่างไรก็ดี การที่ความเสียหายเป็นความเสียหายตามปกติธรรมดาเป็นคนละเรื่องกับจำนวนที่พิสูจน์ได้ ศาลยังคงกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามมาตรา 438 ศาลฎีกาจึงกำหนดค่าเสียหายรวม 1,837,500 บาท คือค่าที่ไม่ได้ใช้อาคาร 10 เดือน 282,500 บาท ค่าซ่อมแซม 1,000,000 บาท และค่าปรับปรุงพื้นที่เช่า 400,000 บาท ส่วนค่าปรับปรุงพื้นที่เช่าที่เกินไปกว่านั้นเป็นความเสียหายในอนาคตจากการคาดคะเนของโจทก์เองซึ่งอาจไม่เกิดขึ้น จึงสูงกว่าความเสียหายแท้จริง
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 464/2567. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 464/2567 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย 6,835,190 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน
จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชดใช้เงิน 5,035,190 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 มกราคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 455,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ถูกเวนคืนการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มบริเวณสถานีรามคำแหง เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2562 จำเลยที่ 2 ดำเนินการรื้อถอนอาคาร 4 ชั้น 4 คูหา บริเวณซอยรามคำแหง 51/1 และ 51/2 ซึ่งอยู่ติดกับอาคารธนาคาร อ. สาขาหัวหมาก ของโจทก์ โดยในวันดังกล่าวเกิดเหตุอาคารที่จำเลยที่ 2 รื้อถอนทรุดตัวลง ทำให้อาคารของโจทก์ที่ตั้งอยู่ข้างเคียงได้รับความเสียหาย หลังจากเกิดเหตุสำนักงานเขตบางกะปิได้มีคำสั่งให้โจทก์ดำเนินการแก้ไขอาคารตามมาตรา 46 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 วันที่ 8 มกราคม 2562 ได้มีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างโจทก์ จำเลยทั้งสอง สำนักงานกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตบางกะปิ สำนักการโยธาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) สภาวิศวกร และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือแนวทางดำเนินการกรณีที่พิพาทดังกล่าว วันเดียวกันจำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งมายังโจทก์ว่าขอรับผิดชอบจากอุบัติเหตุที่ทำให้อาคารของโจทก์เกิดความเสียหายและวันที่ 10 มกราคม 2562 มีการประชุมร่วมกันระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 2 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางการดำเนินการกรณีพิพาทอีกครั้ง ต่อมาโจทก์ว่าจ้างบริษัท น. ให้ดำเนินการตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้น จากนั้นโจทก์ส่งรายงานผลการตรวจสอบไปยังสำนักงานเขตบางกะปิ สำนักงานเขตบางกะปิจึงมีหนังสือแจ้งเพิกถอนคำสั่งที่ให้โจทก์ดำเนินการแก้ไขอาคาร ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2562 โจทก์ได้ทำสัญญาเช่ากับบริษัท ศ. เพื่อเช่าอาคารเป็นที่ทำการสำนักงานสาขาหัวหมากชั่วคราวและได้ทำสัญญาจ้างบริษัท ซ. เพื่อปรับปรุงพื้นที่อาคารสำนักงานชั่วคราว ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าจ้างที่โจทก์จ่ายให้บริษัท น. ดำเนินการตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเงิน 155,000 บาท คู่ความไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และค่าเสียหายดังกล่าว จึงเป็นที่สุดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายสำหรับค่าเช่าสำนักงานชั่วคราว 2,105,190 บาท ค่าปรับปรุงพื้นที่เช่าสำนักงานชั่วคราว 1,275,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารสาขาหัวหมาก 3,300,000 บาท หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ให้บริการด้านธุรกรรมการเงินแก่ประชาชนทั่วไป เหตุแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 2 เป็นผลโดยตรงทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้อาคารของโจทก์ในการประกอบกิจกรรมบริการเชิงเศรษฐกิจการพาณิชย์ได้ เนื่องเพราะสำนักงานเขตบางกะปิมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งว่าอาคารมีสภาพที่อาจเป็นภยันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน และมีคำสั่งให้โจทก์ระงับการใช้อาคารและให้ดำเนินการแก้ไขอาคารให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่สามารถเข้าใช้อาคารได้ ย่อมเป็นความเสียหายตามปกติธรรมดาที่จำเลยที่ 2 ควรจะได้คาดเห็นเสียแต่ก่อนหรือขณะเข้ารื้อถอนอาคาร หาใช่ความเสียหายพิเศษหรือเป็นเรื่องเกินเลยจากความเสียหายแท้จริงอันมิใช่ผลโดยตรงจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 2 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ จนวันที่ 4 เมษายน 2562 สำนักงานเขตบางกะปิจึงมีหนังสือเพิกถอนคำสั่งระงับการใช้อาคารซึ่งล่วงไปเป็นระยะเวลา 3 เดือน และโจทก์ต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมพื้นอาคารภายในที่ทรุดตัวแยกออกจากกัน ผนังแตกร้าว พื้นชั้นลอยภายในเอียง พื้นภายในชั้นดาดฟ้าทรุดตัว ซึ่งมิใช่การซ่อมแซมในลักษณะเพียงแค่ก่ออิฐฉาบปูนใหม่ จึงต้องใช้ผู้รับจ้างที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ และน่าจะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 7 เดือน จึงกำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ไม่ได้ใช้อาคารสาขาหัวหมากเป็นเวลา 10 เดือน ๆ ละ 28,250 บาท เท่าที่โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าเช่าอาคารสำนักงานชั่วคราวเป็นเงิน 282,500 บาท และสมควรกำหนดค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารสาขาหัวหมากเป็นเงิน 1,000,000 บาท ส่วนค่าจ้างปรับปรุงพื้นที่เช่า 1,275,000 บาท เป็นการปรับปรุงเพื่อรอเวลาให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างรถไฟฟ้าให้แล้วเสร็จซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปี หากโจทก์ทำการซ่อมแซมในขณะนี้ ก็อาจต้องซ่อมแซมอาคารดังกล่าวอีกหลายครั้ง เป็นความเสียหายในอนาคตอันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และจากการคาดคะเนของโจทก์ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ ความเสียหายเป็นค่าจ้างปรับปรุงพื้นที่เช่าอาคารชั่วคราวส่วนที่โจทก์ไม่ได้ใช้อาคารสาขาหัวหมากส่วนที่เกินไปกว่า 10 เดือน จึงสูงกว่าความเสียหายแท้จริง เห็นควรกำหนดให้เป็นเงิน 400,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 1,837,500 บาท เยี่ยงนี้ ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 2 ชดใช้แก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองใช้ดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับแก้เสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,837,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ตามอัตราและระยะเวลาที่ศาลอุทธรณ์กำหนด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย
What is the legal principle in Decision 464/2567? คำพิพากษาฎีกาที่ 464/2567 วินิจฉัยอย่างไร?
A contractor who negligently damages a neighbouring building while demolishing another commits a wrongful act under Civil and Commercial Code Section 420 and must make compensation for it. Civil and Commercial Code Section 222 paragraph one gives compensation for all damage that usually arises, and paragraph two adds damage from special circumstances only where the party foresaw or ought to have foreseen them. Where a contractor's demolition next door damages a commercial building so that the local authority orders its owner to stop using it under Section 46 paragraph one of the Building Control Act B.E. 2522, the owner's inability to use the building is damage that usually arises and that the contractor should have foreseen before or while carrying out the demolition. It is not special damage under paragraph two, and it is not too remote to be a direct result of the tort. Holding otherwise, as the Court of Appeal did, confuses the question whether a head of loss is recoverable in principle with the question how much of it is proved. Those remain separate: under Section 438 the court still fixes the manner and extent of compensation according to the circumstances and the gravity of the wrongful act, so a claimant who establishes that its loss of use is ordinary damage may still recover a fraction of what it claims, and future expenditure resting on the claimant's own forecast of events that may never happen is not recoverable at all.
ผู้รับจ้างที่รื้อถอนอาคารโดยประมาทจนอาคารข้างเคียงเสียหาย เป็นการทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน เหตุแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 2 เป็นผลโดยตรงทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้อาคารของโจทก์ในการประกอบกิจกรรมบริการเชิงเศรษฐกิจการพาณิชย์ได้ เนื่องเพราะสำนักงานเขตบางกะปิมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งว่าอาคารมีสภาพที่อาจเป็นภยันตรายและมีคำสั่งให้ระงับการใช้อาคาร เมื่อโจทก์ไม่สามารถเข้าใช้อาคารได้ ย่อมเป็นความเสียหายตามปกติธรรมดาที่จำเลยควรจะได้คาดเห็นเสียแต่ก่อน ไม่ใช่ความเสียหายพิเศษ อย่างไรก็ดี การที่ความเสียหายเป็นความเสียหายตามปกติธรรมดาเป็นคนละเรื่องกับจำนวนที่พิสูจน์ได้ ศาลยังคงกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามมาตรา 438 ศาลฎีกาจึงกำหนดค่าเสียหายรวม 1,837,500 บาท คือค่าที่ไม่ได้ใช้อาคาร 10 เดือน 282,500 บาท ค่าซ่อมแซม 1,000,000 บาท และค่าปรับปรุงพื้นที่เช่า 400,000 บาท ส่วนค่าปรับปรุงพื้นที่เช่าที่เกินไปกว่านั้นเป็นความเสียหายในอนาคตจากการคาดคะเนของโจทก์เองซึ่งอาจไม่เกิดขึ้น จึงสูงกว่าความเสียหายแท้จริง
Which sections does this decision turn on, and what does each of them do? คดีนี้วินิจฉัยตามมาตราใดบ้าง และแต่ละมาตราทำหน้าที่อะไร
Section 420 makes the demolition contractor liable for the tort. Section 222 decides which heads of loss are recoverable at all: paragraph one covers damage that usually arises, paragraph two covers damage from special circumstances and only where they were foreseen or ought to have been. Section 438 then fixes how much, according to the circumstances and the gravity of the wrongful act, which is why the bank established its loss of use in principle and still recovered 1,837,500 baht of the 6,835,190 it claimed.
มาตรา 420 ทำให้ผู้รับจ้างรื้อถอนต้องรับผิดในมูลละเมิด มาตรา 222 เป็นบทชี้ว่าความเสียหายรายการใดเรียกได้ วรรคหนึ่งคือความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้น วรรคสองคือความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษซึ่งเรียกได้ต่อเมื่อได้คาดเห็นหรือควรได้คาดเห็น ส่วนมาตรา 438 เป็นบทกำหนดจำนวนตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด โจทก์จึงชนะในข้อกฎหมายแต่ได้รับค่าเสียหาย 1,837,500 บาท จากที่เรียกมา 6,835,190 บาท
📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต