Landmark คำพิพากษาสำคัญ Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 15067/2557 คำพิพากษาที่ 15067/2557 2014 (B.E. 2557)

Medical Misdiagnosis — Joint Liability of Doctors การวินิจฉัยผิดพลาด — ความรับผิดร่วมกันของแพทย์

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Medical professionals who jointly contribute to misdiagnosis are jointly and severally liable for resulting harm under Sections 420 and 432.

บุคลากรทางการแพทย์ที่ร่วมกันก่อให้เกิดการวินิจฉัยผิดพลาดต้องร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นตามมาตรา 420 และ 432

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

Doctors erroneously reported test results, causing the plaintiff's kidney cancer to metastasize before proper diagnosis. The Court held all medical professionals jointly and severally liable.
แพทย์รายงานผลตรวจผิดพลาด ทำให้มะเร็งไตของโจทก์แพร่กระจายก่อนได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ศาลตัดสินให้แพทย์ทุกคนร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Medical professionals who jointly contribute to misdiagnosis are jointly and severally liable for resulting harm under Sections 420 and 432.
บุคลากรทางการแพทย์ที่ร่วมกันก่อให้เกิดการวินิจฉัยผิดพลาดต้องร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นตามมาตรา 420 และ 432

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 15067/2557. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15067/2557 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

SUPREME COURT DECISION No. 15067/2557
Year: 2014 (B.E. 2557)
Relevant Code Sections: CCC — Section(s) 420, 432

SUMMARY
Doctors erroneously reported test results, causing the plaintiff's kidney cancer to metastasize before proper diagnosis. The Court held all medical professionals jointly and severally liable.

COURT'S HOLDING
Medical professionals who jointly contribute to misdiagnosis are jointly and severally liable for resulting harm under Sections 420 and 432.

---
Note: This is an English-language summary of the Thai original judgment.
For the authoritative Thai text, please refer to the Thai version above
or visit deka.supremecourt.or.th.
แม้อาการป่วยของโจทก์จะเกิดขึ้นจากความผิดปกติในร่างกายของโจทก์เอง โดยจำเลยทั้งสองมิได้เป็นผู้ก่อให้เกิดขึ้นหรือกระทำการใด ๆ ให้โจทก์เกิดโรคมะเร็งก็ตาม แต่การแจ้งผลการตรวจผิดพลาดทำให้อาการโรคมะเร็งไตของโจทก์ลุกลามแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ อีกโดยตามใบมรณบัตรยังระบุว่าโรคมะเร็งของโจทก์ลุกลามแพร่กระจายไปยังสมองเป็นเหตุให้โจทก์ถึงแก่ความตายในที่สุด ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นที่ว่าจำเลยทั้งสองมิได้ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น
อายุความฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น อายุความจะเริ่มนับต่อเมื่อผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 แจ้งผลการตรวจสุขภาพประจำปีผิดพลาดไปจากความจริงเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องคืนวันที่ 26 มิถุนายน 2551 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์สำหรับจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 1,687,592 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 33,751 บาท แต่จำเลยทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาเพียงคนละ 32,711 บาท จึงชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ขาดไปคนละ 1,040 บาท ส่วนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 315,000 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเป็นเงิน 6,300 บาท และจำเลยทั้งสองเสียถูกต้องครบถ้วน แต่เนื่องจากคดีนี้จำเลยทั้งสองเป็นจำเลยร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ และจำเลยทั้งสองต่างได้ยื่นอุทธรณ์และยื่นฎีกาแยกกัน โดยต่างได้เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาดังกล่าวซึ่งค่าขึ้นศาลเช่นว่านั้น เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าที่จำเลยทั้งสองต้องชำระในกรณียื่นอุทธรณ์และยื่นฎีการ่วมกัน กรณีจึงต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคห้า ที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจะต้องมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสองตามส่วนของค่าชั้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาที่แต่ละคนได้ชำระเกินไป เมื่อศาลอุทธรณ์มิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไข้ให้ถูกต้องได้
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 8,039,292 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,687,592 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน ดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 26 มิถุนายน 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี
จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์
ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์โจทก์ถึงแก่ความตาย นายกฤษฎา ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 315,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 26 มิถุนายน 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 8,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา
ศาลฎีกาตรวจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาซึ่งโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน จำเลยที่ 2 เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2549 โจทก์ไปรับบริการการตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นแพทย์ผู้ตรวจร่างกายของโจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองส่งผลการตรวจตามรายงานการตรวจสุขภาพ ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นแพทย์ผู้ตรวจ ระบุผลการตรวจเอกซเรย์ ในข้อที่ 4 ว่า ตรวจเอกซเรย์ช่องท้องส่วนบน U/S upper Abdomen เพื่อตรวจดูตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ม้าม ไตทั้งสองข้างปกติ ครั้นต่อมาประมาณปลายเดือนมิถุนายน 2550 โจทก์มีอาการปวดท้องและท้องอืด จึงไปตรวจรักษากับแพทย์ที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 โรงพยาบาลธนบุรี 2 และโรงพยาบาลราชวิถี กลับตรวจพบว่า โจทก์มีก้อนเนื้อมะเร็งที่บริเวณไตข้างขวา จึงเข้ารับการรักษาโดยผ่าตัดไตข้างขวาออก คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยทั้งสองทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า นอกจากมรณบัตรที่แสดงสาเหตุความตายของโจทก์จะเป็นเอกสารประกอบการยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ มิใช่พยานหลักฐานในคดีนี้ที่จำเลยที่ 1 จะนำมากล่าวอ้างในฎีกาได้แล้ว แม้หากจะรับฟังถึงสาเหตุการตายของโจทก์ตามมรณบัตรฉบับนี้ก็ยังเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นว่า ผลแห่งการระบุในรายงานการตรวจสุขภาพ ทำให้โรคมะเร็งไตของโจทก์ลุกลามแพร่กระจายไปยังสมองเป็นเหตุให้ในที่สุดโจทก์ถึงแก่ความตายด้วยโรคมะเร็งสมองนั่นเองเพราะปรากฏตามบทความทางวิชาการ ด้วยว่าอาการลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ มะเร็งไตอาจลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ อันได้แก่ปอด กระดูก หรือสมองก็ได้ จึงยิ่งเป็นเหตุผลสนับสนุนให้เห็นถึงการร่วมกันทำละเมิดของจำเลยทั้งสองต่อโจทก์ให้มีน้ำหนักเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นว่าจำเลยทั้งสองมิได้ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นสุดท้ายที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความโดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2550 โจทก์ไปตรวจร่างกายด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 ผลการตรวจปรากฏว่ามีก้อนเนื้อที่บริเวณไตข้างขวามาหลายปีแล้ว เนื่องจากก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ แสดงว่าโจทก์ต้องทราบผลการตรวจตั้งแต่วันดังกล่าว แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองในวันที่ 26 มิถุนายน 2551 จึงเกินกำหนดอายุความ 1 ปี นั้น เห็นว่า อายุความฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น อายุความจะเริ่มนับก็ต่อเมื่อผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ในวันที่ 24 มิถุนายน 2550 ที่โรงพยาบาลธนบุรี แจ้งผลการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ว่าปรากฏว่ามีก้อนเนื้อที่บริเวณไตข้างขวามานานหลายปีแล้วตาม ลำพังข้อเท็จจริงเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าโจทก์ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการร่วมกันทำละเมิดของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงเพียงเท่าที่กล่าวอาจทำให้โจทก์รู้สึกฉงนสงสัยว่า เหตุใดจึงแตกต่างขัดแย้งกับผลการตรวจสุขภาพประจำปี ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงระบุว่าผลการตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนบน "ปกติ" เป็นเหตุให้โจทก์ต้องขอรายงานผลการตรวจช่องท้องด้วยเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงหรือใบอัลตร้าซาวด์ มาจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 จึงทราบข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 แจ้งผลการตรวจสุขภาพประจำปี ตามรายงานการตรวจสุขภาพ ผิดพลาดไปจากความจริง กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์เพิ่งรู้ถึงการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และรู้ตัวว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ในวันดังกล่าว คือวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 26 มิถุนายน 2551 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์สำหรับจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 1,687,592 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 33,751 บาท แต่จำเลยทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาเพียงคนละ 32,711 บาท จึงชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ขาดไปคนละ 1,040 บาท ส่วนทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 315,000 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเป็นเงิน 6,300 บาท และจำเลยทั้งสองเสียถูกต้องครบถ้วน แต่เนื่องจากคดีนี้จำเลยทั้งสองเป็นจำเลยร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ และจำเลยทั้งสองต่างได้ยื่นอุทธรณ์และยื่นฎีกาแยกกัน โดยต่างได้เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาดังกล่าวซึ่งค่าขึ้นศาลเช่นว่านั้น เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าที่จำเลยทั้งสองต้องชำระในกรณียื่นอุทธรณ์และยื่นฎีการ่วมกัน กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคห้า ที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจะต้องมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสองตามส่วนของค่าชั้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาที่แต่ละคนได้ชำระเกินไป เมื่อศาลอุทธรณ์มิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรสั่งแก้ไขเสียให้ถูกต้องด้วย
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นฎีกา 8,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามส่วนที่จำเลยทั้งสองชำระเกินแก่จำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

medical malpractice thailand doctor liability thailand section 420 tort joint liability thai law
Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content — including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis — is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Start Your Case
Scroll to Top