Lump-Sum Education Support Order คำสั่งค่าอุปการะการศึกษาเป็นเงินก้อน
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
Under Section 1564, courts may order lump-sum deposits for education and medical costs beyond regular monthly maintenance where child's needs require additional support.
ตามมาตรา 1564 ศาลอาจสั่งให้วางเงินก้อนสำหรับค่าการศึกษาและค่ารักษาพยาบาลเกินค่าเลี้ยงดูรายเดือนปกติ
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
Under Section 1564, courts may order lump-sum deposits for education and medical costs beyond regular monthly maintenance where child's needs require additional support.
ตามมาตรา 1564 ศาลอาจสั่งให้วางเงินก้อนสำหรับค่าการศึกษาและค่ารักษาพยาบาลเกินค่าเลี้ยงดูรายเดือนปกติ
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 1413/2547. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1413/2547 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
Divorce in Thailand →
เหตุแห่งความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นจากการที่น้ำทะเลท่วมเข้าไปถูกตู้สินค้าซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 4 จึงเป็นกรณีจำเลยร่วมที่ 4 ผู้ขนส่งอื่นต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 44 ประกอบมาตรา 39 วรรคหนึ่ง และแม้ความเสียหายของสินค้าจะเกิดขึ้นในระหว่างสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยร่วมที่ 4 ผู้ขนส่งอื่น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งก็ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้านั้นด้วย ตามมาตรา 43 และจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยความรับผิดของจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยที่มีต่อบุคคลอื่นในการขนส่งสินค้าของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดของจำเลยที่ 1 ด้วย สำหรับจำเลยร่วมที่ 3 ผู้ขนส่งอื่นได้รับการมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้า เมื่อเหตุแห่งความเสียหายเกิดขึ้นในช่วงการขนส่งที่จำเลยร่วมที่ 3 ได้รับมอบหมายจำเลยร่วมที่สามจึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้านี้เช่นกัน
ค่าสำรวจความเสียหายถือได้ว่าเป็นผลจากความเสียหายของสินค้าที่ผู้ขนส่งต้องรับผิดด้วย
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายจำนวน 2,018,153.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,920,908 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างบริษัทซีแลนด์เซอร์วิส อินคอร์โพเรชั่น จำกัด ให้เป็นผู้ขนส่งคดีนี้ บริษัทดังกล่าวได้ออกใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 1 และมอบหมายให้บริษัทดัม-สกิป เซลสกาเบท อาฟ 1912 อักติเซลสกาป จำกัด และบริษัทอักติ เซลสกาเบท ดัมสกิปเซลสกาเบท สเวนด์บอร์ก จำกัด ซึ่งดำเนินกิจการขนส่งทางทะเลโดยใช้ชื่อว่า สายการเดินเรือเมอร์สก และเป็นเจ้าของเรือ MAERSK TACOMA เป็นผู้ขนส่ง ความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นจากความผิดของทั้งสามบริษัทดังกล่าวหากจำเลยที่ 1 แพ้คดีนี้ โดยต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยแก่ทั้งสามบริษัทได้ ขอให้เรียกบริษัททั้งสามดังกล่าวเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต และให้เรียกบริษัทดัม-สกิป เซลสกาเบท อาฟ 1912 อักติเซลสกาป จำกัด เป็นจำเลยร่วมที่ 1 บริษัท อักติ เซลสกาเบท ดัมสกิปเซลสกาเบท สเวนด์บอร์ก จำกัด เป็นจำเลยร่วมที่ 2 และบริษัทซีแลนด์ เซอร์วิส อินคอร์โพเรชั่น จำกัด เป็นจำเลยร่วมที่ 3
จำเลยร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา จำเลยร่วมที่ 3 ยื่นคำร้องว่า หลังจากจำเลยร่วมที่ 3 ออกใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยร่วมที่ 3 ได้มอบหมายให้บริษัทโอเรียนท์ โอเวอร์ซีส์ คอนเทนเนอร์ไลน์ จำกัด และบริษัทโอโอซีแอล ไทยแลนด์ จำกัด ร่วมกันขนส่งสินค้าตามคำฟ้องจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังดินแดนไต้หวัน และทั้งสองบริษัทดังกล่าวได้นำเรือ OOCL APPLAUSE มาขนส่งสินค้า ทั้งสองบริษัทนี้จึงอยู่ในฐานะผู้ขนส่งอื่นตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 3 และปรากฏว่าสินค้าได้รับความเสียหายในช่วงการขนส่งจากท่าเรือแหลมฉบังถึงดินแดนไต้หวัน หากศาลพิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 3 แพ้คดี จำเลยร่วมที่ 3 สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ทั้งสองบริษัทได้ขอให้หมายเรียกบริษัทโอเรียนท์ โอเวอร์ซีส์ คอนเทนเนอร์ไลน์ จำกัด และบริษัทโอโอซีแอล ไทยแลนด์ จำกัด เข้ามาในคดี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต และให้เรียกบริษัทโอเรียนท์ โอเวอร์ซีส์ คอนแทนเนอร์ไลน์ จำกัด เป็นจำเลยร่วมที่ 4 บริษัทโอโอซีแอล ไทยแลนด์ จำกัด เป็นจำเลยร่วมที่ 5
จำเลยร่วมที่ 4 และที่ 5 ให้การในทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยไปโดยชอบอันเป็นเหตุให้ได้รับช่วงสิทธิมาฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยปัญหานี้เห็นสมควรวินิจฉัยตามข้ออุทธรณ์ของโจทก์ว่า บริษัทเคพโทรนิคอินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้มีส่วนได้เสียในสินค้าที่เอาประกันภัยไว้แก่โจทก์หรือไม่เสียก่อน ในข้อนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามใบกำกับสินค้าว่า บริษัทเคพโทรนิค อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ขายสินค้าประเภทหลอดภาพคอมพิวเตอร์ให้แก่บริษัทเคพโทรนิค ยูเอสเอ (ฮ่องกง) จำกัด ในราคาเอฟโอบี (FOB) เป็นเงิน 142,940 ดอลลาร์สหรัฐ จึงมีปัญหาต้องพิจารณาต่อไปว่า การระบุราคาสินค้าเป็นราคาเอฟโอบีเช่นนี้ เป็นการแสดงว่า การซื้อขายสินค้ารายนี้ผู้ซื้อผู้ขายประสงค์จะใช้เงื่อนไขเอฟโอบี อันเป็นเงื่อนไขเฉพาะสำหรับการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ (Incoterms) ซึ่งมีความหมายว่า เป็นการซื้อขายสินค้าที่ผู้ซื้อมีหน้าที่จัดหาเรือมาบรรทุกสินค้า ณ ท่าเรือต้นทาง และความเสี่ยงภัยในการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าตกแก่ผู้ซื้อเมื่อสินค้าข้ามพ้นกราบเรือที่ท่าเรือต้นทางดังที่จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมทั้งห้าให้การและนำสืบหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามใบกำกับสินค้าจะมีข้อความระบุราคาเป็นราคาเอฟโอบีก็ตามแต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคู่สัญญาว่า ผู้ซื้อไม่ได้มีหน้าที่ว่าจ้างผู้ขนส่งให้นำเรือไปรับสินค้าจากผู้ขายหรือให้ผู้ขายช่วยว่าจ้างผู้ขนส่งแทน โดยผู้ซื้อออกค่าขนส่งเองตามเงื่อนไขของการซื้อขายแบบ FOB ดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งเมื่อผู้ซื้อพบว่าสินค้าเสียหายและส่งสินค้าคืนแก่บริษัทเคพโทรนิค อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แทนที่ผู้ขายจะปฏิเสธไม่รับคืนสินค้าตามสิทธิที่กระทำได้หากเป็นการซื้อขายสินค้าภายใต้เงื่อนไข FOB ดังกล่าวซึ่งความเสี่ยงภัยในการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าได้ตกอยู่แก่ผู้ซื้อแล้ว เนื่องจากกรณีมีการขนสินค้าข้ามพ้นกราบเรือ ณ ท่าเรือต้นทางแล้ว แต่ผู้ขายก็ยอมรับคืนสินค้า ซึ่งส่อแสดงว่าคู่สัญญาดังกล่าวมิได้ถือปฏิบัติตามเงื่อนไข FOB นั้นเลยย่อมเป็นเหตุให้เชื่อได้ว่าคู่สัญญาซื้อขายรายนี้ระบุข้อความคำว่า "FOB" เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับราคาสินค้าเพียงเพื่อใช้แสดงราคาเท่านั้น มิใช่มีข้อตกลงให้นำเรื่องหน้าที่และการโอนความเสี่ยงภัยตามเงื่อนไข FOB ของ INCOTERM มาใช้ด้วยแต่อย่างใด
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สินค้าหลอดภาพคอมพิวเตอร์ตามคำฟ้องได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่งช่วงใดหรือไม่ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยร่วมที่ 4 และที่ 5 ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้านั้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า เหตุแห่งความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยร่วมที่ 4 จึงเป็นกรณีที่จำเลยร่วมที่ 4 ผู้ขนส่งอื่นต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งดังกล่าวตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 44 ประกอบ มาตรา 39 วรรคหนึ่ง และแม้ความเสียหายของสินค้าจะเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยร่วมที่ 4 ผู้ขนส่งอื่น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งก็ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้านั้นด้วย ตามมาตรา 43 และจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยความรับผิดของจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยที่มีต่อบุคคลอื่นในการขนส่งสินค้าของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 สำหรับจำเลยร่วมที่ 3 ผู้ขนส่งอื่นซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าตามคำฟ้องจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเหตุแห่งความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นในช่วงการขนส่งจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังท่าเรือเกาซุง ในดินแดนไต้หวัน อันเป็นช่วงการขนส่งที่จำเลยร่วมที่ 3 ได้รับมอบหมาย จำเลยร่วมที่ 3 จึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้านี้เช่นกัน ส่วนจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 เจ้าของเรือ MAERSK TACOMA แม้จะเป็นผู้ขนส่งอื่นที่ได้รับมอบหมายให้ขนส่งสินค้าช่วงจากท่าเรือเกาซุงในดินแดนไต้หวันไปยังปลายทางที่ประเทศสหรัฐอเมริกานั้น แต่เมื่อเหตุแห่งความเสียหายของสินค้าไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ได้รับมอบหมายให้ขนส่ง จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าดังกล่าว สำหรับจำเลยร่วมที่ 5 ซึ่งเป็นเพียงตัวแทนของจำเลยร่วมที่ 4 ในประเทศไทย ไม่ใช่ผู้ร่วมขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นดังที่ได้วินิจฉัยแล้ว จำเลยร่วมที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าเช่นกัน และที่จำเลยร่วมที่ 3 และที่ 4 ให้การต่อสู้ว่า เหตุที่สินค้าได้รับความเสียหายเกิดจากความผิดของบริษัทเคพโทรนิค อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ส่งของเอง อันเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดของผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่นตามมาตรา 52 (10) นั้น เป็นหน้าที่ของจำเลยร่วมที่ 3 และที่ 4 ที่อ้างเหตุว่าตนไม่ต้องรับผิดนั้นต้องนำพยานหลักฐานมาสืบพิสูจน์ให้ได้ความตามที่กล่าวอ้างซึ่งจำเลยร่วมที่ 3 และที่ 4 ก็มิได้กล่าวอ้างให้เห็นว่าตามประเพณีการขนส่งสินค้าหลอดภาพคอมพิวเตอร์นี้จะต้องใช้บรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันไม่ให้น้ำเข้าได้โดยเด็ดขาดแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงยังไม่อาจฟังได้ว่าเหตุที่สินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายเกิดจากความผิดของบริษัทเคพโทรนิค อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ส่งของ ตามข้อต่อสู้ของจำเลยร่วมที่ 3 และที่ 4 ดังนั้น จำเลยร่วมที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายของสินค้าตามฟ้อง
มีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 จำเลยร่วมที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเพียงใด เห็นว่า เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าสินค้าได้รับความเสียหายทั้งหมดและฝ่ายจำเลยและจำเลยร่วมได้ให้การปฏิเสธ โจทก์ย่อมมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ถึงความเสียหายของสินค้านั้น แต่โจทก์ก็ไม่ได้นำพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่าสินค้าอีก 340 ชุด ที่ไม่ได้มีการตรวจสอบนั้นได้รับความเสียหายอย่างไร เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานให้ปรากฏถึงความเสียหายของสินค้าจำนวน 340 ชุด จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าสินค้าจำนวนดังกล่าวได้รับความเสียหายด้วย โจทก์ย่อมมีสิทธิรับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายสำหรับสินค้าจำนวน 44 ชุด เท่านั้น สำหรับจำนวนความเสียหายนั้นปรากฏว่าสินค้าหลอดภาพคอมพิวเตอร์ราคาชุดละ 132 ดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นค่าเสียหายสำหรับตัวสินค้าจำนวน 5,808 ดอลลาร์สหรัฐกับค่าสำรวจความเสียหายอีกจำนวน 880 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือได้ว่าเป็นผลจากความเสียหายของสินค้า รวมเป็นเงินจำนวน 6,688 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อคิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 37.25 บาท ที่โจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายของตัวสินค้าและค่าสำรวจความเสียหายให้แก่บริษัทเคพโทรนิค อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว เป็นจำนวน 249,128 บาท ซึ่งไม่เกินจำนวนจำกัดความรับผิดสำหรับสินค้าที่ขนส่งจำนวน 44 ชุด คือ 44 หน่วยการขนส่ง พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 วรรคหนึ่งและวรรคสอง จำเลยที่ 1 ที่ 2 จำเลยร่วมที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เป็นเงินจำนวน 249,128 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2542 ซึ่งเป็นวันที่ได้มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จำเลยร่วมที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 249,128 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จำเลยร่วมที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท ยกฟ้องสำหรับจำเลยร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ให้เป็นพับ.
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content — including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis — is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต