Landmark คำพิพากษาสำคัญ Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 2109/2567 คำพิพากษาที่ 2109/2567 2024 (B.E. 2567)

Maintenance Does Not Depend on a Divorce, and the Husband's Divorce Claim Failed สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อฟ้องหย่า และศาลยกฟ้องหย่าของสามี

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

A spouse who seeks a divorce for the other's serious hostility to the marriage under CCC section 1516 (6) must not share responsibility for the conduct relied on; where the husband caused the trouble by his affairs, his failure to maintain his wife, two assaults and a forgery of her signature, her criminal complaints were a good-faith exercise of her right to live in safety and with dignity, and her complaint to his superiors about his conduct was a legitimate protection of the family, so neither amounted to hostility. Grounds (2) and (3) fail where the acts complained of were the wife's lawful response to the husband's own behaviour, and ground (4/2) requires that both spouses voluntarily live apart, not that one cuts off the other. The right to claim spousal maintenance does not arise only when a divorce is filed. Section 1461 paragraph two requires spouses to maintain each other according to their ability and station, and section 1598/38 allows maintenance to be claimed where the spouse who should be maintained is not maintained or is not maintained adequately; such a spouse may sue for divorce under section 1516 (6) or, choosing not to divorce, claim maintenance alone. An appellate court that finds one ground of divorce not made out on a full evidential record should decide the other pleaded grounds as well; the Supreme Court did so itself rather than remit the case.

ผู้ที่อ้างเหตุหย่าว่าอีกฝ่ายทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) จะต้องไม่มีส่วนร่วมที่จะต้องรับผิดในการกระทำนั้นด้วย เมื่อต้นเหตุเกิดจากสามีมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่น ไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยา ทำร้ายร่างกายภริยา 2 ครั้ง และปลอมลายมือชื่อภริยา การที่ภริยาแจ้งความดำเนินคดีเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตเพื่อปกป้องสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี และการร้องเรียนผู้บังคับบัญชาของสามีเรื่องความประพฤติเป็นการปกป้องครอบครัวโดยชอบ จึงไม่เป็นปฏิปักษ์ เหตุตาม (2) (3) ไม่เข้าเมื่อการกระทำที่อ้างเป็นการใช้สิทธิโดยชอบของภริยาอันเกิดจากพฤติกรรมของสามีเอง และเหตุตาม (4/2) ต้องเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่ทั้งสองฝ่าย มิใช่ฝ่ายหนึ่งตัดการติดต่อเพียงฝ่ายเดียว สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหาใช่เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นเมื่อมีการฟ้องหย่าไม่ มาตรา 1461 วรรคสอง บัญญัติให้สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามความสามารถและฐานะตน และมาตรา 1598/38 บัญญัติให้เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาได้เมื่อฝ่ายที่ควรได้รับไม่ได้รับหรือได้รับไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ฝ่ายนั้นย่อมฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 (6) หรือถ้าไม่ประสงค์จะฟ้องหย่าก็ฟ้องเรียกเฉพาะค่าเลี้ยงดูได้ เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าไม่เข้าเหตุหย่าข้อหนึ่งและมีการสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ชอบที่จะวินิจฉัยเหตุหย่าข้ออื่นที่ฟ้องไว้ด้วย ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยเองโดยไม่ย้อนสำนวน

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

A police colonel sued his wife for divorce. They had married on 21 December 1998, divorced on 28 June 1999 and remarried on 22 November 1999, and had no children. During the marriage he had affairs with several women and did not maintain her. In 2014 he assaulted her twice, the second time in front of his subordinates, and took her identity card, house registration and name-change certificate to forge her signature on a loan from the Sisaket police savings cooperative for spending with his mistress. She reported both matters to the police; he pleaded guilty in both criminal cases and received suspended sentences of four months and one year six months with fines, and after she complained to his commander about his conduct a disciplinary board ordered three days' confinement. She also recovered 450,000 baht from the mistress under a consent judgment. He then cut off all contact and later sued for divorce on the grounds in CCC section 1516 (2), (3), (4/2) and (6). The Ratchaburi Juvenile and Family Court granted the divorce; the Court of Appeal for Specialised Cases, Juvenile and Family Division, reversed and dismissed the claim; the Supreme Court affirmed the dismissal and ordered him to pay 20,000 baht towards her Supreme Court attorney fees. A spouse who relies on the other's serious hostility under section 1516 (6) must not share responsibility for it, and here the cause was his own conduct: reporting a husband's assaults and forgery to the police is a good-faith exercise of the right to live in safety and dignity, and a wife's complaint to her husband's superiors about his affairs is a legitimate defence of the family, so neither was hostility. Grounds (2) and (3) failed for the same reason, and (4/2) failed because he alone had chosen to live apart. The Court also stated the maintenance point the case is useful for: the right to spousal maintenance does not arise only when a divorce is filed. Under section 1461 paragraph two spouses must maintain each other according to their ability and station, and section 1598/38 lets the spouse who is not maintained, or not maintained adequately, sue for divorce under section 1516 (6) or, choosing not to divorce, claim maintenance alone. The wife had no regular work and an uncertain income, so she was entitled to ask her husband to help with her living costs.
สามีซึ่งเป็นพันตำรวจเอกฟ้องหย่าภริยา ทั้งสองจดทะเบียนสมรสวันที่ 21 ธันวาคม 2541 จดทะเบียนหย่าวันที่ 28 มิถุนายน 2542 และสมรสกันอีกครั้งวันที่ 22 พฤศจิกายน 2542 ไม่มีบุตร ระหว่างสมรสโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่นหลายคนและไม่อุปการะเลี้ยงดูจำเลย ปี 2557 โจทก์ทำร้ายร่างกายจำเลย 2 ครั้ง ครั้งหลังต่อหน้าผู้ใต้บังคับบัญชา และเอาบัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน และหนังสือสำคัญการเปลี่ยนชื่อของจำเลยไปปลอมลายมือชื่อในสัญญากู้สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจศรีสะเกษเพื่อนำเงินไปใช้กับหญิงอื่น จำเลยแจ้งความทั้งสองเรื่อง โจทก์รับสารภาพและถูกลงโทษจำคุก 4 เดือน และ 1 ปี 6 เดือน โทษจำคุกรอการลงโทษ พร้อมปรับ และเมื่อจำเลยร้องเรียนผู้บังคับบัญชา คณะกรรมการสอบสวนให้ลงทัณฑ์กักยาม 3 วัน จำเลยยังได้ค่าทดแทน 450,000 บาทจากหญิงอื่นตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ตัดการติดต่อทั้งหมดแล้วฟ้องหย่าโดยอ้างเหตุตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (2) (3) (4/2) และ (6) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดราชบุรีพิพากษาให้หย่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาพิพากษายืนและให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 20,000 บาท ผู้ที่อ้างเหตุหย่าว่าอีกฝ่ายทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6) ต้องไม่มีส่วนต้องรับผิดในการกระทำนั้นด้วย และคดีนี้ต้นเหตุเกิดจากโจทก์เอง การแจ้งความเรื่องทำร้ายร่างกายและปลอมเอกสารเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตเพื่อปกป้องสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี และการร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องความประพฤติของสามีเป็นการปกป้องครอบครัวโดยชอบ จึงไม่เป็นปฏิปักษ์ เหตุตาม (2) (3) ตกไปด้วยเหตุเดียวกัน และเหตุตาม (4/2) ตกไปเพราะโจทก์เป็นฝ่ายแยกกันอยู่เพียงฝ่ายเดียว ศาลยังวางหลักเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูว่า สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหาใช่เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นเมื่อมีการฟ้องหย่าไม่ มาตรา 1461 วรรคสองให้สามีภริยาช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะ และมาตรา 1598/38 ให้ฝ่ายที่ไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับไม่เพียงพอฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (6) หรือหากไม่ประสงค์จะหย่าก็ฟ้องเรียกเฉพาะค่าเลี้ยงดูได้ เมื่อจำเลยไม่ได้ทำงานประจำและมีรายได้ไม่แน่นอน ย่อมมีสิทธิขอให้โจทก์ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการครองชีพ

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

A spouse who seeks a divorce for the other's serious hostility to the marriage under CCC section 1516 (6) must not share responsibility for the conduct relied on; where the husband caused the trouble by his affairs, his failure to maintain his wife, two assaults and a forgery of her signature, her criminal complaints were a good-faith exercise of her right to live in safety and with dignity, and her complaint to his superiors about his conduct was a legitimate protection of the family, so neither amounted to hostility. Grounds (2) and (3) fail where the acts complained of were the wife's lawful response to the husband's own behaviour, and ground (4/2) requires that both spouses voluntarily live apart, not that one cuts off the other. The right to claim spousal maintenance does not arise only when a divorce is filed. Section 1461 paragraph two requires spouses to maintain each other according to their ability and station, and section 1598/38 allows maintenance to be claimed where the spouse who should be maintained is not maintained or is not maintained adequately; such a spouse may sue for divorce under section 1516 (6) or, choosing not to divorce, claim maintenance alone. An appellate court that finds one ground of divorce not made out on a full evidential record should decide the other pleaded grounds as well; the Supreme Court did so itself rather than remit the case.
ผู้ที่อ้างเหตุหย่าว่าอีกฝ่ายทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) จะต้องไม่มีส่วนร่วมที่จะต้องรับผิดในการกระทำนั้นด้วย เมื่อต้นเหตุเกิดจากสามีมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่น ไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยา ทำร้ายร่างกายภริยา 2 ครั้ง และปลอมลายมือชื่อภริยา การที่ภริยาแจ้งความดำเนินคดีเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตเพื่อปกป้องสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี และการร้องเรียนผู้บังคับบัญชาของสามีเรื่องความประพฤติเป็นการปกป้องครอบครัวโดยชอบ จึงไม่เป็นปฏิปักษ์ เหตุตาม (2) (3) ไม่เข้าเมื่อการกระทำที่อ้างเป็นการใช้สิทธิโดยชอบของภริยาอันเกิดจากพฤติกรรมของสามีเอง และเหตุตาม (4/2) ต้องเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่ทั้งสองฝ่าย มิใช่ฝ่ายหนึ่งตัดการติดต่อเพียงฝ่ายเดียว สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหาใช่เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นเมื่อมีการฟ้องหย่าไม่ มาตรา 1461 วรรคสอง บัญญัติให้สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามความสามารถและฐานะตน และมาตรา 1598/38 บัญญัติให้เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาได้เมื่อฝ่ายที่ควรได้รับไม่ได้รับหรือได้รับไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ฝ่ายนั้นย่อมฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 (6) หรือถ้าไม่ประสงค์จะฟ้องหย่าก็ฟ้องเรียกเฉพาะค่าเลี้ยงดูได้ เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าไม่เข้าเหตุหย่าข้อหนึ่งและมีการสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ชอบที่จะวินิจฉัยเหตุหย่าข้ออื่นที่ฟ้องไว้ด้วย ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยเองโดยไม่ย้อนสำนวน

English Summary คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is an English-language summary of Supreme Court Decision No. 2109/2567, not a translation of the full judgment. The authoritative text is the Thai judgment, which this page carries in full: switch this page to Thai to read it. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2109/2567 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

SUPREME COURT DECISION No. 2109/2567
Year: 2024 (B.E. 2567)
Relevant Code Sections: CCC, Section(s) 1516, 1598/38, 1461

SUMMARY
A police colonel sued his wife for divorce. They had married on 21 December 1998, divorced on 28 June 1999 and remarried on 22 November 1999, and had no children. During the marriage he had affairs with several women and did not maintain her. In 2014 he assaulted her twice, the second time in front of his subordinates, and took her identity card, house registration and name-change certificate to forge her signature on a loan from the Sisaket police savings cooperative for spending with his mistress. She reported both matters to the police; he pleaded guilty in both criminal cases and received suspended sentences of four months and one year six months with fines, and after she complained to his commander about his conduct a disciplinary board ordered three days' confinement. She also recovered 450,000 baht from the mistress under a consent judgment. He then cut off all contact and later sued for divorce on the grounds in CCC section 1516 (2), (3), (4/2) and (6). The Ratchaburi Juvenile and Family Court granted the divorce; the Court of Appeal for Specialised Cases, Juvenile and Family Division, reversed and dismissed the claim; the Supreme Court affirmed the dismissal and ordered him to pay 20,000 baht towards her Supreme Court attorney fees. A spouse who relies on the other's serious hostility under section 1516 (6) must not share responsibility for it, and here the cause was his own conduct: reporting a husband's assaults and forgery to the police is a good-faith exercise of the right to live in safety and dignity, and a wife's complaint to her husband's superiors about his affairs is a legitimate defence of the family, so neither was hostility. Grounds (2) and (3) failed for the same reason, and (4/2) failed because he alone had chosen to live apart. The Court also stated the maintenance point the case is useful for: the right to spousal maintenance does not arise only when a divorce is filed. Under section 1461 paragraph two spouses must maintain each other according to their ability and station, and section 1598/38 lets the spouse who is not maintained, or not maintained adequately, sue for divorce under section 1516 (6) or, choosing not to divorce, claim maintenance alone. The wife had no regular work and an uncertain income, so she was entitled to ask her husband to help with her living costs.

COURT'S HOLDING
A spouse who seeks a divorce for the other's serious hostility to the marriage under CCC section 1516 (6) must not share responsibility for the conduct relied on; where the husband caused the trouble by his affairs, his failure to maintain his wife, two assaults and a forgery of her signature, her criminal complaints were a good-faith exercise of her right to live in safety and with dignity, and her complaint to his superiors about his conduct was a legitimate protection of the family, so neither amounted to hostility. Grounds (2) and (3) fail where the acts complained of were the wife's lawful response to the husband's own behaviour, and ground (4/2) requires that both spouses voluntarily live apart, not that one cuts off the other. The right to claim spousal maintenance does not arise only when a divorce is filed. Section 1461 paragraph two requires spouses to maintain each other according to their ability and station, and section 1598/38 allows maintenance to be claimed where the spouse who should be maintained is not maintained or is not maintained adequately; such a spouse may sue for divorce under section 1516 (6) or, choosing not to divorce, claim maintenance alone. An appellate court that finds one ground of divorce not made out on a full evidential record should decide the other pleaded grounds as well; the Supreme Court did so itself rather than remit the case.

---
Note: This is an English-language summary of the Thai original judgment.
For the authoritative Thai text, please refer to the Thai version above
or visit deka.supremecourt.or.th.
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหาใช่เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นเมื่อมีการฟ้องหย่าไม่ เมื่อฝ่ายภริยาคือจำเลยไม่ได้ทำงานประจำและมีรายได้ไม่แน่นอนย่อมเป็นฝ่ายที่ควรได้รับการอุปการะเลี้ยงดู แต่ไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดู จึงมีสิทธิที่จะขอให้ฝ่ายสามีคือโจทก์ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการครองชีพได้ และการที่จำเลยมีหนังสือร้องเรียนโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องความประพฤติส่วนตัวโจทก์ ซึ่งจำเลยในฐานะภริยาชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ย่อมมีความชอบธรรมที่จะป้องกันหรือขัดขวางมิให้โจทก์กับหญิงอื่นมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวต่อกันอันเป็นเหตุให้ครอบครัวเดือดร้อนได้ การร้องเรียนของจำเลยจึงเป็นความถูกต้องชอบธรรมที่จำเลยจักกระทำเพื่อคุ้มครองสิทธิที่จำเลยคิดว่าจำเลยควรได้ เป็นการร้องขอความช่วยเหลือตามสิทธิแห่งกฎหมาย เนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นสามีไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ถือว่าจำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้
แม้การเป็นสามีภริยากันคือการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในทุกวัน ซึ่งอาจมีการกระทบกระทั่งหรือทะเลาะกันบ้าง แต่ความเป็นสามีภริยาไม่ก่อให้เกิดสิทธิการทำร้ายร่างกายคู่สมรส เมื่อสามีทำร้ายร่างกายภริยา สามีย่อมกระทำผิดกฎหมายอาญาในเรื่องการทำร้ายร่างกายผู้อื่น การที่จำเลยแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตเพื่อปกป้องสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี มิได้มีเจตนาให้โจทก์รับโทษจำคุกหรือออกจากราชการ โจทก์จะอ้างเหตุดังกล่าวว่าเป็นกรณีจำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงย่อมไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) และไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (2) (3) ด้วยเช่นกัน อีกทั้งจำเลยยังมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์แต่เป็นความประสงค์ของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว กรณีจึงไม่เข้าเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสวันที่ 21 ธันวาคม 2541 และจดทะเบียนหย่าวันที่ 28 มิถุนายน 2542 หลังจากนั้นจดทะเบียนสมรสกันอีกครั้งเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2542 ไม่มีบุตรด้วยกัน ระหว่างอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา จำเลยแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์ 2 คดี คดีแรกเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2557 และวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 โจทก์ทำร้ายร่างกายจำเลย จำเลยแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์ข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ และกระทำความรุนแรงในครอบครัว พนักงานอัยการฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 352/2559 ของศาลจังหวัดกันทรลักษ์ โจทก์ให้การรับสารภาพ ศาลลงโทษจำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคดีที่ 2 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2557 โจทก์เอาไปเสียซึ่งเอกสารบัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน และหนังสือสำคัญการเปลี่ยนชื่อตัวของจำเลยไป แล้วปลอมลายมือชื่อจำเลยในเอกสารคำขอและหนังสือกู้สามัญของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจศรีสะเกษ จำกัด จำเลยแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์ข้อหาเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม พนักงานอัยการฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1036/2559 ของศาลจังหวัดศรีสะเกษ โจทก์ให้การรับสารภาพ ศาลลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2559 จำเลยร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์ กล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิดวินัย คณะกรรมการสอบสวนพิจารณาความผิดของโจทก์เห็นสมควรให้ลงทัณฑ์ กักยาม 3 วัน
มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) หรือไม่ เห็นว่า เหตุฟ้องหย่าอันมิใช่เกิดจากความยินยอมพร้อมใจของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 นั้น โจทก์ต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อได้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายประพฤติตนไม่สมควรหรือกระทำการอันเข้าเงื่อนไขที่มาตรา 1516 กำหนด แต่จากพฤติการณ์ของโจทก์จะเห็นได้ว่า ระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาด้วยกันโจทก์เป็นฝ่ายก่อเหตุให้เกิดความระหองระแหงในครอบครัวด้วยการที่โจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่นหลายคน และไม่อุปการะเลี้ยงดูจำเลยตามหน้าที่ของสามี ซึ่งวัตถุประสงค์ของการสมรสก็เพื่อให้ชายหญิงได้อยู่กินกันฉันสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคหนึ่ง ทั้งวรรคสองบัญญัติให้สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามความสามารถและฐานะตน และมาตรา 1598/38 บัญญัติว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา... นั้น ย่อมเรียกจากกันได้ในเมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ... จึงเป็นบทบัญญัติคุ้มครองแก่สามีภริยาให้ฝ่ายที่มีฐานะดีต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่ง มิฉะนั้น อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 (6) แต่ถ้าไม่ประสงค์จะฟ้องหย่าก็สามารถฟ้องเรียกเฉพาะค่าเลี้ยงดูได้ตามมาตรา 1598/38 ดังนั้น สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงหาใช่เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นเมื่อมีการฟ้องหย่าไม่ เมื่อฝ่ายภริยาคือจำเลยไม่ได้ทำงานประจำและมีรายได้ไม่แน่นอน ย่อมเป็นฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดู แต่ไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดู จึงมีสิทธิที่จะขอให้ฝ่ายสามีคือโจทก์ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการครองชีพได้ ด้วยความรักที่มีต่อโจทก์ แม้จำเลยจะถูกโจทก์ฟ้องหย่าหรือนอกใจจำเลยก็ตาม จำเลยก็ไม่เคยคิดที่จะฟ้องหย่าโจทก์หรือมีความประสงค์ที่จะหย่าขาดจากโจทก์แต่อย่างใด จำเลยต้องการให้โจทก์กลับมาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาและขอให้โจทก์กลับมารับผิดชอบดูแลเลี้ยงดูจำเลยตามหน้าที่ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องขอให้ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ช่วยเหลือ การที่จำเลยมีหนังสือร้องเรียนโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องความประพฤติส่วนตัวโจทก์ซึ่งจำเลยในฐานะภริยาชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ย่อมมีความชอบธรรมที่จะป้องกันหรือขัดขวางมิให้โจทก์กับหญิงอื่นมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวต่อกันอันเป็นเหตุให้ครอบครัวเดือดร้อนได้ ทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวระหว่างโจทก์กับจำเลยมีสาเหตุเกิดแต่โจทก์เป็นสำคัญ ประกอบกับเรื่องที่จำเลยร้องเรียนนั้นมีมูล ดังจะเห็นได้ว่าคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาความผิดของโจทก์เห็นสมควรให้ลงทัณฑ์ กักยาม 3 วัน นอกจากนี้การที่จำเลยฟ้องร้องเรียกค่าทดแทนจากนางสาวกรณิศ ศาลพิพากษาตามยอมให้นางสาวกรณิศชำระค่าทดแทนแก่จำเลย 450,000 บาท นั้น แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำเพื่อรักษาสิทธิในครอบครัวเพื่อมิให้นางสาวกรณิศเข้ามาเกี่ยวข้องกับโจทก์ซึ่งเป็นสามีชอบด้วยกฎหมายของจำเลยอันจะทำให้เกิดความร้าวฉานในครอบครัว กรณีจึงมีมูลความจริงอันเป็นเหตุให้จำเลยต้องร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์ การร้องเรียนของจำเลยจึงเป็นความถูกต้องชอบธรรมที่จำเลยจักกระทำเพื่อคุ้มครองสิทธิที่จำเลยคิดว่าจำเลยควรได้ เป็นการร้องขอความช่วยเหลือตามสิทธิแห่งกฎหมาย เนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นสามีไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ถือว่าจำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ ส่วนพฤติการณ์ของจำเลยที่แจ้งความดำเนินคดีอาญาที่มีโทษจำคุกแก่โจทก์ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ และกระทำความรุนแรงในครอบครัว เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 352/2559 ของศาลจังหวัดกันทรลักษ์ กับฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม อันเป็นความผิดที่มิอาจยอมความได้ เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1036/2559 ของศาลจังหวัดศรีสะเกษ เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงถึงขนาดที่โจทก์เดือดร้อนเกินควรหรือไม่นั้น เห็นว่า สามีหรือภริยาที่จะอ้างเหตุฟ้องหย่าว่าอีกฝ่ายทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงนี้ จะต้องไม่มีส่วนร่วมที่จะต้องรับผิดในการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ดังกล่าวนั้นด้วย มิฉะนั้นจะนำมาเป็นเหตุฟ้องหย่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ เมื่อต้นเหตุแห่งการฟ้องหย่าในคดีนี้ เกิดจากโจทก์ลงมือทำร้ายร่างกายจำเลยถึง 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 โจทก์ใช้เท้าซึ่งสวมรองเท้าหนังถีบจำเลยที่บริเวณหน้าอก และแขนซ้ายหลายครั้ง เป็นเหตุให้จำเลยล้มกระแทกพื้น ครั้งที่ 2 โจทก์ใช้มือตบหน้าและตีแขน ใช้เท้าซึ่งสวมรองเท้าหนังถีบจำเลยที่บริเวณลำตัว เป็นเหตุให้จำเลยล้มกระแทกพื้น โดยกระทำต่อหน้าผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ และโจทก์เอาไปเสียซึ่งเอกสารบัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน และหนังสือสำคัญการเปลี่ยนชื่อตัวของจำเลยไป แล้วปลอมลายมือชื่อจำเลยในเอกสารคำขอและหนังสือกู้สามัญของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจศรีสะเกษ จำกัด เพื่อนำเงินไปใช้ส่วนตัวกับนางสาวกรณิศ แม้การเป็นสามีภริยากันคือการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในทุกวัน ซึ่งอาจมีการกระทบกระทั่งหรือทะเลาะกันบ้าง แต่ความเป็นสามีภริยาไม่ก่อให้เกิดสิทธิการทำร้ายร่างกายคู่สมรส เมื่อสามีทำร้ายร่างกายภริยา สามีย่อมทำผิดกฎหมายอาญาในเรื่องการทำร้ายร่างกายผู้อื่น ต้องได้รับโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการที่ว่าบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน โจทก์ควรมีมโนธรรมว่าโจทก์กับจำเลยเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานถึง 20 ปี ควรสงสารให้ความเห็นอกเห็นใจจำเลย มิใช่ทำร้ายร่างกายหรือกระทำการอันเป็นการบั่นทอนสภาพจิตใจของจำเลยเช่นนี้ การกระทำของโจทก์เป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อขนบธรรมเนียมและประเพณีของสังคมไทย ซึ่งชายหญิงที่อยู่กินฉันสามีภริยาตามกฎหมายต้องซื่อสัตย์ รักใคร่ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์รับราชการตำรวจเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ดูแลทุกข์สุขของประชาชนย่อมตระหนักได้เป็นอย่างดีว่า การทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจและการปลอมและใช้เอกสารปลอมเป็นความผิดอาญาแผ่นดินมีโทษถึงจำคุก แต่โจทก์ก็ยังก่อให้เกิดขึ้นโดยมุ่งประสงค์ให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่อาจทนรับได้ โจทก์ต่างหากที่สมควรเป็นฝ่ายหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น หาใช่ให้จำเลยเป็นฝ่ายหลีกเลี่ยงไม่เอาความกับโจทก์แต่ประการใดไม่ จำเลยเป็นผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวและถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน การที่จำเลยแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตเพื่อปกป้องสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี มิได้มีเจตนาจะให้โจทก์รับโทษจำคุกหรือออกจากราชการ โจทก์จะอ้างเหตุดังกล่าวว่าเป็นกรณีจำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงย่อมไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดี เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีไม่เข้าเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ทั้งมีการสืบพยานจนเสร็จสิ้นปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบที่จะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับเหตุหย่าอื่น ๆ ที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยด้วย แม้ฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยจะไม่ได้โต้แย้งชัดเจนในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว แต่เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังมิได้วินิจฉัย เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (2) (3) (4/2) ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์อ้างว่าการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินสมควรต่อชื่อเสียงและอาชีพของโจทก์ โดยจำเลยไปร้องเรียนถึงขั้นประสงค์ให้โจทก์ออกจากราชการ และจำเลยกล่าวหาเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรงในอาชีพข้าราชการตำรวจตามที่ปรากฏในเอกสารที่จำเลยร้องเรียนโจทก์นั้น เมื่อพิจารณาถึงต้นเหตุของการที่จำเลยไปร้องเรียนหรือแจ้งความดำเนินคดีโจทก์ก็เนื่องมาจากพฤติกรรมของโจทก์เองทั้งสิ้น จำเลยเพียงใช้สิทธิที่จำเลยมีตามกฎหมายโดยสุจริตเท่านั้น โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (2) (3) ส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์กับจำเลยทะเลาะกันจนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้และได้ตกลงสมัครใจแยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลาเกินกว่า 3 ปี แล้วนั้น เห็นว่า โจทก์เบิกความว่า โจทก์ตกลงแยกทางกับจำเลยโดยไม่ติดต่อและพูดคุยกันอีกหลังจากที่จำเลยดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2558 ซึ่งจำเลยได้เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เหตุที่ไม่ได้มีการติดต่อพูดคุยกันอีกเนื่องมาจากโจทก์ตัดการสื่อสารกับจำเลยทั้งหมด แม้ว่าจำเลยกับโจทก์จะมีปัญหากัน จำเลยก็ยังไม่ประสงค์ที่จะหย่ากับโจทก์เพราะยังรักโจทก์อยู่ ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์ในช่วงปี 2558 แล้ว เป็นช่วงเวลาที่โจทก์มีปัญหาเรื่องผู้หญิงอื่นจึงทะเลาะกับจำเลยอย่างรุนแรงถึงขั้นทำร้ายร่างกายกัน จนจำเลยแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์ข้อหาทำร้ายร่างกายและการปลอมและใช้เอกสารปลอม โจทก์โกรธมากจึงตัดขาดกับจำเลยและไม่ติดต่อพูดคุยกันอีก แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์แต่เป็นความประสงค์ของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว กรณีจึงไม่เข้าเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) เช่นกัน โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลย
พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 20,000 บาท แทนจำเลย ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น ซึ่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวยังไม่ได้สั่งคืนในคำพิพากษาให้เป็นพับ

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย

Can I claim maintenance from my spouse in Thailand without filing for divorce? เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากคู่สมรสโดยไม่ฟ้องหย่าได้หรือไม่

Yes. Section 1461 paragraph two requires spouses to maintain each other according to their ability and station, and Section 1598/38 allows maintenance to be claimed where the spouse who ought to be maintained is not maintained or is not maintained adequately. The Supreme Court said in Decision 2109/2567 that the right does not arise only when a divorce is filed: that spouse may sue for divorce under Section 1516 (6) or, if they do not want a divorce, claim the maintenance on its own.

ได้ ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง ให้สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน และมาตรา 1598/38 ให้เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาได้เมื่อฝ่ายที่ควรได้รับไม่ได้รับหรือได้รับไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหาใช่เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นเมื่อมีการฟ้องหย่าไม่ ฝ่ายนั้นจะฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (6) หรือฟ้องเรียกเฉพาะค่าเลี้ยงดูก็ได้

Do three years of living apart give a ground for divorce in Thailand? แยกกันอยู่เกินสามปีเป็นเหตุฟ้องหย่าได้เสมอไปหรือไม่

Only where both spouses live apart by consent. Section 1516 (4/2) speaks of spouses who voluntarily live apart. In this case the husband cut off all contact after his wife reported him to the police for assaulting her and for forging her signature. The Court found that she had not agreed to live apart and that it was his wish alone, so the ground did not apply. His divorce claim was dismissed and he was ordered to pay 20,000 baht towards her Supreme Court attorney fees.

ต่อเมื่อเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่ทั้งสองฝ่าย มาตรา 1516 (4/2) ใช้กับกรณีที่สามีภริยาสมัครใจแยกกันอยู่ คดีนี้โจทก์ตัดการสื่อสารกับจำเลยทั้งหมดหลังจากจำเลยแจ้งความดำเนินคดีเรื่องทำร้ายร่างกายและปลอมลายมือชื่อ ศาลฟังว่าจำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่ แต่เป็นความประสงค์ของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว จึงไม่เข้าเหตุหย่า ศาลฎีกาพิพากษายืนให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 20,000 บาทแทนจำเลย

Can my spouse divorce me for reporting them to the police or to their employer? คู่สมรสฟ้องหย่าเราได้หรือไม่เพราะเราแจ้งความหรือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของเขา

Not on these facts. In Decision 2109/2567 the husband argued that his wife's criminal complaints about his assaults and forgery, and her complaint to his police commander about his affairs, were serious hostility to the marriage under section 1516 (6). The Supreme Court held that a spouse relying on that ground must not share responsibility for the conduct, that reporting domestic violence is a good-faith exercise of the right to live in safety and dignity, and that a wife may legitimately act to protect her family from her husband's affairs. His divorce claim failed.

ตามข้อเท็จจริงคดีนี้ไม่ได้ ฎีกาที่ 2109/2567 สามีอ้างว่าการที่ภริยาแจ้งความเรื่องทำร้ายร่างกายและปลอมเอกสาร และร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องความประพฤติของสามี เป็นการทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้อ้างเหตุนี้ต้องไม่มีส่วนต้องรับผิดในการกระทำนั้น การแจ้งความเรื่องความรุนแรงในครอบครัวเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตเพื่อปกป้องสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี และภริยาย่อมกระทำการเพื่อปกป้องครอบครัวจากการนอกใจของสามีได้ ศาลยกฟ้องหย่า

spousal maintenance thailand maintenance without divorce thailand section 1598/38 ccc section 1516 grounds for divorce

📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book