Verified ตรวจสอบแล้ว Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 2971/2544 คำพิพากษาที่ 2971/2544 2001 (B.E. 2544)

Silence on Maintenance in a Divorce Agreement Does Not Bind the Court ความเงียบเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูในบันทึกท้ายทะเบียนหย่า ไม่ตัดอำนาจศาล

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Where the record appended to a consensual divorce does not say with whom parental power lies, both parents exercise it jointly under CCC section 1566 paragraph one. Section 1522 paragraph one does no more than permit spouses divorcing by consent to agree in that record how much each will pay towards the child's maintenance; if they fix no amount, section 1522 paragraph two empowers the court to fix a reasonable one, so silence in the agreement is no bar to an order. The duty to maintain and educate a minor child under section 1564 is not discharged by the divorce and continues for as long as the parent holds parental power. A parent who has paid nothing since the divorce may be ordered to pay maintenance retrospectively from then to the date of the claim, and the court sets the amount by reference to the parents' respective means.

เมื่อบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ามิได้ระบุว่าอำนาจปกครองบุตรอยู่กับฝ่ายใด ต้องถือว่าบิดามารดาต่างเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง มาตรา 1522 วรรคหนึ่ง เพียงเปิดช่องให้สามีภริยาซึ่งหย่าโดยความยินยอมตกลงกันว่าฝ่ายใดจะออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเท่าใด หากมิได้กำหนดไว้ ศาลย่อมกำหนดให้ได้ตามสมควรตามมาตรา 1522 วรรคสอง ความเงียบในบันทึกข้อตกลงจึงไม่ตัดอำนาจศาล หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ตามมาตรา 1564 ไม่สิ้นสุดลงเพราะการหย่า ตราบที่บิดาหรือมารดายังมีอำนาจปกครองอยู่ และบิดาหรือมารดาซึ่งมิได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเลยนับแต่หย่า อาจถูกบังคับให้ชำระย้อนหลังจนถึงวันฟ้องได้ โดยศาลกำหนดจำนวนตามฐานะและรายได้ของแต่ละฝ่าย

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

The parents divorced by consent and the record appended to the divorce registration said nothing about who would exercise parental power, and fixed no figure for the child's maintenance. The mother sued for maintenance; the father counterclaimed to have her parental power withdrawn and to be the sole provider. The Supreme Court held, first, that because the record did not say with whom parental power lay, both parents exercise it jointly under CCC section 1566 paragraph one. Second, and this is what decides the case, section 1522 paragraph one means only that spouses divorcing by consent MAY agree in that record how much each will contribute to the child's maintenance; where they fixed no amount, section 1522 paragraph two lets the court fix a reasonable one. Since the record contained no maintenance figure, the court had power to order the father to pay. The duty to maintain and educate a minor child under section 1564 is a parent's principal obligation and does not end on divorce for as long as that parent still holds parental power. The father had paid nothing since the divorce and admitted it, so the mother could recover maintenance retrospectively, from then to the date she filed. The trial court awarded 80,000 baht of arrears and 5,000 baht a month until majority; the Court of Appeal varied it to remove the arrears; and the Supreme Court held that removal wrong and restored the trial court's judgment in full. On the amount, both parents had settled professions, but the father is a dentist and the mother a pharmacist, so his income is the better one.
คู่สมรสจดทะเบียนหย่าโดยความยินยอม บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ามิได้ระบุว่าอำนาจปกครองบุตรอยู่กับฝ่ายใด และมิได้กำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูไว้ โจทก์ซึ่งเป็นมารดาฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู จำเลยฟ้องแย้งขอถอนอำนาจปกครองของโจทก์และขอเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูแต่ผู้เดียว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อบันทึกข้อตกลงมิได้กล่าวว่าให้อำนาจปกครองบุตรอยู่กับฝ่ายใด ต้องถือว่าโจทก์จำเลยต่างเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมกันตามมาตรา 1566 วรรคหนึ่ง ส่วนมาตรา 1522 วรรคหนึ่ง มีความหมายเพียงว่าในการหย่าโดยความยินยอม สามีภริยาอาจตกลงกันในบันทึกดังกล่าวว่าฝ่ายใดจะออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นจำนวนเท่าใด หากมิได้กำหนดไว้ ศาลย่อมกำหนดจำนวนเงินให้ได้ตามสมควรตามมาตรา 1522 วรรคสอง เมื่อบันทึกไม่มีข้อตกลงเรื่องจำนวนเงิน ศาลจึงมีอำนาจกำหนดให้จำเลยออกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ ทั้งหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ตามมาตรา 1564 เป็นภาระหน้าที่อันสำคัญซึ่งมิได้สิ้นสุดลงเมื่อจดทะเบียนหย่า ตราบที่ยังมีอำนาจปกครองบุตรอยู่ เมื่อจำเลยมิได้ให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูเลยและยอมรับเช่นนั้น โจทก์ย่อมเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังจนถึงวันฟ้องได้ ศาลชั้นต้นกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลัง 80,000 บาท และเดือนละ 5,000 บาท จนบุตรบรรลุนิติภาวะ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โดยไม่กำหนดเงิน 80,000 บาท ให้ ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าไม่ชอบ จึงพิพากษาแก้ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนจำนวนเงินนั้น แม้ทั้งสองฝ่ายมีอาชีพเป็นหลักฐานมั่นคง แต่จำเลยเป็นทันตแพทย์ย่อมมีรายได้ดีกว่าโจทก์ซึ่งเป็นเภสัชกร

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Where the record appended to a consensual divorce does not say with whom parental power lies, both parents exercise it jointly under CCC section 1566 paragraph one. Section 1522 paragraph one does no more than permit spouses divorcing by consent to agree in that record how much each will pay towards the child's maintenance; if they fix no amount, section 1522 paragraph two empowers the court to fix a reasonable one, so silence in the agreement is no bar to an order. The duty to maintain and educate a minor child under section 1564 is not discharged by the divorce and continues for as long as the parent holds parental power. A parent who has paid nothing since the divorce may be ordered to pay maintenance retrospectively from then to the date of the claim, and the court sets the amount by reference to the parents' respective means.
เมื่อบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ามิได้ระบุว่าอำนาจปกครองบุตรอยู่กับฝ่ายใด ต้องถือว่าบิดามารดาต่างเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง มาตรา 1522 วรรคหนึ่ง เพียงเปิดช่องให้สามีภริยาซึ่งหย่าโดยความยินยอมตกลงกันว่าฝ่ายใดจะออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเท่าใด หากมิได้กำหนดไว้ ศาลย่อมกำหนดให้ได้ตามสมควรตามมาตรา 1522 วรรคสอง ความเงียบในบันทึกข้อตกลงจึงไม่ตัดอำนาจศาล หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ตามมาตรา 1564 ไม่สิ้นสุดลงเพราะการหย่า ตราบที่บิดาหรือมารดายังมีอำนาจปกครองอยู่ และบิดาหรือมารดาซึ่งมิได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเลยนับแต่หย่า อาจถูกบังคับให้ชำระย้อนหลังจนถึงวันฟ้องได้ โดยศาลกำหนดจำนวนตามฐานะและรายได้ของแต่ละฝ่าย

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 2971/2544. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2971/2544 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

The Supreme Court held that when the divorce agreement attached to the registration does not clearly assign parental power, the default is joint parental power under section 1566. The Court also clarified section 1522: if the agreement does not specify a child-support amount, the court may fix it and can order payment for arrears where a parent failed to contribute after the divorce.
บันทึกข้อตกลงหลังทะเบียนการหย่ามิได้กล่าวว่าให้อำนาจปกครองบุตรอยู่กับโจทก์หรือจำเลย กรณีต้องถือว่าโจทก์จำเลยต่างเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกันตามมาตรา 1566 วรรคหนึ่งส่วนมาตรา 1522 วรรคหนึ่งนั้น มีความหมายเพียงว่าในการหย่าโดยความยินยอม สามีและภริยาอาจตกลงกันในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นจำนวนเท่าใด หากมิได้กำหนดศาลก็ย่อมเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินให้ได้ตามสมควรตามมาตรา 1522 วรรคสอง เมื่อข้อความตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า ไม่ใช่ข้อตกลงเรื่องออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นจำนวนเท่าใด ดังนั้นศาลจึงมีอำนาจกำหนดให้จำเลยออกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ และหลังจดทะเบียนหย่าในปี 2537 จำเลยมิได้ให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ โจทก์จึงเรียกให้จำเลยรับผิดจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่ปี 2537จนถึงวันฟ้องได้
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เดือนละ11,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2537 จนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ
จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ถอนอำนาจปกครองบุตรของโจทก์และให้จำเลยเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชายทันตพลเวชวงศ์วาน ผู้เยาว์ให้แก่โจทก์นับถึงวันฟ้องเป็นจำนวน 80,000 บาท และต่อไปให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (8 กุมภาพันธ์ 2539) เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 กุมภาพันธ์2539) จนกว่าเด็กชายทันตพล เวชวงศ์วาน ผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์และจำเลยฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2533 มีบุตร 1 คนคือ เด็กชายทันตพล เวชวงศ์วาน ผู้เยาว์ ต่อมาวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2535โจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่าตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเอกสารหมาย ล.3 คดีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประเด็นแรกตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์หรือไม่ เห็นว่า ภาระหน้าที่สำคัญของบิดามารดาที่มีต่อบุตรผู้เยาว์ได้แก่หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 และภาระหน้าที่อันสำคัญยิ่งนี้มิได้หมดสิ้นไปเมื่อมีการจดทะเบียนหย่าตราบใดที่จำเลยยังมีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้เป็นที่ยุติแล้วว่า ตามบันทึกข้อตกลงหลังทะเบียนการหย่ามิได้กล่าวว่า ให้อำนาจปกครองบุตรอยู่กับโจทก์หรือจำเลย กรณีต้องถือว่าโจทก์จำเลยต่างเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกันตามมาตรา 1566วรรคหนึ่ง ส่วนที่มาตรา 1522 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าสามีภริยาหย่าโดยความยินยอม ให้ทำความตกลงกันไว้ในสัญญาหย่าว่าสามีภริยาทั้งสองฝ่าย หรือสามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร เป็นจำนวนเงินเท่าใด" นั้น ก็มีความหมายเพียงว่า ในการหย่าโดยความยินยอม สามีและภริยาอาจตกลงกันในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นจำนวนเท่าใดหากสามีและภริยามิได้กำหนดจำนวนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูไว้ในบันทึกข้อตกลง ศาลก็ย่อมเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินให้ได้ตามสมควรตามมาตรา 1522 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ถ้าหย่าโดยคำพิพากษาของศาลหรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้ให้ศาลเป็นผู้กำหนด" ซึ่งบทกฎหมายดังกล่าวหาได้หมายความถึงขนาดที่ว่า เมื่อมิได้กำหนดให้จำเลยเป็นผู้ออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้ในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าจำเลยจะไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรดังที่จำเลยฎีกาโต้แย้งแต่อย่างใดไม่ เมื่อพิเคราะห์ข้อความตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเอกสารหมาย ล.3 ในข้อ 3ที่ว่า "คู่หย่าทั้งสองฝ่ายสาเหตุแห่งการหย่าเพราะทรรศนะไม่ตรงกันมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ ด.ช.ทันตพล เวชวงศ์วาน อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของมารดา" แล้วเห็นว่า ข้อความดังกล่าวไม่ใช่ข้อตกลงเรื่องออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นจำนวนเท่าใดตามมาตรา 1522วรรคหนึ่งแต่อย่างใด ดังนั้น ศาลจึงมีอำนาจกำหนดให้จำเลยออกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ตามมาตรา 1522 วรรคสอง นอกจากนี้บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าเอกสารหมาย ล.3 แม้เป็นสัญญาระหว่างโจทก์จำเลย ซึ่งทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรก็มิได้ลบล้างหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของบิดามารดาที่มีต่อบุตรผู้เยาว์ การที่โจทก์นำสืบถึงหน้าที่ดังกล่าวของจำเลยซึ่งเป็นบิดา จึงมิใช่การนำสืบพยานบุคคลหักล้างหรือขัดแย้งกับพยานเอกสารดังกล่าวตามข้อกล่าวอ้างของจำเลยเช่นกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1775/2523 ที่จำเลยยกขึ้นอ้าง ข้อเท็จจริงและประเด็นข้อพิพาทไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิดจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ให้แก่โจทก์นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์เรียกให้จำเลยรับผิดจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตั้งแต่ปี 2537 ซึ่งเป็นปีที่โจทก์อ้างว่า จำเลยไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน80,000 บาท นอกเหนือจากค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่วันฟ้องเดือนละ5,000 บาท จนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะได้หรือไม่ ข้อนี้ เห็นว่าเมื่อได้วินิจฉัยไว้ในประเด็นแรกแล้วว่า หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ เป็นภาระหน้าที่อันสำคัญของจำเลยผู้เป็นบิดา ซึ่งมิได้สิ้นสุดลงหลังการจดทะเบียนหย่า แม้บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าเอกสารหมาย ล.3 มิได้ระบุให้จำเลยเป็นผู้ออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นจำนวนเงินเท่าใด ศาลก็ย่อมกำหนดจำนวนเงินให้ได้ตามสมควร เมื่อโจทก์นำสืบได้ความชัดแจ้งและจำเลยเองก็ยอมรับว่า หลังจดทะเบียนการหย่าในปี 2537 จำเลยมิได้ให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ เนื่องจากจำเลยยืนยันว่าไม่เคยตกลงที่จะให้ค่าอุปการะเลี้ยงดู โจทก์ก็เรียกให้จำเลยรับผิดจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่ปี 2537 จนถึงวันฟ้องได้ ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่กำหนดให้ตามสมควรเป็นเงิน 80,000 บาท เพราะทั้งโจทก์จำเลยต่างก็มีอาชีพเป็นหลักฐานมั่นคง แต่จำเลยมีอาชีพเป็นทันตแพทย์ ย่อมมีรายได้ดีกว่าโจทก์ที่มีอาชีพเป็นเภสัชกร ที่ศาลอุทธรณ์ไม่กำหนดเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์อีก 80,000 บาท ให้แก่โจทก์นั้นไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย

Our divorce agreement says nothing about who holds parental power. What happens? บันทึกท้ายทะเบียนหย่ามิได้ระบุว่าผู้ใดเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ผลเป็นอย่างไร

Both parents keep it. Where the note appended to the divorce register does not say that parental power lies with one of them, Section 1566 paragraph one applies and they exercise it jointly. In Decision 2971/2544 that mattered, because the father's duty under Section 1564 to maintain and educate the child does not end on registration of the divorce for as long as he still holds parental power.

ถือว่าบิดามารดาต่างเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกันตามมาตรา 1566 วรรคหนึ่ง คดีนี้ข้อนี้สำคัญ เพราะหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ตามมาตรา 1564 มิได้หมดสิ้นไปเมื่อจดทะเบียนหย่า ตราบใดที่ฝ่ายนั้นยังมีอำนาจปกครองบุตรอยู่

Our divorce agreement fixed no child support. Can I still claim it, and can I claim for past years? บันทึกท้ายทะเบียนหย่ามิได้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ยังเรียกได้หรือไม่ และเรียกย้อนหลังได้หรือไม่

Yes to both. Section 1522 paragraph one only means that the spouses may agree an amount in the note appended to the divorce register; where they did not, Section 1522 paragraph two lets the court fix a reasonable sum. In Decision 2971/2544 the father had paid nothing since 1994, and the Supreme Court restored the trial court's award of 80,000 baht of arrears up to the date of filing, on top of 5,000 baht a month from filing until the child reached majority.

ได้ทั้งสองอย่าง มาตรา 1522 วรรคหนึ่ง มีความหมายเพียงว่าคู่สมรสอาจตกลงกำหนดจำนวนเงินไว้ในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า หากมิได้กำหนดไว้ ศาลย่อมกำหนดให้ได้ตามสมควรตามมาตรา 1522 วรรคสอง คดีนี้จำเลยมิได้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูตั้งแต่ปี 2537 ศาลฎีกาจึงให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คือค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังถึงวันฟ้อง 80,000 บาท และเดือนละ 5,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนบุตรบรรลุนิติภาวะ

joint custody thailand parental power thai law section 1566 divorce custody default

📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book