While the right of self-defense is recognized under Section 68, the defensive คำพิพากษาฎีกาที่ 3452/2549: จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายซึ่งไม่มีอาวุธถึงแก่ความตาย โดยผู้เสียหาย
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The Supreme Court held that while the right of self-defense is recognized under Section 68, the defensive force used must be proportionate to the threat faced. Shooting an unarmed attacker who used only fists exceeds the bounds of reasonable necessity. The force used in self-defense must not exceed what is reasonably necessary to repel the danger.
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้สิทธิป้องกันตัวจะได้รับการรับรองตามมาตรา 68 แต่กำลังที่ใช้ป้องกันต้องได้สัดส่วนกับภยันตรายที่เกิดขึ้น การใช้อาวุธปืนยิงผู้ที่ใช้เพียงหมัดต่อยโดยไม่มีอาวุธ เป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยมีความผิดแต่ศาลปรับใช้มาตรา 69 ลดโทษให้เพราะเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุโดยความตกใจกลัว
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The Supreme Court held that while the right of self-defense is recognized under Section 68, the defensive force used must be proportionate to the threat faced. Shooting an unarmed attacker who used only fists exceeds the bounds of reasonable necessity. The force used in self-defense must not exceed what is reasonably necessary to repel the danger.
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้สิทธิป้องกันตัวจะได้รับการรับรองตามมาตรา 68 แต่กำลังที่ใช้ป้องกันต้องได้สัดส่วนกับภยันตรายที่เกิดขึ้น การใช้อาวุธปืนยิงผู้ที่ใช้เพียงหมัดต่อยโดยไม่มีอาวุธ เป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยมีความผิดแต่ศาลปรับใช้มาตรา 69 ลดโทษให้เพราะเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุโดยความตกใจกลัว
Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 3452/2549. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3452/2549 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
Year: 2006 (B.E. 2549)
Relevant Code Sections: Criminal — Section(s) 68, 69, 288
SUMMARY
The defendant shot and killed an unarmed attacker who had punched him during an altercation. The defendant claimed self-defense under Section 68. The Supreme Court held that while the right of self-defense is recognized under Section 68, the defensive force used must be proportionate to the threat faced. Shooting an unarmed attacker who used only fists exceeds the bounds of reasonable necessity. The force used in self-defense must not exceed what is reasonably necessary to repel the danger. The defendant was convicted but the court applied Section 69, reducing the punishment because the defendant exceeded the bounds of lawful self-defense due to fear and agitation.
FACTS OF THE CASE
The defendant shot and killed an unarmed attacker who had punched him during an altercation. The defendant claimed self-defense under Section 68.
COURT'S HOLDING
The Supreme Court held that while the right of self-defense is recognized under Section 68, the defensive force used must be proportionate to the threat faced. Shooting an unarmed attacker who used only fists exceeds the bounds of reasonable necessity. The force used in self-defense must not exceed what is reasonably necessary to repel the danger.
LEGAL ANALYSIS
The Supreme Court held that while the right of self-defense is recognized under Section 68, the defensive force used must be proportionate to the threat faced. Shooting an unarmed attacker who used only fists exceeds the bounds of reasonable necessity. The force used in self-defense must not exceed what is reasonably necessary to repel the danger. The defendant was convicted but the court applied Section 69, reducing the punishment because the defendant exceeded the bounds of lawful self-defense due to fear and agitation.
PRACTICAL IMPLICATIONS
Criminal intent is assessed from all surrounding circumstances including the weapon used and body parts targeted. Defendants should preserve all evidence showing lack of intent to kill.
---
Note: This is an English-language summary of the Thai original judgment.
For the authoritative Thai text, please refer to the Thai version above
or visit deka.supremecourt.or.th.
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 67 ตรี มาตรา 89 และมาตรา 91/22 (6) แห่ง ป.รัษฎากร ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 ข้อ 3 และ 4 เป็นเพียงระเบียบที่กำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินถือปฏิบัติ ไม่มีผลผูกพันศาลให้ต้องถือตาม ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาว่าการที่เจ้าพนักงานประเมินงดหรือลดเบี้ยปรับมานั้นถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และมีอำนาจที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับได้เองในกรณีที่มีเหตุสมควรเพื่อให้สมควรเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
บริษัท ข. จดทะเบียนเลิกบริษัทและอยู่ในระหว่างการชำระบัญชี โดยผู้ชำระบัญชีได้ทำการขายทรัพย์สินและรวบรวมรายได้เมื่อหักรายจ่ายทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิ และเมื่อนำผลขาดทุนสะสมยกมาจากปีก่อนมาหักแล้ว ทำให้บริษัทมีกำไรสะสมสิ้นปี การที่บริษัทดังกล่าวจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ไม่ถือว่าเป็นเงินปันผล เพราะมิได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 1200 ถึง 1205 กำหนดไว้ แต่เป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (4) (ฉ)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทเข้งหงวน จำกัด ซึ่งจดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระบัญชี เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2540 เมื่อปี 2533 บริษัทเข้งหงวน จำกัด ได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดภูเก็ตขอเลิกบริษัทและได้ทำการชำระบัญชี ผู้ชำระบัญชีขายทรัพย์สินและรวบรวมรายได้คือ กำไรจากการขายยางพาราและมะพร้าว 989,738.96 บาท รายได้เงินสงเคราะห์การทำสวนยาง 20,623 บาท พร้อมดอกเบี้ยรับ 1,729,155.86 บาท ค่าเช่า 204,500 บาท ค่าขายที่ดิน 241,698,853.24 บาท และรายได้อื่นๆ 301,907.10 บาท หักค่าใช้จ่ายต่างๆ ทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิสิ้นปี เมื่อนำผลขาดทุนสุทธิสะสมยกมาหักแล้วทำให้มีกำไรก่อนจ่ายเงินปันผล 130,531,347.33 บาท บริษัทจึงประกาศจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น 126,000,000 บาท โดยโจทก์ได้รับเงินปันผลครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2542 จำนวน 17,388,000 บาท และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2542 จำนวน 6,955,000 บาท ในการจ่ายเงินปันผลดังกล่าว บริษัทหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราร้อยละ 10 ในลักษณะของเงินปันผล ต่อมาโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ว่า โจทก์มีเงินได้ต่างๆ รวมเงินปันผลซึ่งโจทก์ได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) แห่งประมวลรัษฎากรในปีภาษี 2542 และได้รับการเครดิตภาษีเงินปันผลตามมาตรา 47 ทวิ โจทก์จึงมีสิทธิขอคืนเงินภาษีที่ชำระไว้เกิน 118,890 บาท ต่อมาโจทก์ได้รับหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินให้ไปพบ โจทก์ได้มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ไปพบและนำเอกสารต่างๆ ไปมอบให้พร้อมชี้แจงให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานประเมิน เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2544 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) เลขที่ 11830010/1/102120 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2542 จากสำนักงานสรรพากร จังหวัดภูเก็ต สำหรับภาษีของปีภาษี 2542 ไม่ให้โจทก์เครดิตภาษี แล้วทำการประเมินใหม่ ให้โจทก์ชำระภาษีเป็นเงินทั้งสิ้น 14,553,260 บาท เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2544 โจทก์อุทธรณ์การประเมิน ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์นำภาษีไปชำระตามผลคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บร้อยละ 50 เป็นเงิน 3,226,887 บาท โจทก์เห็นว่าเงินที่โจทก์ได้รับจากบริษัทเข้งหงวน จำกัด เป็นเงินปันผลโจทก์จึงได้รับสิทธิเครดิตภาษีเงินปันผลดังกล่าว และมีสิทธิได้รับคืนเงินภาษี สำหรับเบี้ยปรับนั้นโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเห็นไม่ตรงกัน โจทก์เป็นเพียงผู้ถือหุ้นไม่มีความรู้ทางบัญชีภาษีอากร ผู้ชำระบัญชีในขณะนั้นได้นำกำไรของบริษัทไปเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 30 ที่เหลือแบ่งให้ผู้ถือหุ้นรวมทั้งโจทก์เป็นเงินปันผล โดยจัดทำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เงินปันผลร้อยละ 10 ให้โจทก์ด้วย โจทก์จึงยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหนังสือรับรองดังกล่าว ซึ่งโจทก์เข้าใจว่าถูกต้อง เพราะผู้ชำระบัญชีเป็นผู้มีความรู้ทางบัญชีภาษีอากร ประกอบกับในชั้นตรวจสอบไต่สวนโจทก์ได้ให้ความร่วมมือส่งเอกสารชี้แจงข้อเท็จจริงและให้ถ้อยคำด้วยดีตลอดมา อีกทั้งได้นำเงินภาษีและเงินเพิ่มตามการประเมินไปชำระไว้ก่อนแล้ว ก่อนฟ้องโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในการฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง ศาลอนุญาต ซึ่งต่อมาโจทก์ได้ฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาที่ศาลขยายให้ ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) เลขที่ 11830010/1/102120 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2544 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส.7) เลขที่ สภ.11 ภก/13/2546 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2546
จำเลยให้การว่า โจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีเพราะโจทก์จบการศึกษาระดับปริญญาตรี (บริหารธุรกิจบัณฑิต) จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นกรรมการบริษัทเข้งหงวน จำกัด และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโตโยต้าพังงา โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาว่าเงินได้ดังกล่าวเป็นเงินปันผล ทั้งที่ทราบว่าไม่ใช่เงินปันผล หลังจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเสียภาษีไม่ถูกต้องพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกให้โจทก์มาพบถึง 4 ครั้ง โจทก์ก็ไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่จึงออกหมายเรียกตรวจสอบและให้โจทก์ไปพบพร้อมกับส่งเอกสารต่างๆ โจทก์ก็ไม่ไปพบเพียงแต่ส่งตัวแทนไปพบโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษีไม่ควรลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ นอกเหนือไปจากที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลดให้ โจทก์ทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2546 แต่นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2546 ซึ่งพ้นกำหนดเวลา 30 วัน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) แล้ว จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลไม่มีอำนาจขยายอายุความให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) เลขที่ 11830010/1/102120 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2544 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส.7) เลขที่ สภ.11 ภก/13/2546 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2546 โดยให้งดเบี้ยปรับทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ในปีภาษี 2542 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยระบุประเภทเงินได้พึงประเมินไม่ถูกต้องเป็นเหตุให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขาดไป คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจขยายกำหนดเวลาให้โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ ข้อนี้จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางไม่มีอำนาจขยายกำหนดเวลาดังกล่าว เพราะเป็นกำหนดเวลาในการฟ้องคดี ไม่ใช่ระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 หรือระยะเวลาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 เห็นว่า กำหนดเวลาการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน เป็นกำหนดเวลาในการฟ้องคดี ถ้ามิได้ฟ้องภายในกำหนดย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง แม้เป็นกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ก็ถือว่าเป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจขยายระยะเวลาดังกล่าวให้โจทก์ได้ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปมีว่า กรณีของโจทก์มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับให้มากกว่าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยหรือไม่ ข้อนี้ จำเลยอุทธรณ์ว่า การงดเบี้ยปรับต้องเป็นไปตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ทวิ วรรคสอง ประกอบด้วยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 67 ตรี มาตรา 89 และมาตรา 91/21 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 ข้อ 3 และ 4 ซึ่งกำหนดให้ลดเบี้ยปรับได้เฉพาะกรณีไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและให้ความร่วมมือในการตรวจสอบไต่สวนด้วยดี และเมื่อลดแล้วต้องให้เสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายและไม่มีกรณีให้งดเบี้ยปรับได้ แต่ตามพฤติการณ์โจทก์มีเจตนาไม่สุจริตและไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบไต่สวนนั้น เห็นว่า คำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าวเป็นเพียงระเบียบที่กำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินถือปฏิบัติไม่มีผลผูกพันศาลให้ต้องถือตามระเบียบดังกล่าว ศาลมีอำนาจพิจารณาว่าการที่เจ้าพนักงานประเมินงดหรือลดเบี้ยปรับมานั้นถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และมีอำนาจที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับได้เองในกรณีที่มีเหตุสมควรเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอีก แต่เนื่องจากกรณีมีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับหรือไม่เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่สืบพยานให้ศาลเห็นว่ากรณีของโจทก์มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับเพราะเหตุใด ทั้งข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ก็เห็นชัดเจนว่าการที่บริษัทเข้งหงวน จำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทและอยู่ในระหว่างการชำระบัญชีโดยผู้ชำระบัญชีได้ทำการขายทรัพย์สินและรวบรวมรายได้เมื่อหักรายจ่ายทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิ และเมื่อนำผลขาดทุนสะสมยกมาจากปีก่อนมาหักแล้ว ทำให้บริษัทมีกำไรสะสมสิ้นปี การที่บริษัทดังกล่าวจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ไม่ถือว่าเป็นเงินปันผลเพราะมิได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1200 ถึง 1205 กำหนดไว้ แต่เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ฉ) และกรณีของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเป็นการเข้าใจข้อกฎหมายคลาดเคลื่อนดังนี้ การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายนั้นชอบแล้วไม่มีเหตุสมควรที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับให้มากกว่าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น"
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
💡 What This Means for You 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ
Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย
How does the Thai Supreme Court distinguish murder from bodily harm causing death? ศาลฎีกาแยกความแตกต่างระหว่างฆาตกรรมกับทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตายอย่างไร?
In Decision 3452/2549, The Supreme Court held that while the right of self-defense is recognized under Section 68, the defensive force used must be proportionate to the threat faced. Shooting an unarmed attacker who used only fists exceeds the bounds of reasonable necessity. The force used in self-defense must not exceed
ศาลฎีกาวินิจฉัยในคำพิพากษาที่ 3452/2549 เกี่ยวกับมาตรา 68, 69, 288
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content — including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis — is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต