Landmark คำพิพากษาสำคัญ Criminal Codeป.อ. Decision 4978/2562 คำพิพากษาที่ 4978/2562 2019 (B.E. 2562)

The Supreme Court distinguished between joint perpetrator status under Section 83 and คำพิพากษาฎีกาที่ 4978/2562: จำเลยถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือผู้อื่นในการพยายามฆ่า จำเลยจอดรถเป็นจุดเฝ้า

Criminal Code Sections: มาตรา ป.อ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

The Supreme Court distinguished between joint perpetrator status under Section 83 and accomplice liability under Section 86. Merely providing logistical support (transportation, lookout duty) without direct participation in the violent act constitutes accomplice liability, not joint perpetration, resulting in a reduced sentence of two-thirds of the penalty.

ตามมาตรา 83 กับผู้สนับสนุนตามมาตรา 86 การให้การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ (ขับรถ เฝ้าระวัง) โดยไม่มีส่วนร่วมโดยตรงในการใช้ความรุนแรง เป็นเพียงผู้สนับสนุน ลดโทษสองในสาม

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

The defendant was accused of aiding others in attempted murder. The defendant parked a vehicle as a lookout approximately 200 meters from the crime scene and could not see the actual location. The Supreme Court distinguished between joint perpetrator status under Section 83 and accomplice liability under Section 86. Merely providing logistical support (transportation, lookout duty) without direct participation in the violent act constitutes accomplice liability, not joint perpetration, resulting in a reduced sentence of two-thirds of the penalty.
จำเลยถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือผู้อื่นในการพยายามฆ่า จำเลยจอดรถเป็นจุดเฝ้าระวังห่างจากที่เกิดเหตุ 200 เมตร มองไม่เห็นจุดเกิดเหตุ ศาลฎีกาแยกความแตกต่างระหว่างตัวการร่วมตามมาตรา 83 กับผู้สนับสนุนตามมาตรา 86 การให้การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ (ขับรถ เฝ้าระวัง) โดยไม่มีส่วนร่วมโดยตรงในการใช้ความรุนแรง เป็นเพียงผู้สนับสนุน ลดโทษสองในสาม

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

The defendant was accused of aiding others in attempted murder. The defendant parked a vehicle as a lookout approximately 200 meters from the crime scene and could not see the actual location.
จำเลยถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือผู้อื่นในการพยายามฆ่า จำเลยจอดรถเป็นจุดเฝ้าระวังห่างจากที่เกิดเหตุ 200 เมตร มองไม่เห็นจุดเกิดเหตุ ศาลฎีกาแยกความแตกต่างระหว่างตัวการร่วม

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

The Supreme Court distinguished between joint perpetrator status under Section 83 and accomplice liability under Section 86. Merely providing logistical support (transportation, lookout duty) without direct participation in the violent act constitutes accomplice liability, not joint perpetration, resulting in a reduced sentence of two-thirds of the penalty.
ตามมาตรา 83 กับผู้สนับสนุนตามมาตรา 86 การให้การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ (ขับรถ เฝ้าระวัง) โดยไม่มีส่วนร่วมโดยตรงในการใช้ความรุนแรง เป็นเพียงผู้สนับสนุน ลดโทษสองในสาม

Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย

The Supreme Court distinguished between joint perpetrator status under Section 83 and accomplice liability under Section 86. Merely providing logistical support (transportation, lookout duty) without direct participation in the violent act constitutes accomplice liability, not joint perpetration, resulting in a reduced sentence of two-thirds of the penalty.
ตามมาตรา 83 กับผู้สนับสนุนตามมาตรา 86 การให้การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ (ขับรถ เฝ้าระวัง) โดยไม่มีส่วนร่วมโดยตรงในการใช้ความรุนแรง เป็นเพียงผู้สนับสนุน ลดโทษสองในสาม

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 4978/2562. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4978/2562 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

SUPREME COURT DECISION No. 4978/2562
Year: 2019 (B.E. 2562)
Relevant Code Sections: Criminal — Section(s) 80, 83, 86, 288

SUMMARY
The defendant was accused of aiding others in attempted murder. The defendant parked a vehicle as a lookout approximately 200 meters from the crime scene and could not see the actual location. The Supreme Court distinguished between joint perpetrator status under Section 83 and accomplice liability under Section 86. Merely providing logistical support (transportation, lookout duty) without direct participation in the violent act constitutes accomplice liability, not joint perpetration, resulting in a reduced sentence of two-thirds of the penalty.

FACTS OF THE CASE
The defendant was accused of aiding others in attempted murder. The defendant parked a vehicle as a lookout approximately 200 meters from the crime scene and could not see the actual location.

COURT'S HOLDING
The Supreme Court distinguished between joint perpetrator status under Section 83 and accomplice liability under Section 86. Merely providing logistical support (transportation, lookout duty) without direct participation in the violent act constitutes accomplice liability, not joint perpetration, resulting in a reduced sentence of two-thirds of the penalty.

LEGAL ANALYSIS
The Supreme Court distinguished between joint perpetrator status under Section 83 and accomplice liability under Section 86. Merely providing logistical support (transportation, lookout duty) without direct participation in the violent act constitutes accomplice liability, not joint perpetration, resulting in a reduced sentence of two-thirds of the penalty.

PRACTICAL IMPLICATIONS
Criminal intent is assessed from all surrounding circumstances including the weapon used and body parts targeted. Defendants should preserve all evidence showing lack of intent to kill.

---
Note: This is an English-language summary of the Thai original judgment.
For the authoritative Thai text, please refer to the Thai version above
or visit deka.supremecourt.or.th.
แม้จำเลยที่ 3 ร่วมกันวางแผนกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกเพื่อกระทำความผิด โดยจำเลยที่ 3 มีส่วนรู้เห็นมาตั้งแต่ต้น แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 3 จอดรถรอที่ซุ้มประตูบ้านโคกตาลเพื่อคอยดูเส้นทางให้จำเลยที่ 4 กับพวกเท่านั้น มิได้ร่วมขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับ บริเวณที่จำเลยที่ 3 จอดรถคอยดูเส้นทางให้ มิได้อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุในลักษณะที่จำเลยที่ 3 พร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกในขณะกระทำความผิดได้ในทันที จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดได้ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นเพียงการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกกระทำความผิด จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเท่านั้น และแม้จำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยอื่นเพื่อชดใช้แก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 แต่ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ศาลต้องกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด จำเลยที่ 3 จึงควรต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตามสัดส่วนของการกระทำความผิด
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนลูกซองและรถจักรยานยนต์ของกลาง นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3784/2559 ของศาลชั้นต้น
จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ
ระหว่างพิจารณา นายจตุภัทร ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และนางบุญมี มารดาผู้ตายซึ่งเป็นผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน รวมเป็นเงิน 452,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยทั้งสี่ให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอายุ 18 ปีเศษ จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 25 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกคนละ 25 ปี 6 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 16 ปี 12 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนลูกซองและรถจักรยานยนต์ของกลาง นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3784/2559 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้เงินให้ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 30,000 บาท และผู้ร้องที่ 2 จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นทั้งสองจำนวนนับแต่วันที่ 20 กันยายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ
จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
จำเลยที่ 3 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายบุญจง ผู้ตาย และนายจตุภัทร ผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้ตายบริเวณขากรรไกร บ่า ไหล่ และคอด้านขวา เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และกระสุนปืนถูกผู้เสียหายบริเวณแขนและไหปลาร้า เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส หลังเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกวินัย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรภูสิงห์เดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุและแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ต่อมาพันตำรวจโทสุคิด เจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนนำจำเลยทั้งสี่มาส่งมอบให้ร้อยตำรวจเอกวินัย แล้วจำเลยทั้งสี่ถูกฟ้องกล่าวหาเป็นคดีนี้ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรของจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกกระทงละ 2 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาทำนองว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้นั้น เท่ากับเป็นการขอให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานแตกต่างไปจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวก กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหาย นายภูเบศ และนายกิตติรัตน์ เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุนายภูเบศขับรถจักรยานยนต์ มีนายกิตติรัตน์นั่งซ้อนท้าย นำหน้ารถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับ ซึ่งมีผู้เสียหายนั่งซ้อนท้าย ห่างกันประมาณ 15 เมตร จนไปถึงบริเวณสี่แยกบ้านโคกตาล พยานทั้งสามเห็นวัยรุ่นรวมกลุ่มกันประมาณ 10 คน และ มีรถจักรยานยนต์ 5 ถึง 6 คัน จอดอยู่ใกล้กับกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าว ขณะนายภูเบศขับรถจักรยานยนต์ผ่านสี่แยกบ้านโคกตาล ชายคนหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า 1 นัด เป็นเหตุให้ผู้ตายจอดรถจักรยานยนต์ห่างจากสี่แยกดังกล่าวประมาณ 15 เมตร เพื่อรอดูเหตุการณ์ ส่วนนายภูเบศเลี้ยวรถไปทางขวา โดยมีชายวัยรุ่น 4 คน ขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ 2 คัน ไล่ติดตามไป แต่ตามไม่ทัน ชายวัยรุ่นดังกล่าวจึงขับรถจักรยานยนต์กลับมารวมกลุ่มที่เดิม แล้วชายวัยรุ่น 6 คน ขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ 3 คัน มุ่งหน้ามาทางผู้ตายและผู้เสียหาย ผู้ตายจึงขับรถจักรยานยนต์หลบหนีย้อนกลับไปทางเดิมตามเส้นทางเลียบคลองส่งน้ำชลประทาน เมื่อไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุ รถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับน้ำมันหมด กลุ่มชายวัยรุ่นที่ขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ติดตามผู้ตายและผู้เสียหายมาซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 10 เมตร ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย 1 นัด ผู้ตายจอดรถจักรยานยนต์ แล้วผู้ตายและผู้เสียหายต่างวิ่งหลบหนีไปคนละทาง โดยนายภูเบศและนายกิตติรัตน์เบิกความยืนยันว่า เห็นจำเลยทั้งสี่ นายณัฐวุฒิ และนายผดุงศักดิ์ อยู่ในกลุ่มวัยรุ่นซึ่งรวมกันอยู่ที่บริเวณสี่แยกบ้านโคกตาลด้วย แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน แต่บริเวณที่เกิดเหตุเป็นสี่แยกมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่ติดตั้งอยู่ที่ซุ้มประตูหมู่บ้านและเสาไฟฟ้าสาธารณะ สามารถมองเห็นได้ชัดเจน หลังเกิดเหตุนายภูเบศและนายกิตติรัตน์พยานโจทก์ทั้งสองก็ให้การต่อพันตำรวจโทสุคิดผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสี่ว่า ผู้ก่อเหตุคือวัยรุ่นบ้านมะขามหลายคน จำหน้าวัยรุ่นบางคนและรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุได้ จนทำให้พันตำรวจโทสุคิดสามารถติดตามจับกุมจำเลยทั้งสี่กับพวกได้ โดยโจทก์มีพันตำรวจโทสุคิดเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกวินัย พนักงานสอบสวน ว่า ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 3 กับพวกได้นำชี้ที่เกิดเหตุแล้วให้พยานโจทก์ถ่ายรูปไว้ บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวจำเลยที่ 3 พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 กับพวก สาเหตุที่จำเลยที่ 3 กับพวกกระทำความผิดตลอดจนขั้นตอนในการกระทำความผิด สอดคล้องกับภาพถ่ายประกอบคดี และคำเบิกความของผู้เสียหาย นายภูเบศ และนายกิตติรัตน์ในสาระสำคัญ ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 3 เอง จำเลยที่ 3 ให้การหลังเกิดเหตุเพียง 3 วัน จำเลยที่ 3 ยังไม่มีเวลาคิดบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น เชื่อว่าจำเลยที่ 3 ให้การในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจตามความเป็นจริง ไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์เหล่านี้เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 3 มาก่อน โดยเฉพาะพันตำรวจโทสุคิดและร้อยตำรวจเอกวินัยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งห้าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับโทษ เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งห้า เบิกความตามความเป็นจริง คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักน่าเชื่อถือควรแก่การรับฟัง ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 มิได้ร่วมกระทำความผิดคดีนี้ด้วย เนื่องจากแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุที่พนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นมิได้ระบุว่า มีแสงไฟในบริเวณที่เกิดเหตุ และไม่ปรากฏพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ในบันทึกการรับมอบตัว/ตรวจยึด และพนักงานสอบสวนนำเอกสารมาให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อโดยไม่ได้อ่านให้จำเลยที่ 3 ฟังนั้น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าก่อนเกิดเหตุมีวัยรุ่นบ้านลุมพุกมาก่อกวนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับพวก พวกของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงโทรศัพท์เรียกจำเลยที่ 1 กับพวกมารวมตัวกันประมาณ 10 คน โดยพวกของจำเลยทั้งสี่บางคนพาอาวุธปืนมาด้วย เมื่อถึงจุดนัดพบก็ได้ร่วมกันวางแผนแบ่งกำลัง โดยบางส่วนดักรอพวกผู้เสียหายที่ปากซอยทางเข้าบ้านโคกทุ่งล้อม ส่วนที่เหลือไล่ติดตามพวกผู้เสียหายไปตามถนนเลียบคลองส่งน้ำชลประทาน เมื่อผู้ตายและผู้เสียหายขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาถึงสี่แยกบ้านโคกตาล เห็นจำเลยทั้งสี่กับพวกรวมกลุ่มกัน ผู้ตายจึงจอดรถจักรยานยนต์แล้วเลี้ยวรถกลับเพื่อหลบหนี จำเลยที่ 4 กับพวกขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามไปโดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกไล่ติดตามไปด้วย ส่วนจำเลยที่ 3 กับพวกจอดรถรอที่ซุ้มประตูบ้านโคกตาลเพื่อคอยดูเส้นทางให้จำเลยที่ 4 กับพวก เมื่อผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุ รถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับน้ำมันหมด เครื่องยนต์สะดุด จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกที่ขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย 1 นัด แล้วจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกขับรถจักรยานยนต์หลบหนีกลับเส้นทางเดิม ดังนี้ แม้จำเลยที่ 3 ร่วมกันวางแผนสมคบกันกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกเพื่อที่จะกระทำความผิด โดยจำเลยที่ 3 มีส่วนรู้เห็นมาตั้งแต่ต้น แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 3 คงจอดรถรอที่ซุ้มประตูบ้านโคกตาลเพื่อคอยดูเส้นทางให้จำเลยที่ 4 กับพวกเท่านั้น มิได้ร่วมขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับไปก่อเหตุกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวก บริเวณที่จำเลยที่ 3 จอดรถคอยดูเส้นทางให้ มิได้อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุในลักษณะที่จำเลยที่ 3 พร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกในขณะกระทำความผิดได้ในทันที จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกได้ การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นเพียงการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกกระทำความผิด จำเลยที่ 3 คงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเท่านั้น และแม้จำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาในเรื่องค่าสินไหมทดแทน ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 แต่ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว เป็นค่าสินไหมทดแทนที่ศาลต้องกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด จำเลยที่ 3 จึงควรต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 ตามสัดส่วนของการกระทำความผิด เห็นควรให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 จำนวน 20,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้ออื่นนอกจากนี้ไม่เป็นสาระสำคัญ อันจะทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่ได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม เป็นการไม่ชอบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้
พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 86, 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (2) แล้ว จำคุก 16 ปี 8 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 11 ปี 1 เดือน 10 วัน เมื่อรวมกับความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว เป็นจำคุก 11 ปี 5 เดือน 10 วัน กับให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 เพียงจำนวน 20,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

💡 What This Means for You 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ

Criminal intent is assessed from all surrounding circumstances including the weapon used and body parts targeted. Defendants should preserve all evidence showing lack of intent to kill.
เจตนากระทำความผิดพิจารณาจากพฤติการณ์ทั้งหมด รวมทั้งอาวุธที่ใช้และตำแหน่งที่ถูกทำร้าย จำเลยควรรวบรวมพยานหลักฐานที่แสดงว่าไม่มีเจตนาฆ่า

Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย

How does the Thai Supreme Court distinguish murder from bodily harm causing death? ศาลฎีกาแยกความแตกต่างระหว่างฆาตกรรมกับทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตายอย่างไร?

In Decision 4978/2562, The Supreme Court distinguished between joint perpetrator status under Section 83 and accomplice liability under Section 86. Merely providing logistical support (transportation, lookout duty) without direct participation in the violent act constitutes accomplice liability, not joint perpetration, re

ศาลฎีกาวินิจฉัยในคำพิพากษาที่ 4978/2562 เกี่ยวกับมาตรา 80, 83, 86

accomplice joint perpetrator Section 83 Section 86 lookout logistical support reduced penalty
Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content — including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis — is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Start Your Case
Scroll to Top