Landmark คำพิพากษาสำคัญ Criminal Codeป.อ. Decision 4978/2562 คำพิพากษาที่ 4978/2562 2019 (B.E. 2562)

Waiting Too Far Away to Help Makes an Accomplice, Not a Co-Principal คำพิพากษาฎีกาที่ 4978/2562: คอยดูต้นทางห่างจากที่เกิดเหตุ เป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่ตัวการ

Criminal Code Sections: มาตรา ป.อ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Although the third defendant planned the offense with the first, second and fourth defendants and their group and knew of it from the beginning, at the time they jointly killed with premeditation and attempted to kill with premeditation he was only parked at the Ban Khok Tan gate arch to watch the route for the fourth defendant and the others. He did not join in riding after the deceased's motorcycle, and the place where he waited was not close to the scene in a way that would let him go immediately to their assistance while the offense was being committed. That is therefore not a division of tasks that would make him a principal. What he did was no more than helping and giving facility to the others, so he is guilty only as an accomplice to jointly killing with premeditation and to jointly attempting to kill with premeditation.

แม้จำเลยที่ 3 ร่วมกันวางแผนกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกเพื่อกระทำความผิด โดยมีส่วนรู้เห็นมาตั้งแต่ต้น แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 3 จอดรถรอที่ซุ้มประตูบ้านโคกตาลเพื่อคอยดูเส้นทางให้จำเลยที่ 4 กับพวกเท่านั้น มิได้ร่วมขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตาม รถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับ บริเวณที่จำเลยที่ 3 จอดรถคอยดูเส้นทางให้ มิได้อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุในลักษณะที่จำเลยที่ 3 พร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือได้ในทันที จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดได้ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นเพียงการช่วยเหลืออำนวยความสะดวก จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเท่านั้น

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

The third defendant had planned the attack with the others from the outset, but when they shot the deceased and the surviving victim he was parked at the village gate arch watching the road for them. He did not join the motorcycle pursuit, and where he waited was not close enough to the scene for him to come to their aid at once. The Supreme Court held that this was not a division of tasks that makes a co-principal under Section 83. It was help and facilitation, so he is an accomplice under Section 86 to premeditated murder and to attempted premeditated murder under Section 289(4), the second with Section 80. Being present in the plan is not the test. Being placed so that you can act at the moment of the offense is.
แม้จำเลยที่ 3 จะร่วมวางแผนกับพวกมาตั้งแต่ต้น แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกร่วมกันฆ่าผู้อื่น โดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 3 เพียงจอดรถรอที่ซุ้มประตูบ้านโคกตาลเพื่อคอยดูเส้นทางให้ มิได้ร่วมขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตาม และบริเวณที่จอดรถมิได้อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุในลักษณะที่จะเข้าช่วยเหลือได้ในทันที จึงไม่ใช่การแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการ คงเป็นเพียงผู้สนับสนุนตาม ป.อ. มาตรา 86 ในความผิดตามมาตรา 289 (4) และมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

Near the Ban Khok Tan crossroads in Sisaket, a group of young men on motorcycles followed the motorcycle the deceased was riding with the surviving victim behind him. A shot was fired into the air, the deceased stopped about 15 metres from the crossroads, and when his motorcycle ran out of fuel the pursuers, then about 10 metres away, shot both riders. One died. The third defendant had helped plan the attack, but at the time of the shooting he was parked at the Ban Khok Tan gate arch watching the road for the fourth defendant and the others, and took no part in the pursuit.
ที่บริเวณสี่แยกบ้านโคกตาล จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มชายวัยรุ่นขับรถจักรยานยนต์ติดตามรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับ โดยมีผู้เสียหายนั่งซ้อนท้าย มีการใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า 1 นัด ผู้ตายจอดรถห่างจากสี่แยกประมาณ 15 เมตร ต่อมารถจักรยานยนต์น้ำมันหมด กลุ่มที่ติดตามมาซึ่งอยู่ห่างประมาณ 10 เมตร ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ส่วนจำเลยที่ 3 ร่วมวางแผนมาแต่ต้น แต่ขณะเกิดเหตุจอดรถรอที่ซุ้มประตูบ้านโคกตาลเพื่อคอยดูเส้นทางให้ มิได้ร่วมไล่ติดตาม

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Although the third defendant planned the offense with the first, second and fourth defendants and their group and knew of it from the beginning, at the time they jointly killed with premeditation and attempted to kill with premeditation he was only parked at the Ban Khok Tan gate arch to watch the route for the fourth defendant and the others. He did not join in riding after the deceased's motorcycle, and the place where he waited was not close to the scene in a way that would let him go immediately to their assistance while the offense was being committed. That is therefore not a division of tasks that would make him a principal. What he did was no more than helping and giving facility to the others, so he is guilty only as an accomplice to jointly killing with premeditation and to jointly attempting to kill with premeditation.
แม้จำเลยที่ 3 ร่วมกันวางแผนกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกเพื่อกระทำความผิด โดยมีส่วนรู้เห็นมาตั้งแต่ต้น แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 3 จอดรถรอที่ซุ้มประตูบ้านโคกตาลเพื่อคอยดูเส้นทางให้จำเลยที่ 4 กับพวกเท่านั้น มิได้ร่วมขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตาม รถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับ บริเวณที่จำเลยที่ 3 จอดรถคอยดูเส้นทางให้ มิได้อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุในลักษณะที่จำเลยที่ 3 พร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือได้ในทันที จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดได้ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นเพียงการช่วยเหลืออำนวยความสะดวก จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเท่านั้น

Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย

The line between Section 83 and Section 86 is drawn by where the participant was and what he could have done at the moment of the offense, not by how important he was to the plan. The third defendant helped design the attack, which would matter a great deal to a conspiracy charge and mattered not at all here. What decided it was that he was parked watching the road, out of reach of the shooting, and could not have joined in at once. That is why he is an accomplice and not a co-principal. The consequence is fixed by statute rather than left to discretion: under Section 86 an accomplice is liable to two thirds of the punishment fixed for the offense he supported. The classification is usually the whole argument, because once it is made the reduction follows. The offense supported was premeditated murder under Section 289(4), and the attempt on the surviving victim under Section 289(4) with Section 80. Treated as one act contravening several provisions, the third defendant was punished on the heavier under Section 90. The scale was then reduced under Section 76 with Section 52(2), because he was over seventeen but not over twenty, giving 16 years 8 months, and reduced by a third under Section 78 to 11 years 1 month 10 days, or 11 years 5 months 10 days with the other counts. Two procedural points are worth keeping. Although the third defendant did not petition on damages, compensation is something the court must fix as the circumstances and the gravity of the wrong require, so the Supreme Court cut his share to 20,000 baht to the first claimant and 200,000 baht to the second, with interest at 7.5 percent a year from 20 September 2016. And because the Court of Appeal Region 3 had given no order on costs, which is wrong, the Supreme Court corrected that of its own motion even though nobody had raised it.
เส้นแบ่งระหว่างมาตรา 83 กับมาตรา 86 ขีดจากที่ซึ่งผู้ร่วมกระทำอยู่และสิ่งที่เขาทำได้ในขณะเกิดเหตุ มิใช่จากความสำคัญของผู้นั้นต่อแผนการ จำเลยที่ 3 ร่วมวางแผนมาแต่ต้น ซึ่งไม่เป็นผลในคดีนี้ สิ่งที่ชี้ขาดคือเขาจอดรถคอยดูต้นทาง อยู่นอกระยะที่จะเข้าช่วยเหลือได้ทันที จึงเป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่ตัวการ ผลตามมาถูกกำหนดไว้โดยกฎหมาย มิใช่ดุลพินิจ ตาม ป.อ. มาตรา 86 ผู้สนับสนุนต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้ สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น การปรับบทจึงมักเป็นข้อต่อสู้ทั้งหมดของคดี ความผิดที่สนับสนุนคือฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา 289 (4) และพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษบทที่หนักที่สุดตามมาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษตามมาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (2) เพราะจำเลยที่ 3 อายุกว่าสิบเจ็ดปีแต่ไม่เกินยี่สิบปี คงจำคุก 16 ปี 8 เดือน ลดโทษหนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี 1 เดือน 10 วัน รวมกับความผิดฐานอื่นเป็นจำคุก 11 ปี 5 เดือน 10 วัน มีข้อวิธีพิจารณาที่ควรจดจำสองข้อ แม้จำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน แต่ค่าสินไหมทดแทนเป็นสิ่งที่ศาลต้องกำหนดให้ ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ศาลฎีกาจึงลดส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 3 เหลือ 20,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 และ 200,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2559 และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 4978/2562. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4978/2562 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

SUPREME COURT DECISION No. 4978/2562
Year: 2019 (B.E. 2562)
Relevant Code Sections: Criminal Code, Sections 80, 86, 289(4); Criminal Procedure Code, Section 44/1

SUMMARY
The third defendant had planned the attack with the others from the outset, but when they shot the deceased and the surviving victim he was parked at the village gate arch watching the road for them. He did not join the motorcycle pursuit, and where he waited was not close enough to the scene for him to come to their aid at once. The Supreme Court held that this was not a division of tasks that makes a co-principal under Section 83. It was help and facilitation, so he is an accomplice under Section 86 to premeditated murder and to attempted premeditated murder under Section 289(4), the second with Section 80. Being present in the plan is not the test. Being placed so that you can act at the moment of the offense is.

FACTS OF THE CASE
Near the Ban Khok Tan crossroads in Sisaket, a group of young men on motorcycles followed the motorcycle the deceased was riding with the surviving victim behind him. A shot was fired into the air, the deceased stopped about 15 metres from the crossroads, and when his motorcycle ran out of fuel the pursuers, then about 10 metres away, shot both riders. One died. The third defendant had helped plan the attack, but at the time of the shooting he was parked at the Ban Khok Tan gate arch watching the road for the fourth defendant and the others, and took no part in the pursuit.

COURT'S HOLDING
Although the third defendant planned the offense with the first, second and fourth defendants and their group and knew of it from the beginning, at the time they jointly killed with premeditation and attempted to kill with premeditation he was only parked at the Ban Khok Tan gate arch to watch the route for the fourth defendant and the others. He did not join in riding after the deceased's motorcycle, and the place where he waited was not close to the scene in a way that would let him go immediately to their assistance while the offense was being committed. That is therefore not a division of tasks that would make him a principal. What he did was no more than helping and giving facility to the others, so he is guilty only as an accomplice to jointly killing with premeditation and to jointly attempting to kill with premeditation.

LEGAL ANALYSIS
The line between Section 83 and Section 86 is drawn by where the participant was and what he could have done at the moment of the offense, not by how important he was to the plan. The third defendant helped design the attack, which would matter a great deal to a conspiracy charge and mattered not at all here. What decided it was that he was parked watching the road, out of reach of the shooting, and could not have joined in at once. That is why he is an accomplice and not a co-principal.

The consequence is fixed by statute rather than left to discretion: under Section 86 an accomplice is liable to two thirds of the punishment fixed for the offense he supported. The classification is usually the whole argument, because once it is made the reduction follows.

The offense supported was premeditated murder under Section 289(4), and the attempt on the surviving victim under Section 289(4) with Section 80. Treated as one act contravening several provisions, the third defendant was punished on the heavier under Section 90. The scale was then reduced under Section 76 with Section 52(2), because he was over seventeen but not over twenty, giving 16 years 8 months, and reduced by a third under Section 78 to 11 years 1 month 10 days, or 11 years 5 months 10 days with the other counts.

Two procedural points are worth keeping. Although the third defendant did not petition on damages, compensation is something the court must fix as the circumstances and the gravity of the wrong require, so the Supreme Court cut his share to 20,000 baht to the first claimant and 200,000 baht to the second, with interest at 7.5 percent a year from 20 September 2016. And because the Court of Appeal Region 3 had given no order on costs, which is wrong, the Supreme Court corrected that of its own motion even though nobody had raised it.

PRACTICAL NOTE
If you are charged as a co-principal, the useful facts are physical: where you were, how far from the act, whether you could have intervened in the moment. Planning and preparation will not save you from Section 83 on their own, and they did not help the third defendant here, but distance did. The difference is not cosmetic. An accomplice is liable to two thirds of the punishment, and on a premeditated murder charge that is the difference between a life or death exposure and a term of years. Note also that a defendant who does not appeal his damages award can still have it revisited, because the court fixes compensation according to the gravity of the wrong.
แม้จำเลยที่ 3 ร่วมกันวางแผนกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกเพื่อกระทำความผิด โดยจำเลยที่ 3 มีส่วนรู้เห็นมาตั้งแต่ต้น แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 3 จอดรถรอที่ซุ้มประตูบ้านโคกตาลเพื่อคอยดูเส้นทางให้จำเลยที่ 4 กับพวกเท่านั้น มิได้ร่วมขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับ บริเวณที่จำเลยที่ 3 จอดรถคอยดูเส้นทางให้ มิได้อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุในลักษณะที่จำเลยที่ 3 พร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกในขณะกระทำความผิดได้ในทันที จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดได้ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นเพียงการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกกระทำความผิด จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเท่านั้น และแม้จำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยอื่นเพื่อชดใช้แก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 แต่ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ศาลต้องกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด จำเลยที่ 3 จึงควรต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตามสัดส่วนของการกระทำความผิด
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนลูกซองและรถจักรยานยนต์ของกลาง นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3784/2559 ของศาลชั้นต้น
จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ
ระหว่างพิจารณา นายจตุภัทร ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และนางบุญมี มารดาผู้ตายซึ่งเป็นผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน รวมเป็นเงิน 452,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยทั้งสี่ให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอายุ 18 ปีเศษ จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 25 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกคนละ 25 ปี 6 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 16 ปี 12 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนลูกซองและรถจักรยานยนต์ของกลาง นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3784/2559 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้เงินให้ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 30,000 บาท และผู้ร้องที่ 2 จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นทั้งสองจำนวนนับแต่วันที่ 20 กันยายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ
จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
จำเลยที่ 3 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายบุญจง ผู้ตาย และนายจตุภัทร ผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้ตายบริเวณขากรรไกร บ่า ไหล่ และคอด้านขวา เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และกระสุนปืนถูกผู้เสียหายบริเวณแขนและไหปลาร้า เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส หลังเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกวินัย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรภูสิงห์เดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุและแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ต่อมาพันตำรวจโทสุคิด เจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนนำจำเลยทั้งสี่มาส่งมอบให้ร้อยตำรวจเอกวินัย แล้วจำเลยทั้งสี่ถูกฟ้องกล่าวหาเป็นคดีนี้ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรของจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกกระทงละ 2 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาทำนองว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้นั้น เท่ากับเป็นการขอให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานแตกต่างไปจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวก กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหาย นายภูเบศ และนายกิตติรัตน์ เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุนายภูเบศขับรถจักรยานยนต์ มีนายกิตติรัตน์นั่งซ้อนท้าย นำหน้ารถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับ ซึ่งมีผู้เสียหายนั่งซ้อนท้าย ห่างกันประมาณ 15 เมตร จนไปถึงบริเวณสี่แยกบ้านโคกตาล พยานทั้งสามเห็นวัยรุ่นรวมกลุ่มกันประมาณ 10 คน และ มีรถจักรยานยนต์ 5 ถึง 6 คัน จอดอยู่ใกล้กับกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าว ขณะนายภูเบศขับรถจักรยานยนต์ผ่านสี่แยกบ้านโคกตาล ชายคนหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า 1 นัด เป็นเหตุให้ผู้ตายจอดรถจักรยานยนต์ห่างจากสี่แยกดังกล่าวประมาณ 15 เมตร เพื่อรอดูเหตุการณ์ ส่วนนายภูเบศเลี้ยวรถไปทางขวา โดยมีชายวัยรุ่น 4 คน ขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ 2 คัน ไล่ติดตามไป แต่ตามไม่ทัน ชายวัยรุ่นดังกล่าวจึงขับรถจักรยานยนต์กลับมารวมกลุ่มที่เดิม แล้วชายวัยรุ่น 6 คน ขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ 3 คัน มุ่งหน้ามาทางผู้ตายและผู้เสียหาย ผู้ตายจึงขับรถจักรยานยนต์หลบหนีย้อนกลับไปทางเดิมตามเส้นทางเลียบคลองส่งน้ำชลประทาน เมื่อไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุ รถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับน้ำมันหมด กลุ่มชายวัยรุ่นที่ขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ติดตามผู้ตายและผู้เสียหายมาซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 10 เมตร ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย 1 นัด ผู้ตายจอดรถจักรยานยนต์ แล้วผู้ตายและผู้เสียหายต่างวิ่งหลบหนีไปคนละทาง โดยนายภูเบศและนายกิตติรัตน์เบิกความยืนยันว่า เห็นจำเลยทั้งสี่ นายณัฐวุฒิ และนายผดุงศักดิ์ อยู่ในกลุ่มวัยรุ่นซึ่งรวมกันอยู่ที่บริเวณสี่แยกบ้านโคกตาลด้วย แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน แต่บริเวณที่เกิดเหตุเป็นสี่แยกมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่ติดตั้งอยู่ที่ซุ้มประตูหมู่บ้านและเสาไฟฟ้าสาธารณะ สามารถมองเห็นได้ชัดเจน หลังเกิดเหตุนายภูเบศและนายกิตติรัตน์พยานโจทก์ทั้งสองก็ให้การต่อพันตำรวจโทสุคิดผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสี่ว่า ผู้ก่อเหตุคือวัยรุ่นบ้านมะขามหลายคน จำหน้าวัยรุ่นบางคนและรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุได้ จนทำให้พันตำรวจโทสุคิดสามารถติดตามจับกุมจำเลยทั้งสี่กับพวกได้ โดยโจทก์มีพันตำรวจโทสุคิดเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกวินัย พนักงานสอบสวน ว่า ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 3 กับพวกได้นำชี้ที่เกิดเหตุแล้วให้พยานโจทก์ถ่ายรูปไว้ บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวจำเลยที่ 3 พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 กับพวก สาเหตุที่จำเลยที่ 3 กับพวกกระทำความผิดตลอดจนขั้นตอนในการกระทำความผิด สอดคล้องกับภาพถ่ายประกอบคดี และคำเบิกความของผู้เสียหาย นายภูเบศ และนายกิตติรัตน์ในสาระสำคัญ ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 3 เอง จำเลยที่ 3 ให้การหลังเกิดเหตุเพียง 3 วัน จำเลยที่ 3 ยังไม่มีเวลาคิดบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น เชื่อว่าจำเลยที่ 3 ให้การในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจตามความเป็นจริง ไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์เหล่านี้เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 3 มาก่อน โดยเฉพาะพันตำรวจโทสุคิดและร้อยตำรวจเอกวินัยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งห้าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับโทษ เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งห้า เบิกความตามความเป็นจริง คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักน่าเชื่อถือควรแก่การรับฟัง ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 มิได้ร่วมกระทำความผิดคดีนี้ด้วย เนื่องจากแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุที่พนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นมิได้ระบุว่า มีแสงไฟในบริเวณที่เกิดเหตุ และไม่ปรากฏพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ในบันทึกการรับมอบตัว/ตรวจยึด และพนักงานสอบสวนนำเอกสารมาให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อโดยไม่ได้อ่านให้จำเลยที่ 3 ฟังนั้น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าก่อนเกิดเหตุมีวัยรุ่นบ้านลุมพุกมาก่อกวนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับพวก พวกของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงโทรศัพท์เรียกจำเลยที่ 1 กับพวกมารวมตัวกันประมาณ 10 คน โดยพวกของจำเลยทั้งสี่บางคนพาอาวุธปืนมาด้วย เมื่อถึงจุดนัดพบก็ได้ร่วมกันวางแผนแบ่งกำลัง โดยบางส่วนดักรอพวกผู้เสียหายที่ปากซอยทางเข้าบ้านโคกทุ่งล้อม ส่วนที่เหลือไล่ติดตามพวกผู้เสียหายไปตามถนนเลียบคลองส่งน้ำชลประทาน เมื่อผู้ตายและผู้เสียหายขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาถึงสี่แยกบ้านโคกตาล เห็นจำเลยทั้งสี่กับพวกรวมกลุ่มกัน ผู้ตายจึงจอดรถจักรยานยนต์แล้วเลี้ยวรถกลับเพื่อหลบหนี จำเลยที่ 4 กับพวกขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามไปโดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกไล่ติดตามไปด้วย ส่วนจำเลยที่ 3 กับพวกจอดรถรอที่ซุ้มประตูบ้านโคกตาลเพื่อคอยดูเส้นทางให้จำเลยที่ 4 กับพวก เมื่อผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุ รถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับน้ำมันหมด เครื่องยนต์สะดุด จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกที่ขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย 1 นัด แล้วจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกขับรถจักรยานยนต์หลบหนีกลับเส้นทางเดิม ดังนี้ แม้จำเลยที่ 3 ร่วมกันวางแผนสมคบกันกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกเพื่อที่จะกระทำความผิด โดยจำเลยที่ 3 มีส่วนรู้เห็นมาตั้งแต่ต้น แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 3 คงจอดรถรอที่ซุ้มประตูบ้านโคกตาลเพื่อคอยดูเส้นทางให้จำเลยที่ 4 กับพวกเท่านั้น มิได้ร่วมขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับไปก่อเหตุกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวก บริเวณที่จำเลยที่ 3 จอดรถคอยดูเส้นทางให้ มิได้อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุในลักษณะที่จำเลยที่ 3 พร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกในขณะกระทำความผิดได้ในทันที จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกได้ การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นเพียงการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกกระทำความผิด จำเลยที่ 3 คงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเท่านั้น และแม้จำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาในเรื่องค่าสินไหมทดแทน ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 แต่ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว เป็นค่าสินไหมทดแทนที่ศาลต้องกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด จำเลยที่ 3 จึงควรต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 ตามสัดส่วนของการกระทำความผิด เห็นควรให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 จำนวน 20,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้ออื่นนอกจากนี้ไม่เป็นสาระสำคัญ อันจะทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่ได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม เป็นการไม่ชอบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้
พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 86, 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (2) แล้ว จำคุก 16 ปี 8 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 11 ปี 1 เดือน 10 วัน เมื่อรวมกับความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว เป็นจำคุก 11 ปี 5 เดือน 10 วัน กับให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 เพียงจำนวน 20,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

💡 What This Means for You 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ

If you are charged as a co-principal, the useful facts are physical: where you were, how far from the act, whether you could have intervened in the moment. Planning and preparation will not save you from Section 83 on their own, and they did not help the third defendant here, but distance did. The difference is not cosmetic. An accomplice is liable to two thirds of the punishment, and on a premeditated murder charge that is the difference between a life or death exposure and a term of years. Note also that a defendant who does not appeal his damages award can still have it revisited, because the court fixes compensation according to the gravity of the wrong.
หากถูกฟ้องเป็นตัวการ ข้อเท็จจริงที่ใช้ต่อสู้ได้คือข้อเท็จจริงทางกายภาพ ได้แก่ อยู่ที่ใด ห่างจากที่เกิดเหตุเพียงใด และพร้อมจะเข้าช่วยเหลือได้ในทันทีหรือไม่ ลำพังการวางแผนและการเตรียมการไม่ทำให้พ้นจากมาตรา 83 และไม่ช่วยจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ แต่ระยะทางช่วยได้ ความแตกต่างนี้ไม่ใช่เรื่องถ้อยคำ ผู้สนับสนุนต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้ ซึ่งในความผิดฐานฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนคือความต่างระหว่างโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตกับโทษจำคุกเป็นปี และพึงทราบว่าจำเลยที่มิได้อุทธรณ์ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนก็ยังอาจได้รับการแก้ไข เพราะศาลต้องกำหนดค่าสินไหมทดแทน ตามความร้ายแรงแห่งละเมิด

Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย

What is the difference between a co-principal under Section 83 and an accomplice under Section 86 in Thailand? ตัวการตามมาตรา 83 กับผู้สนับสนุนตามมาตรา 86 ต่างกันอย่างไร?

It turns on where you were and what you could have done at the moment of the offense, not on how much you helped plan it. In Decision 4978/2562 the third defendant had planned the attack from the start but waited at a gate arch watching the road, too far from the shooting to come to the others' aid at once. The Supreme Court held that was not a division of tasks making him a co-principal, so he was an accomplice under Section 86 and liable to two thirds of the punishment for premeditated murder.

ต่างกันที่ผู้นั้นอยู่ที่ใดและทำอะไรได้ในขณะเกิดเหตุ ไม่ใช่ที่การมีส่วนวางแผน ศาลฎีกาวินิจฉัยในคำพิพากษาที่ 4978/2562 ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมวางแผนมาแต่ต้น แต่ขณะเกิดเหตุจอดรถคอยดูเส้นทางอยู่ในที่ซึ่งไม่อาจเข้าช่วยเหลือได้ทันที จึงไม่ใช่การแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการ คงเป็นเพียงผู้สนับสนุนตามมาตรา 86 ซึ่งต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้

accomplice co-principal Section 83 Section 86 Section 289(4) premeditated murder lookout

📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book