Shooting into a crowded area where people are gathered closely together constitutes คำพิพากษาฎีกาที่ 2567/2544: จำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปที่กลุ่มคนหมู่มากและอยู่ในที่จำกัด ย่อมถือได้ว่าจ
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The Supreme Court held that shooting into a crowded area where people are gathered closely together constitutes intent to kill by foreseeability (Section 59, paragraph 2). Even if the defendant did not aim at a specific individual, shooting into a crowd demonstrates that the defendant must have foreseen that death could result from the act.
ื่อมีผู้ถูกกระสุนปืนทั้งถึงแก่ความตายและไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยย่อมมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่า
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The Supreme Court held that shooting into a crowded area where people are gathered closely together constitutes intent to kill by foreseeability (Section 59, paragraph 2). Even if the defendant did not aim at a specific individual, shooting into a crowd demonstrates that the defendant must have foreseen that death could result from the act.
ื่อมีผู้ถูกกระสุนปืนทั้งถึงแก่ความตายและไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยย่อมมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่า
Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 2567/2544. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2567/2544 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
Year: 2001 (B.E. 2544)
Relevant Code Sections: Criminal — Section(s) 59, 288, 80
SUMMARY
The defendant fired a gun into a crowd in a confined space. The Supreme Court held that shooting into a crowded area where people are gathered closely together constitutes intent to kill by foreseeability (Section 59, paragraph 2). Even if the defendant did not aim at a specific individual, shooting into a crowd demonstrates that the defendant must have foreseen that death could result from the act.
FACTS OF THE CASE
The defendant fired a gun into a crowd in a confined space.
COURT'S HOLDING
The Supreme Court held that shooting into a crowded area where people are gathered closely together constitutes intent to kill by foreseeability (Section 59, paragraph 2). Even if the defendant did not aim at a specific individual, shooting into a crowd demonstrates that the defendant must have foreseen that death could result from the act.
LEGAL ANALYSIS
The Supreme Court held that shooting into a crowded area where people are gathered closely together constitutes intent to kill by foreseeability (Section 59, paragraph 2). Even if the defendant did not aim at a specific individual, shooting into a crowd demonstrates that the defendant must have foreseen that death could result from the act.
PRACTICAL IMPLICATIONS
Criminal intent is assessed from all surrounding circumstances including the weapon used and body parts targeted. Defendants should preserve all evidence showing lack of intent to kill.
---
Note: This is an English-language summary of the Thai original judgment.
For the authoritative Thai text, please refer to the Thai version above
or visit deka.supremecourt.or.th.
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันคือ จำเลยมีอาวุธปืนขนาด .38 หมายเลขทะเบียนกท.747494 ซึ่งเป็นของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายจำนวน 1 กระบอก และมีกระสุนปืน ขนาด .38 จำนวน 6 นัด ที่ใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ และได้พาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ทั้งไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จำเลยได้ใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายเทพฤทธิ์ เสืออิ่ม นางก้องเกียรติ สัมมาตริ นายพิชิตฉัตรเนตร นายสุวิทย์ ขำสุนทร และนายวิชัย รุประมาณ จำนวน6 นัด โดยเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้นายเทพฤทธิ์ถึงแก่ความตายส่วนบุคคลอื่นนั้นจำเลยได้ลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นไม่ถึงแก่ความตาย เพียงแต่เป็นเหตุให้นายวิชัยได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ส่วนนายสุวิทย์ นายพิชิต และนายก้องเกียรติได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 32, 33, 90, 91พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 772 ทวิริบของกลาง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา นายสาโรจน์ เสืออิ่ม บิดาของนายเทพฤทธิ์เสืออิ่ม ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต(ที่ถูกอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา)
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาและพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288, 80 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288อันเป็นกฎหมายหลายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกจำเลยตลอดชีวิต และจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 วรรคสาม และ 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่น จำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธปืน จำคุก 1 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 53 คงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 จำคุก 33 ปี 4 เดือน ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 72 วรรคสาม จำคุก 8 เดือน และมาตรา 72ทวิ วรรคสอง จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 20 เดือน ริบของกลางและให้ยกฟ้องฐานพยายามฆ่านายวิชัย รุประมาณ ผู้เสียหายที่ 4
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 69และมาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80, 69 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 69ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 15 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นและฐานพาอาวุธปืนแล้ว เป็นจำคุก10 ปี 16 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นได้ความว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางไปจริง และนายเทพฤทธิ์ เสืออิ่มถูกกระสุนปืนดังกล่าวถึงแก่ความตาย ส่วนผู้เสียหายทั้งสี่ถูกกระสุนปืนบาดเจ็บ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันซึ่งจำเลยฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยกระทำเพื่อป้องกันตนแต่พอสมควรแก่เหตุนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายและผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นนักเรียนโรงเรียนศิลปพระนครสำหรับผู้เสียหายที่ 4 เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทแห่งหนึ่ง ส่วนจำเลยเรียนอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคดุสิต ผู้เสียหายทั้งสี่กับจำเลยต่างเป็นคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ในช่วงเวลาเกิดเหตุนักเรียนโรงเรียนผู้ตายมีเรื่องกับนักเรียนโรงเรียนอื่น เหตุเกิดตอนเช้าบนรถยนต์โดยสารประจำทางสาย 95 ซึ่งผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสี่นั่งมา ขณะนั้นมีผู้โดยสารเต็มคันรถ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายณัฐพงศ์ พุทธชนะ เพื่อนนักเรียนโรงเรียนเดียวกับผู้ตายและนางสาวจิราภรณ์ นิ่มนวน นักเรียนโรงเรียนรัตนะพาณิชยการซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ด้วยเป็นพยานเบิกความประกอบกันว่า พวกพยานขึ้นรถยนต์คันเกิดเหตุที่ป้ายอื่นก่อนจำเลย ส่วนจำเลยขึ้นที่ป้ายสามัคคีเมื่อจำเลยขึ้นรถแล้ว จำเลยเดินมาพูดกับนายณัฐพงศ์ซึ่งเคยอยู่โรงเรียนเดียวกันสมัยชั้นมัธยม ขณะนั้นนายณัฐพงศ์ยืนอยู่ข้างที่นางสาวจิราภรณ์นั่ง นางสาวจีราภรณ์เบิกความว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว พอจำเลยกับนายณัฐพงศ์ยืนพูดกันได้สักประเดี๋ยว จำเลยก็ล็อกคอนายณัฐพงศ์พร้อมกับชักอาวุธปืนออกมาจากเอวนางสาวจีราภรณ์ลุกขึ้นผลักตัวนายณัฐพงศ์ออกไป ทันใดนั้น จำเลยก็ใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงไปที่กลุ่มของผู้เสียหายซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังเป็นจำนวนหลายนัดติดต่อกัน ความข้อนี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีผู้เสียหายทั้งสี่กับนายณัฐพงศ์เป็นพยานเบิกความสนับสนุนส่วนจำเลยเบิกความต่อสู้ว่า พวกผู้ตายและผู้เสียหายมีจำนวนถึง4 คน และมีทีท่าจะทำร้ายจำเลยซึ่งมาคนเดียวก่อน ครั้นเมื่อจำเลยถูกชายผู้หนึ่งล็อกคอดิ้นไม่หลุด จึงต้องดึงอาวุธปืนออกมาขู่อีก ทั้งมีผู้หญิงลุกขึ้นผลักจำเลยและมีการยื้อแย่งอาวุธปืนดังกล่าวในมือจำเลยเป็นเหตุให้อาวุธปืนลั่นขึ้น 4 นัด ได้ความว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายและผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 กับนายณัฐพงศ์ต่างเดินทางไปเรียนหนังสือตามปกติ ไม่ปรากฏพฤติการณ์อันส่อแสดงว่า ฝ่ายผู้ตายและผู้เสียหายจะก่อการวิวาทแต่ประการใด ส่วนจำเลยกลับเตรียมอาวุธปืนมาพร้อม เมื่อคำนึงว่า ฝ่ายผู้เสียหายต่างไม่รู้จักจำเลยมาก่อน ปัญหาเรื่องจำเลยจะถูกปรับปรำใส่ร้ายจึงไม่มี ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยจะต้องกระทำเพื่อป้องกันตนโดยใช้อาวุธปืนขู่ก็ดีหรือที่ผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสี่ถูกกระสุนปืนของจำเลยเนื่องจากการแย่งอาวุธปืนกันก็ดี จึงไม่มีเหตุอันควรเชื่อและฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้ การที่จำเลยใช้ปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงไปที่กลุ่มคนหมู่มากและอยู่ในที่จำกัดจึงไม่เป็นการป้องกันและย่อมถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าโดยย่อมเล็งเห็นผลเมื่อมีผู้ถูกกระสุนปืนทั้งถึงแก่ความตายและไม่ตาย จำเลยต้องมีความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนข้อหาฐานมีและพาอาวุธปืนกับเครื่องกระสุนปืนของกลางของผู้อื่น ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่มีความผิดนั้น แม้จะได้ความจากคำเบิกความของนายพิศิษฐ์ น้อยใจบุญ พยานจำเลยผู้เป็นเจ้าของของกลางว่า จำเลยเป็นผู้รับฝากสิ่งของดังกล่าวซึ่งอยู่ระหว่างส่งมอบคืนแก่เจ้าของก็ตาม เห็นว่า การที่จำเลยนำอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางไปก่อเหตุร้ายย่อมไม่ทำให้จำเลยพ้นผิดในข้อหาดังกล่าวไปได้ เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งรูปคดีประกอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขดุลพินิจในการวางโทษของศาลอุทธรณ์เป็นลงโทษสถานเบาหรือลดมาตราส่วนโทษและรอการลงโทษให้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงดังที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยมาแล้วจะฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มิใช่เป็นการกระทำเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมมิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้น ศาลฎีกาจึงแก้ไขโดยบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องเท่านั้น ไม่อาจพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 212 ประกอบมาตรา 225"
พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 69 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
💡 What This Means for You 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ
Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย
How does the Thai Supreme Court distinguish murder from bodily harm causing death? ศาลฎีกาแยกความแตกต่างระหว่างฆาตกรรมกับทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตายอย่างไร?
In Decision 2567/2544, The Supreme Court held that shooting into a crowded area where people are gathered closely together constitutes intent to kill by foreseeability (Section 59, paragraph 2). Even if the defendant did not aim at a specific individual, shooting into a crowd demonstrates that the defendant must have fore
ศาลฎีกาวินิจฉัยในคำพิพากษาที่ 2567/2544 เกี่ยวกับมาตรา 59, 288, 80
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content — including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis — is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต