Landmark คำพิพากษาสำคัญ Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 337/2530 คำพิพากษาที่ 337/2530 1987 (B.E. 2530)

Interspousal Gift: Marital to Personal Property Conversion การให้ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา สินสมรสเปลี่ยนเป็นสินส่วนตัว

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Section 1471 (3), which makes property acquired by either spouse during the marriage by inheritance or by gift that spouse's separate property, is not limited to a gift made by a third party. It applies equally to a gift made by one spouse to the other during the marriage. Where spouses divide marital property into shares and one of them makes and registers a deed giving his whole share to the other absolutely, that deed is a valid and enforceable contract between spouses; the property ceases to be marital property and becomes the separate property of each in the agreed shares. The donor spouse retains no right in what he has given, and after a divorce the donee may require him to leave it.

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) ที่บัญญัติให้ทรัพย์สินที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัวนั้น มิได้กำหนดให้ใช้บังคับแต่เฉพาะกรณีที่บุคคลภายนอกเป็นผู้ยกทรัพย์สินให้เท่านั้น แต่รวมถึงกรณีที่สามีภริยายกทรัพย์สินให้แก่กันในระหว่างสมรสด้วย เมื่อสามีภริยาตกลงแบ่งสินสมรสออกเป็นสัดส่วนของแต่ละฝ่าย แล้วฝ่ายหนึ่งทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนยกทรัพย์สินส่วนของตนทั้งหมดให้แก่อีกฝ่ายโดยเด็ดขาด สัญญานั้นเป็นสัญญาระหว่างสมรสที่สมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ ทรัพย์สินย่อมหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสและตกเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายตามสัดส่วนที่ตกลงกัน ผู้ให้ไม่มีสิทธิในทรัพย์สินที่ยกให้นั้นอีกต่อไป และเมื่อหย่ากันแล้วผู้รับย่อมฟ้องขับไล่ผู้ให้ออกจากทรัพย์สินนั้นได้

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

The husband was the sole registered owner of land that was marital property, sin somros under Section 1474 (1) because it was acquired during the marriage. During the marriage the couple divided the land, house and factory standing on it into shares, and the husband then made and registered a deed giving his whole share to the wife absolutely. After they divorced the wife sued to evict him and he counterclaimed for half, saying the property was still undivided marital property. The Court of First Instance dispensed with evidence, ordered him out and dismissed the counterclaim; the Court of Appeal affirmed, and the Supreme Court affirmed again. The Supreme Court held that the deed was a valid contract between spouses, that the property lost its marital character and became each party's separate property in the agreed shares, and that what the wife received during the marriage by gift is her separate property under Section 1471 (3). The husband had no remaining right in it and had to leave. The Court also held that Section 1471 (3) is not confined to gifts made by an outsider: it covers a gift made by one spouse to the other during the marriage.
เดิมจำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินสินสมรสแต่ผู้เดียว ที่ดินเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) เพราะได้มาระหว่างสมรส ในระหว่างสมรส โจทก์และจำเลยตกลงแบ่งที่ดินกับบ้านและโรงงานออกเป็นสัดส่วนของแต่ละฝ่าย แล้วจำเลยทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนยกทรัพย์สินส่วนของตนทั้งหมดให้แก่โจทก์โดยเด็ดขาด เมื่อหย่ากันแล้ว โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอแบ่งกึ่งหนึ่งโดยอ้างว่ายังเป็นสินสมรสที่ยังมิได้แบ่ง ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานแล้วพิพากษาขับไล่จำเลยและยกฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และศาลฎีกาพิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาระหว่างสมรสที่สมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ ทรัพย์สินหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสและตกเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายตามสัดส่วนที่ตกลงกัน ทรัพย์ที่โจทก์ได้มาระหว่างสมรสโดยการให้จึงเป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 1471 (3) จำเลยไม่มีสิทธิในทรัพย์สินนั้นต่อไปและต้องออกไป ทั้งมาตรา 1471 (3) มิได้ใช้บังคับแต่เฉพาะกรณีที่บุคคลภายนอกเป็นผู้ยกให้ แต่รวมถึงกรณีที่สามีภริยายกทรัพย์สินให้แก่กันในระหว่างสมรสด้วย

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Section 1471 (3), which makes property acquired by either spouse during the marriage by inheritance or by gift that spouse's separate property, is not limited to a gift made by a third party. It applies equally to a gift made by one spouse to the other during the marriage. Where spouses divide marital property into shares and one of them makes and registers a deed giving his whole share to the other absolutely, that deed is a valid and enforceable contract between spouses; the property ceases to be marital property and becomes the separate property of each in the agreed shares. The donor spouse retains no right in what he has given, and after a divorce the donee may require him to leave it.
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) ที่บัญญัติให้ทรัพย์สินที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัวนั้น มิได้กำหนดให้ใช้บังคับแต่เฉพาะกรณีที่บุคคลภายนอกเป็นผู้ยกทรัพย์สินให้เท่านั้น แต่รวมถึงกรณีที่สามีภริยายกทรัพย์สินให้แก่กันในระหว่างสมรสด้วย เมื่อสามีภริยาตกลงแบ่งสินสมรสออกเป็นสัดส่วนของแต่ละฝ่าย แล้วฝ่ายหนึ่งทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนยกทรัพย์สินส่วนของตนทั้งหมดให้แก่อีกฝ่ายโดยเด็ดขาด สัญญานั้นเป็นสัญญาระหว่างสมรสที่สมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ ทรัพย์สินย่อมหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสและตกเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายตามสัดส่วนที่ตกลงกัน ผู้ให้ไม่มีสิทธิในทรัพย์สินที่ยกให้นั้นอีกต่อไป และเมื่อหย่ากันแล้วผู้รับย่อมฟ้องขับไล่ผู้ให้ออกจากทรัพย์สินนั้นได้

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 337/2530. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 337/2530 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

The spouses held land acquired during marriage. While still married, the husband executed and registered a gift of that land (including buildings) to the wife. The Supreme Court held this was a valid contract between spouses; by virtue of section 1471 (3) civil code the land ceased to be sin somros and became the wife’s personal property. After their divorce the wife was entitled to sue to evict the husband from the property.

Sources: Thai headnotes and digests of คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 337/2530. See summaries at deka.in.th.
โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากัน โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินสินสมรสแต่ผู้เดียว ในระหว่างสมรส จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนยกที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ แสดงว่าจำเลยมีเจตนายกทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสส่วนของตนทั้งหมดให้แก่โจทก์ ย่อมทำให้ทรัพย์สินนั้นหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสและตกเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ และสัญญานี้เป็นสัญญาระหว่างสมรสที่สมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ เมื่อจำเลยยกทรัพย์สินให้แก่โจทก์และทรัพย์สินนั้นตกเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471(3)แล้ว จำเลยก็ไม่มีสิทธิในทรัพย์สินนั้นต่อไป โจทก์จำเลยหย่ากัน โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากทรัพย์สินดังกล่าวได้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471(3) ที่บัญญัติให้ทรัพย์สินที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการให้โดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัวนั้น มิได้กำหนดให้ใช้บังคับแต่เฉพาะกรณีที่บุคคลภายนอกเป็นผู้ยกทรัพย์สินให้เท่านั้น แต่ได้รวมถึงกรณีที่สามีภริยายกทรัพย์สินให้แก่กันในระหว่างสมรสด้วย.
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15668 ตำบลปากเพรียว อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรีพร้อมสิ่งปลูกสร้างคือ บ้าน 1 หลัง และโรงงาน 1 โรง จำเลยขออยู่อาศัยในที่ดินและบ้านนั้น บัดนี้โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอาศัยอยู่ต่อไป ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่
จำเลยให้การว่า ที่ดิน บ้าน และโรงงานเป็นสินสมรสของโจทก์จำเลย ต่อมาโจทก์จำเลยหย่ากันแต่ยังไม่ได้แบ่งสินสมรสจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวอยู่กึ่งหนึ่งโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งให้โจทก์แบ่งทรัพย์สินให้จำเลยกึ่งหนึ่ง
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นคนละเรื่องกับฟ้องโจทก์ ไม่ชอบที่ศาลจะรับไว้ และจำเลยได้จดทะเบียนโอนสินสมรสของจำเลยให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอแบ่ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้วพิพากษาขับไล่จำเลยและยกฟ้องแย้ง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) ที่บัญญัติให้ทรัพย์สินที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัวนั้น ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่บุคคลภายนอกเป็นผู้ยกทรัพย์สินให้ ไม่รวมถึงกรณีที่สามีภริยายกทรัพย์สินให้แก่กันในระหว่างสมรสด้วยนั้น เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 15668 ซึ่งเป็นสินสมรสนั้นเดิมมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียว และตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินเอกสารหมายเลข 2 ท้ายฟ้อง มีข้อสัญญาระบุว่าผู้ให้ยอมยกที่ดินทั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้รับเป็นเด็ดขาดแต่วันทำสัญญาเป็นต้นไป แสดงว่าจำเลยมีเจตนายกทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสส่วนของตนทั้งหมดให้แก่โจทก์ โดยโจทก์และจำเลยต่างตกลงแบ่งที่ดินกับสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินคือ บ้าน และโรงงานอันเป็นสินสมรสที่ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันอยู่ออกเป็นสัดส่วนของแต่ละฝ่าย แล้วจำเลยยกทรัพย์สินส่วนของตนทั้งหมดให้แก่โจทก์ ซึ่งจากข้อตกลงดังกล่าวทำให้ที่ดิน บ้านและโรงงานหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสและตกเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายตามสัดส่วนที่ตกลงกัน สัญญานี้เป็นสัญญาระหว่างสมรสที่สมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ เมื่อจำเลยยกทรัพย์สินส่วนของตนทั้งหมดให้แก่โจทก์และโจทก์ได้รับทรัพย์สินมาในระหว่างสมรสเช่นนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1471 (3) ให้ถือว่าทรัพย์ที่ได้มานั้นเป็นสินส่วนตัวดังนั้น ที่ดิน บ้าน และโรงงาน จึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ บทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดให้ใช้บังคับแต่เฉพาะกรณีที่บุคคลภายนอกเป็นผู้ยกทรัพย์สินให้เท่านั้น ฉะนั้น จึงรวมถึงกรณีที่สามีภริยายกทรัพย์สินให้แก่กันด้วยจำเลยจึงไม่มีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวอีกต่อไป เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอาศัยอยู่ จำเลยก็ต้องออกไป
พิพากษายืน.

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

💡 What This Means for You 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ

An agreement about property made between spouses during the marriage is not beyond recall, and this decision does not say otherwise. Section 1469 lets either spouse avoid such an agreement at any time while they are spouses and for one year from the day the marriage ends, without affecting a third person who has dealt with the property in good faith. That right was not in issue here: the appeal argued only that Section 1471 (3) is confined to gifts from an outsider, and by the time this action was brought the parties had already divorced, so any avoidance would have had to be made within a year of the divorce. Decision 186/2565 shows the same limit from the other side. There a husband gave his wife five plots and the gifts of the four she still held were revoked, but the fifth had already been sold to a company before he sued, and the sale stood. So a registered gift between spouses does transfer the property and does leave the donor with nothing, as this decision holds; what it does not do is put the arrangement beyond the reach of Section 1469 while the window is open.
สัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่คู่สมรสทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรสมิใช่ว่าจะเพิกถอนไม่ได้เลย และคำพิพากษานี้ก็มิได้วินิจฉัยเป็นอย่างอื่น มาตรา 1469 ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกล้างสัญญาเช่นว่านั้นได้ในเวลาใดที่ยังเป็นคู่สมรสกันอยู่ หรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นคู่สมรสกัน โดยไม่กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต ประเด็นนี้ไม่ได้ขึ้นสู่การวินิจฉัยในคดีนี้ เพราะฎีกาของจำเลยอ้างเพียงว่ามาตรา 1471 (3) ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่บุคคลภายนอกเป็นผู้ยกให้ และเมื่อฟ้องคดีนี้คู่ความได้หย่ากันแล้ว การบอกล้างจึงต้องกระทำภายในหนึ่งปีนับแต่วันหย่า คำพิพากษาที่ 186/2565 แสดงข้อจำกัดเดียวกันจากอีกด้านหนึ่ง กล่าวคือ สามียกที่ดินให้ภริยา 5 แปลง ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ 4 แปลงที่ภริยายังถือครองอยู่ แต่แปลงที่ห้าถูกขายให้บริษัทไปก่อนฟ้อง การขายจึงสมบูรณ์ ดังนั้น การจดทะเบียนยกให้ระหว่างคู่สมรสย่อมโอนทรัพย์สินและทำให้ผู้ให้ไม่มีสิทธิในทรัพย์นั้นอีก ดังที่คำพิพากษานี้วินิจฉัย แต่ไม่ได้ทำให้ข้อตกลงนั้นพ้นจากมาตรา 1469 ตราบที่ระยะเวลาบอกล้างยังไม่สิ้นไป

Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย

If my spouse transfers marital property to me during the marriage, does it become my separate property? คู่สมรสยกสินสมรสให้แก่กันระหว่างสมรส ทรัพย์นั้นกลายเป็นสินส่วนตัวหรือไม่

It can. Section 1471 (3) makes property acquired by a spouse during the marriage by inheritance or by gift that spouse's separate property, and in Decision 337/2530 the Supreme Court held the subsection is not confined to gifts from an outsider. It covers a gift from one spouse to the other. The husband had signed and registered a deed giving his whole share of the land, house and factory to his wife absolutely, so the property ceased to be marital property and became hers.

เป็นได้ ป.พ.พ. มาตรา 1471 (3) ให้ทรัพย์สินที่สามีภริยาฝ่ายใดได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบทบัญญัตินี้มิได้ใช้บังคับแต่เฉพาะกรณีที่บุคคลภายนอกเป็นผู้ยกให้ แต่รวมถึงกรณีที่สามีภริยายกทรัพย์สินให้แก่กันในระหว่างสมรสด้วย เมื่อจำเลยทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนยกส่วนของตนทั้งหมดให้โจทก์โดยเด็ดขาด ทรัพย์นั้นย่อมหมดสภาพจากการเป็นสินสมรส

After a divorce, can the spouse who made the gift claim a half share back? เมื่อหย่ากันแล้ว ฝ่ายที่ยกทรัพย์สินให้จะกลับมาขอแบ่งกึ่งหนึ่งได้หรือไม่

Not on these facts. Having given his whole share absolutely, the husband retained no right in the property, so his counterclaim for half of it failed, and once the wife no longer wished him to live there he had to leave. The trial court gave judgment for eviction, the Court of Appeal affirmed it, and so did the Supreme Court.

ตามข้อเท็จจริงคดีนี้ไม่ได้ เมื่อจำเลยยกทรัพย์สินส่วนของตนทั้งหมดให้โดยเด็ดขาดแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิในทรัพย์สินนั้นอีกต่อไป ฟ้องแย้งขอแบ่งกึ่งหนึ่งจึงตกไป และเมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอาศัยอยู่ต่อไป จำเลยก็ต้องออกไป ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่ ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน

marital property thailand sin somros sin suan tua interspousal gift thai law section 1474

📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book