Landmark คำพิพากษาสำคัญ Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 3122/2564 คำพิพากษาที่ 3122/2564 2021 (B.E. 2564)

Commercial Leasehold Acquired by a Spouse During Marriage is Presumed Sin Somros Under Section 1474 paragraph two สิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ที่ได้มาในระหว่างสมรส สันนิษฐานว่าเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 วรรคสอง

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Where a leasehold was acquired by the spouses during the marriage and it cannot be established whether the donor gave it to one spouse alone, because there was no written gift naming a recipient or declaring the property sin somros, the case is one of doubt and Section 1474 paragraph two presumes the property to be sin somros. A memorandum in which one spouse gives his share of such property to the other during the marriage is an agreement between spouses under Section 1469, which either spouse may avoid at any time during the marriage or within one year after it ends. A defence pleading that the memorandum does not bind him is itself that avoidance, and a court that so holds does not decide outside the pleadings. Avoidance returns the share given to the other spouse to the marital estate but does not affect the share given under the same memorandum to a third person acting in good faith, here the couple's daughter. On divorce the lease was therefore divided one half to the wife and one quarter each to the husband and the daughter, with partition under Section 1364 failing agreement.

การที่มารดาจำเลยที่ 1 ยกสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ให้ เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็นการให้โดยเป็นหนังสือระบุชัดแจ้งว่ายกให้ผู้ใด หรือระบุว่าเป็นสินสมรส และสิทธิการเช่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส กรณีเป็นที่สงสัย ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส สิทธิการเช่าพิพาทจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 บันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ยกสิทธิการเช่าส่วนของตนให้แก่โจทก์เป็นสัญญาระหว่างสมรสตามมาตรา 1469 ซึ่งคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกล้างได้ในระหว่างสมรสหรือภายในหนึ่งปีนับแต่ขาดจากการสมรส คำให้การที่ปฏิเสธว่าบันทึกข้อตกลงไม่มีผลผูกพันถือเป็นการบอกล้างแล้ว การบอกล้างมีผลให้ส่วนที่ยกให้โจทก์กลับเป็นสินสมรส แต่ไม่กระทบสิทธิของบุตรสาวซึ่งเป็นบุคคลภายนอก สิทธิการเช่าจึงเป็นของโจทก์ครึ่งหนึ่ง และของจำเลยที่ 1 กับบุตรสาวคนละหนึ่งในสี่

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

The wife sued her husband for divorce on the ground of his adultery with the second defendant, claimed compensation from the second defendant, and asked for the leasehold of a three-storey commercial building let by the Port Authority of Thailand to be treated as marital property and transferred to her. The lease had come from the husband's mother, but there was no written gift naming a recipient or declaring it sin somros, and each spouse's account of the gift rested on their own word. After the adultery came to light the husband signed a memorandum on 15 December 2558 giving his share of the lease to the wife and their adult daughter, which he later disowned in his defence as procured by fraud. The trial court granted the divorce and awarded 100,000 baht against the second defendant, and the Court of Appeal for Specialised Cases affirmed, treating the lease as the husband's separate property while finding that the memorandum was not procured by fraud and that he had avoided it as a contract between spouses. On appeal with leave, the Supreme Court held that the lease was acquired during the marriage and, the matter being in doubt, was presumed sin somros under Section 1474 paragraph two. The memorandum was an agreement between spouses which the husband was entitled to avoid under Section 1469, his defence disowning it counted as that avoidance, and neither finding was outside the pleadings. Avoidance returned the share given to the wife to the marital estate but left the share given to the daughter standing, because Section 1469 does not affect a third person acting in good faith. The Court varied the judgment: the wife takes one half of the lease and the husband and daughter one quarter each, to be partitioned between the co-owners under Section 1364 if they cannot agree.
โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 เหตุเป็นชู้กับจำเลยที่ 2 เรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 และขอให้โอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น เลขที่ 23/7 ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยให้แก่โจทก์ในฐานะสินสมรส สิทธิการเช่าพิพาทได้มาจากมารดาจำเลยที่ 1 แต่ไม่ปรากฏหนังสือยกให้ที่ระบุว่ายกให้แก่ผู้ใดหรือระบุว่าเป็นสินสมรส ต่างฝ่ายต่างนำสืบยันกันปากต่อปาก หลังเรื่องชู้สาวปรากฏ จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558 ยกสิทธิการเช่าส่วนของตนให้แก่โจทก์และบุตรสาว แล้วให้การปฏิเสธว่าถูกฉ้อฉลและจะบอกล้าง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าและให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทน 100,000 บาท ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนโดยฟังว่าสิทธิการเช่าเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า สิทธิการเช่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสและกรณีเป็นที่สงสัย จึงต้องสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 วรรคสอง บันทึกข้อตกลงเป็นสัญญาระหว่างสมรสซึ่งจำเลยที่ 1 บอกล้างได้ตามมาตรา 1469 และคำให้การของจำเลยที่ 1 ถือเป็นการบอกล้างแล้ว ส่วนที่ยกให้โจทก์จึงกลับเป็นสินสมรส แต่ส่วนที่ยกให้บุตรสาวซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคงมีผล พิพากษาแก้ให้สิทธิการเช่าเป็นของโจทก์ครึ่งหนึ่ง ของจำเลยที่ 1 และบุตรสาวคนละหนึ่งในสี่ หากตกลงแบ่งกันไม่ได้ให้จัดการตามมาตรา 1364

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Where a leasehold was acquired by the spouses during the marriage and it cannot be established whether the donor gave it to one spouse alone, because there was no written gift naming a recipient or declaring the property sin somros, the case is one of doubt and Section 1474 paragraph two presumes the property to be sin somros. A memorandum in which one spouse gives his share of such property to the other during the marriage is an agreement between spouses under Section 1469, which either spouse may avoid at any time during the marriage or within one year after it ends. A defence pleading that the memorandum does not bind him is itself that avoidance, and a court that so holds does not decide outside the pleadings. Avoidance returns the share given to the other spouse to the marital estate but does not affect the share given under the same memorandum to a third person acting in good faith, here the couple's daughter. On divorce the lease was therefore divided one half to the wife and one quarter each to the husband and the daughter, with partition under Section 1364 failing agreement.
การที่มารดาจำเลยที่ 1 ยกสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ให้ เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็นการให้โดยเป็นหนังสือระบุชัดแจ้งว่ายกให้ผู้ใด หรือระบุว่าเป็นสินสมรส และสิทธิการเช่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส กรณีเป็นที่สงสัย ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส สิทธิการเช่าพิพาทจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 บันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ยกสิทธิการเช่าส่วนของตนให้แก่โจทก์เป็นสัญญาระหว่างสมรสตามมาตรา 1469 ซึ่งคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกล้างได้ในระหว่างสมรสหรือภายในหนึ่งปีนับแต่ขาดจากการสมรส คำให้การที่ปฏิเสธว่าบันทึกข้อตกลงไม่มีผลผูกพันถือเป็นการบอกล้างแล้ว การบอกล้างมีผลให้ส่วนที่ยกให้โจทก์กลับเป็นสินสมรส แต่ไม่กระทบสิทธิของบุตรสาวซึ่งเป็นบุคคลภายนอก สิทธิการเช่าจึงเป็นของโจทก์ครึ่งหนึ่ง และของจำเลยที่ 1 กับบุตรสาวคนละหนึ่งในสี่

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 3122/2564. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3122/2564 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

การที่มารดาจำเลยที่ 1 ยกสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ให้ เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็นการให้โดยเป็นหนังสือระบุว่ายกให้แก่ผู้ใด และหนังสือยกให้นั้นระบุว่าเป็นสินสมรส การจะฟังว่ามารดาจำเลยที่ 1 ยกให้โจทก์หรือจำเลยที่ 1 ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมไม่อาจรับฟังได้โดยถนัดนัก แต่สิทธิการเช่าเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้มาในระหว่างสมรส และกรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง บัญญัติว่า ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส เช่นนี้จึงต้องฟังว่า สิทธิการเช่าที่พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยที่ 1 และมีคำขอให้แบ่งสินสมรสและคืนสินส่วนตัวคือ สิทธิการเช่าพิพาทแก่โจทก์และ ธ. ซึ่งเป็นบุตรโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามบันทึกข้อตกลง จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์สมคบกับบุคคลภายนอกฉ้อฉลหลอกลวงจำเลยที่ 1 ให้ทำบันทึกข้อตกลง และไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 อ่านข้อความก่อนลงลายมือชื่อ จำเลยที่ 1 ยินยอมทำเอกสารดังกล่าวเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้คบชู้กับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลเป็นการแสดงเจตนาที่แท้จริงของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 จะดำเนินการบอกล้างตามกฎหมายต่อไป เช่นนี้ ตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 ย่อมมีประเด็นข้อพิพาทว่า บันทึกข้อตกลงในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิการเช่าพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ยกสิทธิการเช่าพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์นั้นเป็นสัญญาระหว่างสมรสและมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 หรือไม่ ทั้งตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 จะดำเนินการบอกล้างตามกฎหมาย ซึ่งหมายถึงจำเลยที่ 1 จะดำเนินการบอกล้างการแสดงเจตนาที่จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวตามที่ให้การว่าถูกโจทก์กับพวกฉ้อฉลหลอกลวงก็ตาม แต่คำให้การของจำเลยที่ 1 ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นคำให้การที่ปฏิเสธว่าบันทึกข้อตกลงไม่มีผลบังคับแก่จำเลย เท่ากับเป็นการบอกล้างบันทึกข้อตกลงดังกล่าวให้ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และโจทก์ ซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาท ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงเป็นสัญญาระหว่างสมรสและหยิบยกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ขึ้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ได้บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสแล้ว หาได้เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ และถือว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 มีประเด็นการบอกล้างบันทึกข้อตกลงแล้ว สิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิใช่สินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องหย่าขาดจากกัน คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในเรื่องการแบ่งสินสมรส ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ถูกโจทก์กับ ธ. ร่วมกันฉ้อฉล และมีผลผูกพันสินสมรสเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 เพียงครึ่งหนึ่งที่ยกให้โจทก์และ ธ. อีกครึ่งหนึ่งเป็นสินสมรสในส่วนของโจทก์ และส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ยกให้ ธ. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนั้นมีลักษณะเป็นการให้ เมื่อจำเลยที่ 1 บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสที่ทำไว้กับโจทก์แล้วเช่นนี้ ย่อมมีผลให้สิทธิการเช่าพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ยกให้แก่โจทก์กลับมาเป็นสินสมรสดังเดิม เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน สิทธิการเช่าพิพาทดังกล่าวต้องแบ่งให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 คนละครึ่งหนึ่ง โดยส่วนของจำเลยที่ 1 ครึ่งหนึ่งได้ตกเป็นสิทธิของ ธ. ไปแล้ว เท่ากับจำเลยที่ 1 และ ธ. มีส่วนแบ่งคนละหนึ่งในสี่ของสิทธิการเช่าพิพาท กรณีเช่นนี้เป็นเรื่องของการปรับบทกฎหมายในเรื่องการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและการแบ่งสินสมรส ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานอันเป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่คู่ความนำมาสืบ มิใช่เป็นการวินิจฉัยถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอันจะเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นอย่างใดไม่ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับโจทก์แบ่งสินสมรสและคืนสินส่วนตัวคือจดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 23/7 ต่อการท่าเรือแห่งประเทศไทยให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ ขอถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา กับให้โจทก์เพียงผู้เดียวมีอำนาจทำบัญชีทรัพย์สินเพื่อแบ่งสินสมรสและคืนสินส่วนตัว ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 20,000 บาท ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 ถึงเดือนสิงหาคม 2559 เป็นเงิน 220,000 บาท และ เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิต ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองกราบขอโทษโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทน 100,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกัน เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2530 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนางสาว ธ. เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2531 จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้ถือสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 1 ห้อง เลขที่ 23/7 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยผู้ให้เช่า ต่อมาเดือนตุลาคม 2558 โจทก์และนางสาว ธ. สืบทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นชู้กับจำเลยที่ 2 หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่อยมาและเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558 โจทก์ จำเลยที่ 1 และนางสาว ธ. ทำบันทึกข้อตกลงโดยมีข้อความว่า "สัญญาฉบับนี้ทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1...ผู้ให้สัญญาฝ่ายหนึ่งกับโจทก์และนางสาว ธ. ...ผู้รับสัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ผู้ให้สัญญาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์สินดังต่อไปนี้ 1. สิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 1 ห้อง เลขที่ 23/7... คู่สัญญาได้ตกลงทำสัญญากันดังต่อไปนี้ ข้อ 1. ผู้ให้สัญญายอมยกทรัพย์สินดังกล่าวทั้งหมดในส่วนของผู้ให้สัญญาให้แก่ผู้รับสัญญาเด็ดขาดนับแต่วันทำสัญญาฉบับนี้และผู้รับสัญญาตกลงรับเอา ทรัพย์สินดังกล่าวตามสัญญาฉบับนี้...และข้อ 4 ผู้ให้สัญญาตกลงยินยอมว่าในกรณีที่ผู้ให้สัญญาประพฤติผิดนัดผิดสัญญานี้ในข้อหนึ่งข้อใดผู้ให้สัญญายินยอมให้ผู้รับสัญญาใช้สิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อบังคับให้ผู้ให้สัญญาปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงนี้โดยทันที โดยทั้งนี้ผู้ให้สัญญาตกลงยินยอมเป็นผู้รับผิดชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมศาลเป็นต้น แทนผู้รับสัญญา...ลงชื่อจำเลยที่ 1 ผู้ให้สัญญาโจทก์ และนางสาว ธ. ผู้รับสัญญา และมีพยานลงลายมือชื่อสองคน" ประเด็นเรื่องเหตุแห่งการหย่านั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 ในทำนองชู้สาวซึ่งเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) ประเด็นเรื่องค่าทดแทนและค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์นั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 100,000 บาท สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนวันฟ้องและนับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิตนั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าเจตนาของโจทก์ที่เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูมานับแต่วันฟ้องด้วยนั้นเห็นเจตนาของโจทก์ว่าประสงค์ขอค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยที่ 1 นั่นเอง แล้วศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าไม่สมควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ ฎีกาในประเด็นที่ว่า สิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสในการให้สิทธิการเช่าพิพาทนั้นเป็นการนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่และคำให้การของจำเลยที่ 1 เป็นการบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสดังกล่าวแล้วหรือไม่ และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาประการเดียวว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ว่าสิทธิการเช่าเป็นของบุคคลภายนอกด้วยเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ ส่วนฎีกาโจทก์ในประเด็นอื่นที่ว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 20,000 บาท ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด หนี้กระทำการที่โจทก์ขอศาลให้มีคำสั่งบังคับจำเลยทั้งสองกราบขอโทษโจทก์นั้น ศาลจะพิพากษาให้ได้หรือไม่ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้วินิจฉัยประเด็นที่โจทก์ ขอให้ตั้งโจทก์ผู้เดียวจัดทำบัญชีทรัพย์สินเพื่อแบ่งสินสมรสและคืนสินส่วนตัวนั้น ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยไว้แล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหน้า 10 ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาที่ว่า สิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ และจำเลยที่ 1 ตรงกันว่า สิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ 3 ชั้นเลขที่ 23/7 พิพาท เดิมเป็นของมารดาจำเลยที่ 1 ที่ทำสัญญาเช่ากับการท่าเรือแห่งประเทศไทย และในปี 2530 เมื่อจำเลยที่ 1 สมรสกับโจทก์ได้พักอาศัยด้วยกันกับมารดาจำเลยที่ 1 ที่อาคารพิพาท โจทก์นำสืบว่า มารดาจำเลยที่ 1 ได้ยกสิทธิการเช่าพิพาทให้เป็นสินสมรสของจำเลยที่ 1 กับโจทก์เพื่อค้าขายอาหารตามสั่ง โดยมีเงื่อนไขว่า จำเลยที่ 1 กับโจทก์จะต้องเลี้ยงดูมารดา จำเลยที่ 1 ไปตลอดชีวิตและต้องจ่ายค่าเช่าและต่อสัญญาเช่ากับการท่าเรือแห่งประเทศไทย ส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบว่า มารดาจำเลยที่ 1 ทำการค้าขายที่อาคารพิพาท ก่อนถึงแก่กรรม มารดาจำเลยที่ 1 ได้ยกสิทธิการเช่าพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ก่อนสมรสกัน โจทก์ไม่มีสินส่วนตัวมาก่อน โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างอ้างตนเองเป็น พยานนำสืบยันกันปากต่อปากโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็น การให้โดยเป็นหนังสือระบุว่ายกให้แก่ผู้ใด และหนังสือยกให้นั้นระบุว่าเป็นสินสมรส การจะฟังว่ามารดาจำเลยที่ 1 ยกให้โจทก์หรือจำเลยที่ 1 ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมไม่อาจ รับฟังได้โดยถนัดนัก แต่สิทธิการเช่าพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้มาในระหว่างสมรส และกรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง บัญญัติว่าให้สันนิษฐาน ไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส เช่นนี้จึงต้องฟังว่าสิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษฟังว่าสิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ว่า สิทธิการเช่าเป็นของบุคคลภายนอกด้วยเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เมื่อสิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิใช่สินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องหย่าขาดจากกัน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในเรื่องการแบ่งสินสมรสตามที่โจทก์ขอมาท้ายคำฟ้องฎีกา ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงเอกสารท้ายฟ้องที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ถูกโจทก์กับนางสาว ธ. ร่วมกันฉ้อฉลและมีผลผูกพันสินสมรสเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 เพียงครึ่งหนึ่งที่ยกให้โจทก์และนางสาว ธ. ร่วมกันอีกครึ่งหนึ่งเป็นสินสมรสในส่วนของโจทก์และส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ยกให้นางสาว ธ. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนั้นมีลักษณะเป็นการให้ เมื่อจำเลยที่ 1 บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสที่ทำไว้กับโจทก์แล้วเช่นนี้ ย่อมมีผลให้สิทธิการเช่าพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ยกให้แก่โจทก์กลับมาเป็นสินสมรสดังเดิม เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน สิทธิการเช่าพิพาทดังกล่าวต้องแบ่งให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 คนละครึ่งหนึ่งโดยส่วนของจำเลยที่ 1 ครึ่งหนึ่งได้ตกเป็นสิทธิของ นางสาว ธ. ไปแล้ว เท่ากับจำเลยที่ 1 และนางสาว ธ. มีส่วนแบ่งคนละหนึ่งในสี่ของ สิทธิการเช่าพิพาทกรณีเช่นนี้เป็นเรื่องของการปรับบทกฎหมายในเรื่องการแบ่งกรรมสิทธิ์รวม และการแบ่งสินสมรสตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานอันเป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่คู่ความนำมาสืบ มิใช่เป็นการวินิจฉัยถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอันจะเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นอย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า สิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 1 ห้อง เลขที่ 23/7 เป็นของโจทก์ครึ่งหนึ่ง และของจำเลยที่ 1 กับนางสาว ธ. คนละหนึ่งในสี่ ให้แบ่งกันในระหว่างเจ้าของรวมหากไม่ตกลงกันให้จัดการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย

What is the legal principle in Decision 3122/2564? คำพิพากษาฎีกาที่ 3122/2564 วินิจฉัยอย่างไร?

Where a leasehold was acquired by the spouses during the marriage and it cannot be established whether the donor gave it to one spouse alone, because there was no written gift naming a recipient or declaring the property sin somros, the case is one of doubt and Section 1474 paragraph two presumes the property to be sin somros. A memorandum in which one spouse gives his share of such property to the other during the marriage is an agreement between spouses under Section 1469, which either spouse may avoid at any time during the marriage or within one year after it ends. A defence pleading that the memorandum does not bind him is itself that avoidance, and a court that so holds does not decide outside the pleadings. Avoidance returns the share given to the other spouse to the marital estate but does not affect the share given under the same memorandum to a third person acting in good faith, here the couple's daughter. On divorce the lease was therefore divided one half to the wife and one quarter each to the husband and the daughter, with partition under Section 1364 failing agreement.

การที่มารดาจำเลยที่ 1 ยกสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ให้ เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็นการให้โดยเป็นหนังสือระบุชัดแจ้งว่ายกให้ผู้ใด หรือระบุว่าเป็นสินสมรส และสิทธิการเช่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส กรณีเป็นที่สงสัย ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส สิทธิการเช่าพิพาทจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 บันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ยกสิทธิการเช่าส่วนของตนให้แก่โจทก์เป็นสัญญาระหว่างสมรสตามมาตรา 1469 ซึ่งคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกล้างได้ในระหว่างสมรสหรือภายในหนึ่งปีนับแต่ขาดจากการสมรส คำให้การที่ปฏิเสธว่าบันทึกข้อตกลงไม่มีผลผูกพันถือเป็นการบอกล้างแล้ว การบอกล้างมีผลให้ส่วนที่ยกให้โจทก์กลับเป็นสินสมรส แต่ไม่กระทบสิทธิของบุตรสาวซึ่งเป็นบุคคลภายนอก สิทธิการเช่าจึงเป็นของโจทก์ครึ่งหนึ่ง และของจำเลยที่ 1 กับบุตรสาวคนละหนึ่งในสี่

Which CCC sections make a lease right acquired during marriage marital property? มาตราใดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทำให้สิทธิการเช่าที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรส

Section 1474 paragraph two: in case of doubt, property acquired during marriage is presumed sin somros. Section 1469 governed a different point, the husband's memorandum giving his share to his wife and daughter, an agreement between spouses that he was entitled to avoid.

มาตรา 1474 วรรคสอง เมื่อกรณีเป็นที่สงสัยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรส ส่วนมาตรา 1469 ใช้กับบันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ยกส่วนของตนให้แก่โจทก์และบุตรสาว ซึ่งเป็นสัญญาระหว่างสมรสที่บอกล้างได้

leasehold during marriage thailand section 1474 ccc sin somros presumption thailand marital lease right thailand

📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book