Premeditated murder requires evidence of prior deliberation and planning before the act คำพิพากษาฎีกาที่ 5764/2543: จำเลยฆ่าผู้ตายระหว่างการทะเลาะวิวาทที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โจทก์ฟ้องว
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The Supreme Court held that premeditated murder requires evidence of prior deliberation and planning before the act. A spontaneous killing arising from a sudden quarrel, even if committed with clear intent to kill, constitutes murder under Section 288 but not premeditated murder under Section 289. Premeditation requires proof that the defendant formed the plan to kill before the immediate provocation and took preparatory steps toward that end.
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนต้องมีพยานหลักฐานแสดงว่าจำเลยได้คิดไตร่ตรองวางแผนไว้ล่วงหน้า การฆ่าที่เกิดขึ้นจากการวิวาทกันอย่างฉับพลัน แม้จะมีเจตนาฆ่าชัดแจ้ง ก็เป็นเพียงความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 ไม่ใช่ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา 289
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The Supreme Court held that premeditated murder requires evidence of prior deliberation and planning before the act. A spontaneous killing arising from a sudden quarrel, even if committed with clear intent to kill, constitutes murder under Section 288 but not premeditated murder under Section 289. Premeditation requires proof that the defendant formed the plan to kill before the immediate provocation and took preparatory steps toward that end.
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนต้องมีพยานหลักฐานแสดงว่าจำเลยได้คิดไตร่ตรองวางแผนไว้ล่วงหน้า การฆ่าที่เกิดขึ้นจากการวิวาทกันอย่างฉับพลัน แม้จะมีเจตนาฆ่าชัดแจ้ง ก็เป็นเพียงความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 ไม่ใช่ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา 289
Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 5764/2543. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5764/2543 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
Year: 2000 (B.E. 2543)
Relevant Code Sections: Criminal — Section(s) 288, 289
SUMMARY
The defendant killed the deceased during a heated argument that arose suddenly. The prosecution charged premeditated murder under Section 289. The Supreme Court held that premeditated murder requires evidence of prior deliberation and planning before the act. A spontaneous killing arising from a sudden quarrel, even if committed with clear intent to kill, constitutes murder under Section 288 but not premeditated murder under Section 289. Premeditation requires proof that the defendant formed the plan to kill before the immediate provocation and took preparatory steps toward that end.
FACTS OF THE CASE
The defendant killed the deceased during a heated argument that arose suddenly. The prosecution charged premeditated murder under Section 289.
COURT'S HOLDING
The Supreme Court held that premeditated murder requires evidence of prior deliberation and planning before the act. A spontaneous killing arising from a sudden quarrel, even if committed with clear intent to kill, constitutes murder under Section 288 but not premeditated murder under Section 289. Premeditation requires proof that the defendant formed the plan to kill before the immediate provocation and took preparatory steps toward that end.
LEGAL ANALYSIS
The Supreme Court held that premeditated murder requires evidence of prior deliberation and planning before the act. A spontaneous killing arising from a sudden quarrel, even if committed with clear intent to kill, constitutes murder under Section 288 but not premeditated murder under Section 289. Premeditation requires proof that the defendant formed the plan to kill before the immediate provocation and took preparatory steps toward that end.
PRACTICAL IMPLICATIONS
Criminal intent is assessed from all surrounding circumstances including the weapon used and body parts targeted. Defendants should preserve all evidence showing lack of intent to kill.
---
Note: This is an English-language summary of the Thai original judgment.
For the authoritative Thai text, please refer to the Thai version above
or visit deka.supremecourt.or.th.
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3
โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องว่า จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นลูกจ้าง โดยโจทก์ทั้งสามไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสามทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาครบ 1 ปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน และมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน แต่จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสามเพียงบางส่วน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 106,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 20,000 บาทโจทก์ที่ 3 จำนวน 22,000 บาท และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 53,000 บาท โจทก์ที่ 2จำนวน 10,000 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 11,000 บาท
จำเลยทั้งสามสำนวนให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลยประจำโครงการก่อสร้างสำนักงานการไฟฟ้านครหลวงเขตบางเขน โจทก์ที่ 1 เป็นวิศวกรโครงการ มีหน้าที่ควบคุมดูแลและอนุมัติเงินสดของจำเลยที่หน่วยงานเพื่อใช้ในกิจการของจำเลยได้ร่วมกับโจทก์ที่ 3 พนักงานบัญชีทุจริตยักยอกเงินของจำเลยหลายครั้งรวมเป็นเงินจำนวน 170,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเลขานุการมีหน้าที่ตรวจนับจำนวนคนงานที่มาทำงานให้แก่จำเลย ได้ทุจริตต่อหน้าที่โดยบันทึกจำนวนแรงงานที่ทำงานเกินความเป็นจริงคิดเป็นค่าแรงซึ่งไม่ได้มีการทำงานจำนวน 47,000 บาท โจทก์ที่ 2รับเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของตนเอง โดยโจทก์ที่ 1 ได้อนุมัติการเบิกจ่ายเงินค่าแรงโดยรู้แล้วว่าเป็นเท็จจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสาม พร้อมฟ้องแย้งให้โจทก์ที่ 1 และที่ 3ร่วมกันชดใช้เงินที่ได้ยักยอกไปจำนวน 170,000 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 31สิงหาคม 2540 จนกว่าโจทก์ทั้งสองจะชำระเสร็จกับให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้เงินที่ได้ยักยอกไปจำนวน 47,000 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยตามฟ้องแย้ง
โจทก์ทั้งสามให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง
ระหว่างสืบพยานจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อน จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การและยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2541 ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การ และไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้แก้คำให้การและโต้แย้งคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี เดิมศาลแรงงานกลางสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ต่อมาศาลแรงงานกลางเห็นว่าขณะจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ศาลแรงงานกลางยังไม่มีคำพิพากษา จำเลยไม่อาจยื่นอุทธรณ์คำสั่ง จึงให้เพิกถอนคำสั่งที่สั่งรับอุทธรณ์คำสั่ง เป็นไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย
ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า สำหรับประเด็นที่ว่าโจทก์ทั้งสามทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ และโจทก์ทั้งสามกระทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งให้แก่จำเลยหรือไม่นั้น จำเลยไม่มีพยานหลักฐานแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสามทุจริตต่อหน้าที่และทำให้จำเลยเสียหายแต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังจากโครงการก่อสร้างสำนักงานการไฟฟ้านครหลวงเขตบางเขน เสร็จแล้ว จำเลยไม่มีงานให้โจทก์ทั้งสามทำ สภาพเศรษฐกิจไม่ดี จำเลยประมูลงานอื่นได้แต่ค่าวัสดุก่อสร้างสูงขึ้นจึงจะคืนงานที่ประมูลได้ดังกล่าวเหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเนื่องจากจำเลยไม่มีงานไม่เกี่ยวกับใบเบิกเงินสดย่อย คดีฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งสาม พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินแก่โจทก์ที่ 1จำนวน 159,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 30,000 บาท และโจทก์ที่ 3 จำนวน 33,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้ง
จำเลยทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ แต่ศาลแรงงานกลางไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การ จำเลยมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ทันทีเดิมศาลแรงงานกลางสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไว้ต่อมาได้เพิกถอนคำสั่งเป็นไม่รับอุทธรณ์คำสั่งย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่าแม้ศาลแรงงานกลางสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การ มีผลเป็นการสั่งไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228(3) จำเลยย่อมอุทธรณ์คำสั่งได้ทันทีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 228 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 แต่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลแรงงานกลางก็เพื่อให้ศาลฎีกาสั่งให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอแก้ไขคำให้การดังกล่าวของจำเลยไว้พิจารณาปรากฏว่าหลังจากศาลแรงงานกลางสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมเป็นไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยได้อุทธรณ์ประเด็นข้อนี้รวมมากับอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง และศาลแรงงานกลางก็สั่งรับอุทธรณ์ข้อนี้ไว้ด้วย ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ และเห็นว่าที่จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การโดยอ้างว่าเพิ่งตรวจพบเอกสารและได้รับแจ้งจากการไฟฟ้านครหลวง จึงขอเพิ่มเติมคำให้การว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย และขณะที่โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างจำเลย โจทก์ที่ 1 และที่ 3 มาทำงานสายเป็นประจำอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานฟ้องโจทก์ทั้งสามเคลือบคลุม และโจทก์ทั้งสามได้ร้องต่อเจ้าหน้าที่แรงงานเขตบางเขน จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น แม้จำเลยอ้างว่าเพิ่งทราบการกระทำความผิดของโจทก์ทั้งสามหลังจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามแล้ว แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังว่า ร้อยตรีอารยันต์อำมาตย์โยธิน พยานจำเลยเป็นผู้แจ้งการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามว่าเหตุที่จำเลยเลิกจ้างเนื่องจากจำเลยไม่มีงานให้โจทก์ทั้งสามทำ ดังนั้น ขณะจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามจำเลยมิได้ติดใจหรือถือว่าโจทก์ทั้งสามกระทำความผิดแต่อย่างใดจำเลยจะยกเหตุซึ่งอ้างว่าเพิ่งทราบการกระทำความผิดของโจทก์ทั้งสามหลังจากเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามแล้วขึ้นเป็นข้อต่อสู้เพื่อให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดในการจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหาได้ไม่ แม้ศาลฎีกาจะอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงได้คดีไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การตามที่จำเลยอ้าง
จำเลยอุทธรณ์เป็นประการสุดท้ายว่า จำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีเนื่องจากบุตรสาวทนายจำเลยป่วย กรณีมีเหตุจำเป็นแต่ศาลแรงงานกลางไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยเนื่องจากจำเลยขอเลื่อนคดีมาหลายครั้งแล้ว ทั้งจำเลยเคยแถลงต่อศาลแรงงานกลางว่าจะสืบพยานจำเลยให้เสร็จภายในเดือนมีนาคม 2541 หากไม่อาจสืบพยานได้ทันภายในกำหนดให้ถือว่าไม่ติดใจสืบพยานจำเลยอีกต่อไปเช่นนี้ อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจของศาลแรงงานกลางในการพิจารณาว่าสมควรจะอนุญาตให้เลื่อนคดีหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
พิพากษายืน
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
💡 What This Means for You 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ
Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย
How does the Thai Supreme Court distinguish murder from bodily harm causing death? ศาลฎีกาแยกความแตกต่างระหว่างฆาตกรรมกับทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตายอย่างไร?
In Decision 5764/2543, The Supreme Court held that premeditated murder requires evidence of prior deliberation and planning before the act. A spontaneous killing arising from a sudden quarrel, even if committed with clear intent to kill, constitutes murder under Section 288 but not premeditated murder under Section 289. P
ศาลฎีกาวินิจฉัยในคำพิพากษาที่ 5764/2543 เกี่ยวกับมาตรา 288, 289
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content — including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis — is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต