Landmark คำพิพากษาสำคัญ Criminal Codeป.อ. Decision 9/2543 คำพิพากษาที่ 9/2543 2000 (B.E. 2543)

The theft of the card is completed upon taking it (theft under คำพิพากษาฎีกาที่ 9/2543: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การลักบัตร ATM แล้วนำไปถอนเงิน เป็นความผิดสองกรรมแย

Criminal Code Sections: มาตรา ป.อ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

The theft of the card is completed upon taking it (theft under Section 334), while using the stolen card to withdraw money is a separate offense of electronic card misuse under Section 269/5. Each offense has different criminal intent and involves different property.

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การลักบัตร ATM แล้วนำไปถอนเงิน เป็นความผิดสองกรรมแยกจากกัน การลักบัตรเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 ส่วนการใช้บัตรถอนเงินเป็นความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบตามมาตรา 269/5 เนื่องจากเจตนาและทรัพย์ที่เกี่ยวข้องต่างกัน

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

The Supreme Court established that stealing an ATM card and subsequently withdrawing funds constitutes two separate offenses. The theft of the card is completed upon taking it (theft under Section 334), while using the stolen card to withdraw money is a separate offense of electronic card misuse under Section 269/5. Each offense has different criminal intent and involves different property.
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การลักบัตร ATM แล้วนำไปถอนเงิน เป็นความผิดสองกรรมแยกจากกัน การลักบัตรเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 ส่วนการใช้บัตรถอนเงินเป็นความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบตามมาตรา 269/5 เนื่องจากเจตนาและทรัพย์ที่เกี่ยวข้องต่างกัน

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

The Supreme Court established that stealing an ATM card and subsequently withdrawing funds constitutes two separate offenses.
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การลักบัตร ATM แล้วนำไปถอนเงิน เป็นความผิดสองกรรมแยกจากกัน การลักบัตรเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 ส่วน

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

The theft of the card is completed upon taking it (theft under Section 334), while using the stolen card to withdraw money is a separate offense of electronic card misuse under Section 269/5. Each offense has different criminal intent and involves different property.
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การลักบัตร ATM แล้วนำไปถอนเงิน เป็นความผิดสองกรรมแยกจากกัน การลักบัตรเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 ส่วนการใช้บัตรถอนเงินเป็นความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบตามมาตรา 269/5 เนื่องจากเจตนาและทรัพย์ที่เกี่ยวข้องต่างกัน

Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย

The theft of the card is completed upon taking it (theft under Section 334), while using the stolen card to withdraw money is a separate offense of electronic card misuse under Section 269/5. Each offense has different criminal intent and involves different property.
การใช้บัตรถอนเงินเป็นความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบตามมาตรา 269/5 เนื่องจากเจตนาและทรัพย์ที่เกี่ยวข้องต่างกัน

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 9/2543. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9/2543 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

SUPREME COURT DECISION No. 9/2543
Year: 2000 (B.E. 2543)
Relevant Code Sections: Criminal — Section(s) 269/5, 334

SUMMARY
The Supreme Court established that stealing an ATM card and subsequently withdrawing funds constitutes two separate offenses. The theft of the card is completed upon taking it (theft under Section 334), while using the stolen card to withdraw money is a separate offense of electronic card misuse under Section 269/5. Each offense has different criminal intent and involves different property.

FACTS OF THE CASE
The Supreme Court established that stealing an ATM card and subsequently withdrawing funds constitutes two separate offenses.

COURT'S HOLDING
The theft of the card is completed upon taking it (theft under Section 334), while using the stolen card to withdraw money is a separate offense of electronic card misuse under Section 269/5. Each offense has different criminal intent and involves different property.

LEGAL ANALYSIS
The theft of the card is completed upon taking it (theft under Section 334), while using the stolen card to withdraw money is a separate offense of electronic card misuse under Section 269/5. Each offense has different criminal intent and involves different property.

PRACTICAL IMPLICATIONS
Document and electronic card offenses require proof of knowledge and intent. Ensure all electronic transactions are properly documented.

---
Note: This is an English-language summary of the Thai original judgment.
For the authoritative Thai text, please refer to the Thai version above
or visit deka.supremecourt.or.th.
การที่จำเลยลักเอาบัตรเอ.ที.เอ็ม.ไปจากผู้เสียหายแล้วนำบัตรเอ.ที.เอ็มดังกล่าวไปลักเอาเงินของผู้เสียหาย โดยผ่านเครื่องฝากถอนเงินนั้น ทรัพย์ที่จำเลยลักเป็นทรัพย์คนละประเภทและเป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมต่างวาระ การลักเอาบัตรเอ.ที.เอ็ม. ไป กับการลักเงินจึงเป็นความผิดหลายกรรม
การที่จำเลยลักเอาบัตรเอ.ที.เอ็ม. ของผู้เสียหายไปนั้นเป็นความผิดทั้งฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักกว่าความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 ต้องลงโทษจำเลยตามมาตรา 188
บัตรเอ.ที.เอ็ม. ของผู้เสียหาย 2 ใบ เป็นบัตรต่างธนาคารกัน และเงินฝากของผู้เสียหายที่ถูกลักไปก็เป็นเงินฝากในบัญชีต่างธนาคารกันด้วย เจตนาในการกระทำผิดของจำเลยจึงแยกจากกันได้ตามความมุ่งหมายในการใช้บัตรแต่ละใบการกระทำของจำเลยที่ใช้บัตรเอ.ที.เอ็ม. 2 ใบ ของผู้เสียหายแล้วลักเอาเงินฝากของผู้เสียหายต่างบัญชีกันแม้จะทำต่อเนื่องกันก็เป็นความผิดสองกรรม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้เอาไปเสียซึ่งบัตรถอนเงินสด (บัตรเอ.ที.เอ็ม.) อันเป็นเอกสารสิทธิซึ่งธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาธนบุรี และธนาคารทหารไทย จำกัดสาขาโชคชัย 4 ออกให้แก่นายสุนทร บุนนาค ผู้เสียหายรวม 2 ใบ มูลค่ารวม 200 บาท ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ธนาคารทหารไทยจำกัด และผู้เสียหายหรือประชาชน ต่อมาจำเลยนำบัตรเอ.ที.เอ็ม. ที่เอาไปดังกล่าวไปลักเอาเงินของผู้เสียหายโดยผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติรวม 11 ครั้งเป็นเงินรวม 97,300 บาท ไปเป็นของตนโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 188, 334, 91 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 97,300 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 334 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานเอาเอกสารของผู้อื่นไปให้จำคุก 2 ปี ฐานลักทรัพย์ 2 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปีรวมเป็นจำคุก 8 ปี ให้จำเลยคืนบัตรเอ.ที.เอ็ม. 2 ใบ หรือใช้เงิน 200 บาท และคืนเงิน 97,300 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ในการบังคับคดีไม่จำต้องดำเนินการบังคับให้จำเลยต้องคืนบัตรเอ.ที.เอ็ม. 2 ใบ เสียก่อน
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ระหว่างที่นายสุนทร บุนนาคผู้เสียหายเข้าพักรักษาตัวที่ห้องพักผู้ป่วยของโรงพยาบาลพญาไท 2 จำเลยได้เอาบัตรเอ.ที.เอ็ม. 2 ใบ ของผู้เสียหายพร้อมด้วยรหัสของบัตรซึ่งอยู่ในกระเป๋าสตางค์และเก็บไว้ในห้องพักผู้ป่วยไป แล้วจำเลยใช้บัตรเอ.ที.เอ็ม. ทั้ง 2 ใบดังกล่าวถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติจำนวน 11 ครั้ง เป็นเงินรวม 97,300 บาทและธนาคารได้ตัดยอดเงินดังกล่าวจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายแล้ว จำเลยฎีกาประการแรกว่า บัตรเอ.ที.เอ็ม. 2 ใบดังกล่าว โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่ามีข้อความใดปรากฏอยู่บ้าง ย่อมรับฟังไม่ได้ว่าบัตรเอ.ที.เอ็ม. เป็นเอกสาร จึงลงโทษจำเลยฐานเอาเอกสารของผู้อื่นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ไม่ได้ เห็นว่าจำเลยมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นโต้เถียงในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสองไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า การลักบัตรเอ.ที.เอ็ม.แล้วจำเลยใช้บัตรเอ.ที.เอ็ม. ของผู้เสียหายทั้ง 2 ใบ ไปลักเอาเงินสดของผู้เสียหายเป็นการกระทำกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยลักเอาบัตรเอ.ที.เอ็ม. ไปจากผู้เสียหาย แล้วนำบัตรเอ.ที.เอ็ม. ของผู้เสียหายดังกล่าวไปลักเอาเงินของผู้เสียหายโดยผ่านเครื่องฝากถอนเงินนั้น ทรัพย์ที่จำเลยลักเป็นทรัพย์คนละประเภทและเป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมต่างวาระ การลักเอาบัตรเอ.ที.เอ็ม. ไป กับการลักเงินจึงเป็นความผิดหลายกรรม ส่วนฎีกาของจำเลยที่อ้างว่าจำเลยมีเจตนาแต่เพียงจะลักเงินของผู้เสียหาย การลักบัตรเอ.ที.เอ็ม. ก็เพื่อลักเงินจึงต้องลงโทษฐานลักบัตรเอ.ที.เอ็ม เพียงกรรมเดียว เมื่อเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้นเห็นว่า การที่จำเลยลักเอาบัตรเอ.ที.เอ็ม. ของผู้เสียหายไปนั้น เป็นความผิดทั้งฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามมาตรา 188 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท จึงเป็นบทที่มีโทษหนักกว่าความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งมาตรา 334 ให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6,000 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 188 สำหรับความผิดที่จำเลยเอาบัตรเอ.ที.เอ็ม.ของผู้เสียหายไปจึงชอบแล้ว ส่วนการที่จำเลยนำบัตรเอ.ที.เอ็ม. จำนวน 2 ใบ ของผู้เสียหายไปลักเอาเงินโดยถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติจำนวน 11 ครั้งจะเป็นความผิดกรรมเดียวดังที่จำเลยฎีกาหรือไม่ เห็นว่า บัตรเอ.ที.เอ็ม. ของผู้เสียหาย2 ใบนี้เป็นบัตรต่างธนาคารกัน และเงินฝากของผู้เสียหายที่ถูกลักไปก็เป็นเงินฝากในบัญชีต่างธนาคารกันด้วย เจตนาในการกระทำผิดของจำเลยจึงแยกจากกันได้ตามความมุ่งหมายในการใช้บัตรแต่ละใบ การกระทำของจำเลยที่ใช้บัตรเอ.ที.เอ็ม. 2 ใบของผู้เสียหายลักเอาเงินฝากของผู้เสียหายต่างบัญชีกัน แม้จะทำต่อเนื่องกันก็เป็นความผิดสองกรรม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่าสมควรลดโทษและรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์โดยจำคุกจำเลยกระทงละ 3 ปี นั้นหนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดให้น้อยลงอีกโดยจำคุกจำเลยเพียงกระทงละ 2 ปี แต่เนื่องจากทรัพย์ที่จำเลยลักไปเป็นเงินจำนวน 97,000 บาท กรณีไม่สมควรรอการลงโทษให้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"
พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานลักทรัพย์จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมกับโทษความผิดฐานเอาเอกสารของผู้อื่นไปที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดไว้ 2 ปี เป็นจำคุก 6 ปีนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

💡 What This Means for You 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ

Document and electronic card offenses require proof of knowledge and intent. Ensure all electronic transactions are properly documented.
ความผิดเกี่ยวกับเอกสารและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ต้องพิสูจน์เจตนา ควรจัดทำเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทุกรายการอย่างถูกต้อง

Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย

What are the penalties for document forgery under Thai law? โทษของการปลอมเอกสารตามกฎหมายไทยคืออะไร?

In Decision 9/2543, The theft of the card is completed upon taking it (theft under Section 334), while using the stolen card to withdraw money is a separate offense of electronic card misuse under Section 269/5. Each offense has different criminal intent and involves different property.

ศาลฎีกาวินิจฉัยในคำพิพากษาที่ 9/2543 เกี่ยวกับมาตรา 269/5, 334

ATM card theft separate offenses electronic card misuse Section 269/5 Section 334
Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content — including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis — is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Start Your Case
Scroll to Top