Voluntary intoxication does not automatically negate intent to kill คำพิพากษาฎีกาที่ 2134/2547: จำเลยซึ่งมึนเมาสุราใช้มีดแทงผู้ตายขณะทะเลาะวิวาท ฝ่ายจำเลยอ้างว่าการมึ
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The Supreme Court held that voluntary intoxication does not automatically negate intent to kill. Where the defendant's actions demonstrate deliberation, such as retrieving a weapon, pursuing the victim, and striking at vital areas, the court may find intent to kill despite intoxication.
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความมึนเมาโดยสมัครใจไม่ทำให้เจตนาฆ่าสูญสิ้นไปโดยอัตโนมัติ เมื่อพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยยังมีการไตร่ตรอง เช่น ไปหยิบอาวุธมา วิ่งไล่ตาม และแทงที่อวัยวะสำคัญ ศาลย่อมรับฟังได้ว่ามีเจตนาฆ่า ความมึนเมาอาจเป็นเหตุบรรเทาโทษได้แต่ไม่ใช่ข้อต่อสู้คดี
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The Supreme Court held that voluntary intoxication does not automatically negate intent to kill. Where the defendant's actions demonstrate deliberation, such as retrieving a weapon, pursuing the victim, and striking at vital areas, the court may find intent to kill despite intoxication.
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความมึนเมาโดยสมัครใจไม่ทำให้เจตนาฆ่าสูญสิ้นไปโดยอัตโนมัติ เมื่อพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยยังมีการไตร่ตรอง เช่น ไปหยิบอาวุธมา วิ่งไล่ตาม และแทงที่อวัยวะสำคัญ ศาลย่อมรับฟังได้ว่ามีเจตนาฆ่า ความมึนเมาอาจเป็นเหตุบรรเทาโทษได้แต่ไม่ใช่ข้อต่อสู้คดี
Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 2134/2547. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2134/2547 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
Year: 2004 (B.E. 2547)
Relevant Code Sections: Criminal — Section(s) 288, 291
SUMMARY
The defendant, while intoxicated, stabbed the deceased during an altercation. The defense argued that voluntary intoxication negated the intent required for murder under Section 288, and that the charge should be reduced to manslaughter under Section 291. The Supreme Court held that voluntary intoxication does not automatically negate intent to kill. Where the defendant's actions demonstrate deliberation, such as retrieving a weapon, pursuing the victim, and striking at vital areas, the court may find intent to kill despite intoxication. The defendant was convicted under Section 288. Intoxication may be considered as a mitigating factor in sentencing but does not serve as a defense to the charge itself.
FACTS OF THE CASE
The defendant, while intoxicated, stabbed the deceased during an altercation. The defense argued that voluntary intoxication negated the intent required for murder under Section 288, and that the charge should be reduced to manslaughter under Section 291.
COURT'S HOLDING
The Supreme Court held that voluntary intoxication does not automatically negate intent to kill. Where the defendant's actions demonstrate deliberation, such as retrieving a weapon, pursuing the victim, and striking at vital areas, the court may find intent to kill despite intoxication.
LEGAL ANALYSIS
The Supreme Court held that voluntary intoxication does not automatically negate intent to kill. Where the defendant's actions demonstrate deliberation, such as retrieving a weapon, pursuing the victim, and striking at vital areas, the court may find intent to kill despite intoxication. The defendant was convicted under Section 288. Intoxication may be considered as a mitigating factor in sentencing but does not serve as a defense to the charge itself.
PRACTICAL IMPLICATIONS
Criminal intent is assessed from all surrounding circumstances including the weapon used and body parts targeted. Defendants should preserve all evidence showing lack of intent to kill.
---
Note: This is an English-language summary of the Thai original judgment.
For the authoritative Thai text, please refer to the Thai version above
or visit deka.supremecourt.or.th.
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83,91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 10 ปี เมื่อได้คำนึงถึงอายุประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อมทั้งสภาพความผิด ประกอบกับรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดตรังแล้ว เห็นว่า ปัจจุบันจำเลยมีอายุ 19 ปีเศษ การส่งจำเลยไปรับการฝึกและอบรมความประพฤติไม่เหมาะสมแก่จำเลยแล้ว จึงเห็นควรไม่เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลย ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ มีคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงและใช้มีดอีโต้ฟันนายสมศักดิ์ แสงสีดำ ผู้ตายโดยมีเจตนาฆ่าจนผู้ตายถึงแก่ความตายมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางพลอย แก้วเมือง และนางอำไพ แซ่อึ้ง ซึ่งเป็นพยานแวดล้อมซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุเบิกความสอดคล้องต้องกันว่ามูลเหตุคดีนี้สืบเนื่องจากในวันเกิดเหตุผู้ตายทะเลาะวิวาท ชกต่อยกับนายปริศนาบิดาจำเลย หลังจากนั้นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาจอดที่หน้าบ้านนางพลอยต่อมามีจำเลยกับบิดาจำเลยและพวกหลายคนนั่งรถจักรยานยนต์ 4 คัน มาที่บ้านนางพลอยมีการพูดจาโต้เถียงกัน ผู้ตายถามจำเลยว่ามองอะไร จำเลยว่ามองเพื่อเอาเรื่องนายสาโรจน์พี่ชายจำเลยชักอาวุธปืนสั้นจ้องไปยังผู้ตายและพูดว่า "มึงสมควรตายก็ตายเสียเถอะ" ผู้ตายกระโดดลงจากรถจักรยานยนต์วิ่งหนีไปทางข้างบ้าน นายปริศนาและจำเลยถืออาวุธปืนวิ่งตามผู้ตายไป นายสาโรจน์และนายยุทธถืออาวุธปืนสั้นทั้งสองคนวิ่งตามไปอีกด้านหนึ่งของบ้านโดยมีนายประคิ่น นางยุพินและนางพรวิ่งตามไปด้วย ต่อมามีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด หลังจากนั้นประมาณ 2 นาที ก็ดังขึ้นอีก 2 นัด นางพลอย และชาวบ้านไปดูที่ป่าสวนยางหลังบ้านพบผู้ตายเสียชีวิตแล้ว หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจมาตรวจสถานที่เกิดเหตุและสอบปากคำนางพลอยไว้ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ นางพลอยและนางอำไพได้ไปชี้ตัวจำเลยได้ถูกต้อง ร้อยตำรวจเอกประทีบ เทพกิจ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า หลังจากรับแจ้งเหตุแล้วได้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุพบผู้ตายนอนตายอยู่ที่ป่าสวนยางหลังบ้านนางพลอย และพบมีดอีโต้ 1 เล่ม กระสุนปืนลูกปราย 1 เม็ด และรองเท้าแตะเปื้อนเลือด1 ข้าง จึงยึดไว้เป็นของกลาง จากการสอบสวนทราบว่าผู้ร่วมกระทำความผิดมีประมาณ 7 คน จึงออกหมายจับไว้ เมื่อจับจำเลยได้แล้วได้จัดให้นางพลอยและนางอำไพชี้ตัวจำเลย บุคคลทั้งสองชี้ตัวจำเลยได้ถูกต้อง ตามบันทึกการดูตัวผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.4 เห็นว่านางพลอยและนางอำไพพยานโจทก์ไม่เคยรู้จักและมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะปรักปรำจำเลยซึ่งคำเบิกความก็สอดคล้องต้องกันสมเหตุผล เชื่อว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความตามความสัตย์จริง ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน นางพลอยและนางอำไพมีโอกาสเห็นจำเลยในระยะใกล้เป็นเวลานานประมาณ 5 นาที จำเลยพูดจาโต้เถียงกับผู้ตายมีลักษณะท่าทีขึงขัง ย่อมเป็นที่ดึงดูดความสนใจของพยานโจทก์ทั้งสอง จึงเชื่อได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองจดจำจำเลยได้และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจัดให้ชี้ตัวจำเลยพยานโจทก์ทั้งสองก็ชี้ตัวจำเลยได้ถูกต้องคดีนี้แม้ว่าโจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะจำเลยและพวกฆ่าผู้ตายก็ตามแต่โจทก์มีพยานแวดล้อมเห็นเหตุการณ์ใกล้ชิดก่อนผู้ตายถูกยิงจนถึงแก่ความตายโดยเห็นจำเลยและพวกโต้เถียงกับผู้ตายและชักอาวุธปืนจ้องจะยิงผู้ตาย เมื่อผู้ตายวิ่งหนี จำเลยและพวกถืออาวุธปืนวิ่งไล่ตามผู้ตายไปทันทีแล้วมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด หลังจากนั้นประมาณ 2 นาที ก็ดังขึ้นอีก 2 นัด ระยะเวลาที่จำเลยและพวกถืออาวุธปืนวิ่งไล่ตามผู้ตายไปจนมีเสียงปืนดังขึ้นรวม 3 นัดดังกล่าวเป็นช่วงเวลาไม่นาน ซึ่งไม่พอที่จะทำให้ระแวงสงสัยได้ว่าจะมีผู้อื่นเข้ามาฆ่าผู้ตายในช่วงเวลานั้นจึงเชื่อว่าต้องเป็นจำเลยและพวกอย่างแน่แท้ที่ฆ่าผู้ตาย ทั้งเจ้าพนักงานตำรวจก็ตรวจพบมีดอีโต้ที่พวกจำเลยถือไปและรองเท้าแตะเปื้อนเลือด 1 ข้าง ของพวกจำเลยตกอยู่ในที่เกิดเหตุพยานโจทก์จึงมีน้ำหนักแน่นแฟ้นฟังได้ว่า จำเลยและพวกร่วมกันฆ่าผู้ตายตามฟ้องจริงจำเลยนำสืบปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยโดยลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 กึ่งหนึ่งแล้วจำคุก 10 ปีนั้น เห็นว่าหนักไป สมควรกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี"
พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 76 กึ่งหนึ่งแล้วลงโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
💡 What This Means for You 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ
Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย
How does the Thai Supreme Court distinguish murder from bodily harm causing death? ศาลฎีกาแยกความแตกต่างระหว่างฆาตกรรมกับทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตายอย่างไร?
In Decision 2134/2547, The Supreme Court held that voluntary intoxication does not automatically negate intent to kill. Where the defendant's actions demonstrate deliberation, such as retrieving a weapon, pursuing the victim, and striking at vital areas, the court may find intent to kill despite intoxication.
ศาลฎีกาวินิจฉัยในคำพิพากษาที่ 2134/2547 เกี่ยวกับมาตรา 288, 291
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content — including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis — is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต