Landmark คำพิพากษาสำคัญ Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 2159/2562 คำพิพากษาที่ 2159/2562 2019 (B.E. 2562) Expat Critical

Public Order Limits on Prenuptial Agreements ข้อจำกัดความสงบเรียบร้อยในสัญญาก่อนสมรส

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Public-order rights embedded in Sections 1465 and 1535 cannot be contracted away. Courts will strike down prenuptial provisions that eliminate statutory protections.

สิทธิที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 1465 และ 1535 ไม่สามารถสละได้โดยสัญญา ศาลจะเพิกถอนข้อตกลงในสัญญาก่อนสมรสที่ยกเว้นการคุ้มครองตามกฎหมาย

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

Building on Decision 1885/2541, spouses attempted to contract away maintenance rights through a prenuptial agreement. The Court struck down these provisions as violations of public order.
ต่อเนื่องจากคำพิพากษาที่ 1885/2541 คู่สมรสพยายามสละสิทธิค่าเลี้ยงดูผ่านสัญญาก่อนสมรส ศาลเพิกถอนข้อตกลงเหล่านี้เนื่องจากขัดต่อความสงบเรียบร้อย

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Public-order rights embedded in Sections 1465 and 1535 cannot be contracted away. Courts will strike down prenuptial provisions that eliminate statutory protections.
สิทธิที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 1465 และ 1535 ไม่สามารถสละได้โดยสัญญา ศาลจะเพิกถอนข้อตกลงในสัญญาก่อนสมรสที่ยกเว้นการคุ้มครองตามกฎหมาย

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 2159/2562. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2159/2562 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

Building on Decision 1885/2541,
the Court again struck a prenuptial clause that tried to
eliminate spousal maintenance. The justices stressed that “public-order rights embedded in sections 1465, 1535 civil code cannot be contracted away.”

Compliant Prenup Download →
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 233 สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้จะใช้แทนลูกหนี้เพื่อป้องกันสิทธิของตนในมูลหนี้ในกรณีที่ลูกหนี้ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง อันเป็นเหตุให้เจ้าหนี้เสียประโยชน์นั้น กฎหมายมิได้ระบุว่าสิทธิเรียกร้องอะไรบ้างที่เจ้าหนี้จะใช้แทนลูกหนี้ได้ เพียงแต่ห้ามมิให้ใช้สิทธิซึ่งมีลักษณะเป็นการส่วนตัวของลูกหนี้โดยแท้เท่านั้น สิทธิดังกล่าวจึงไม่จำกัดอยู่เฉพาะสิทธิเรียกร้องให้ชำระเงินหรือเป็นเรื่องหนี้เงินเท่านั้น สิทธิซึ่งเป็นการเฉพาะตัวจึงอาจเป็นได้ทั้งสิทธิที่ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือเป็นสิทธิที่เกี่ยวกับทรัพย์สินก็ได้ แต่ต้องมีลักษณะเป็นการส่วนตัว ซึ่งโดยปกติทั่วไปสิทธิเรียกร้องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินมักจะไม่เป็นการเฉพาะตัว แต่ในบางกรณีอาจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างลูกหนี้กับบุคคลภายนอกหรือเป็นเรื่องที่ลูกหนี้แต่ผู้เดียวเป็นผู้พิจารณาว่าจะใช้สิทธิดังกล่าวหรือไม่ เช่น การเพิกถอนการให้เพราะเหตุเนรคุณ หรือสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน กรณีที่มีการผิดสัญญาหมั้นหรือชายคู่หมั้นเรียกค่าสินไหมทดแทนจากชายผู้ล่วงละเมิดหญิงคู่หมั้น สิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งเป็นหนี้ระหว่างสามีภริยาและบิดามารดากับบุตร สิทธิต่าง ๆ เหล่านี้ แม้จะเกี่ยวกับทรัพย์สิน เจ้าหนี้ก็ไม่อาจเข้าไปเรียกร้องแทนลูกหนี้ได้ เพราะเป็นสิทธิส่วนตัวของบุคคลนั้น ๆ แต่สำหรับสิทธิเรียกร้องทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ลูกหนี้ซึ่งเป็นทายาทแห่งกองมรดกนั้น จะเห็นได้ว่า ป.พ.พ. มาตรา 1614 ได้บัญญัติเป็นการเฉพาะว่า ถ้าทายาทสละมรดกด้วยวิธีใดโดยที่รู้อยู่ว่าการที่ทำเช่นนั้นจะทำให้เจ้าหนี้ของตนเสียเปรียบ เจ้าหนี้มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการสละมรดกนั้นเสียได้ สิทธิในการเรียกร้องทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ลูกหนี้ซึ่งเป็นทายาทแห่งกองมรดกนั้น จึงมิใช่เป็นสิทธิในข้อที่เป็นการส่วนตัวโดยแท้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 233 แต่อย่างใด เมื่อจ่าสิบตำรวจ ส. เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกจึงตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกโดยทันทีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง รวมถึงจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดก โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 4 จึงใช้สิทธิเรียกร้องแทนจำเลยที่ 4 ในนามของโจทก์เพื่อให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โอนที่ดินพิพาทในส่วนที่ตกทอดเป็นทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 4 ได้
จ่าสิบตำรวจ ส. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 โดยไม่ปรากฏว่าเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ใด ที่ดินพิพาทจึงย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาททุกคน แม้จะปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกจะได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินพิพาทดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2557 อันเป็นระยะเวลาก่อนที่โจทก์จะเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 4 ตามคำพิพากษาก็ตาม เพราะการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าว ก็เป็นการมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนทายาททุกคน เมื่อที่ดินพิพาทยังคงเป็นทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งปันกันและตกทอดแก่ทายาททุกคนรวมทั้งจำเลยที่ 4 และในภายหลังจากนั้นจำเลยที่ 4 ได้สละมรดกดังกล่าว แต่โจทก์ยังคงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 4 อยู่ โจทก์จึงย่อมมีสิทธิร้องขอเพิกถอนนิติกรรมหรือเพิกถอนการสละมรดกดังกล่าวนั้นได้ เพราะสิทธิเรียกร้องซึ่งลูกหนี้ไม่ยอมใช้นั้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังหนี้ของเจ้าหนี้ เมื่อลูกหนี้ไม่ใช้สิทธิก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้ได้ทั้งนั้น เพราะว่าทรัพย์สินของลูกหนี้ไม่ว่าจะมีอยู่ก่อนหรือได้มาในภายหลังย่อมอยู่ภายใต้การบังคับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ทั้งสิ้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 มีทรัพย์สินอื่นเพียงพอในการชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ได้ แม้จะปรากฏว่านอกจากที่ดินพิพาทดังกล่าวแล้ว เจ้ามรดกยังมีที่ดินพิพาทอีกแปลงหนึ่ง คือที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 9097 ซึ่งจำเลยที่ 4 ก็ถือเป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินดังกล่าวเช่นเดียวกับที่ดินแปลงพิพาทก็ตาม แต่ที่ดินแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่ประมาณ 47 ตารางวา และมีการโอนเป็นชื่อของจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 จะมีทรัพย์สินอื่นหรือที่ดินดังกล่าวจะมีมูลค่าเพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 4 เป็นหนี้โจทก์เป็นเงินจำนวนถึง 1,332,000 บาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้โอนทรัพย์มรดกส่วนของจำเลยที่ 4 ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 ตามฟ้องได้
การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินพิพาทดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2557 ก็ตาม ก็ถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีชื่อครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาททุกคน แม้จ่าสิบตำรวจ ส. เจ้ามรดก จะถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2559 อันเกินระยะเวลา 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 หรือการที่โจทก์ฟ้องเกิน 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของจ่าสิบตำรวจ ส. โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1733 วรรคสอง ก็ตาม ที่ดินพิพาทดังกล่าวก็ยังคงเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ยังมิได้มีการจัดการเสร็จสิ้นและแบ่งปันกัน คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 14274 แบ่งแยกให้จำเลยที่ 4 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา โดยปราศจากภาระผูกพันซึ่งเป็นกรณีที่มีวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้น เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 14274 แบ่งส่วนให้แก่จำเลยที่ 4 จำนวน 1 ใน 8 ส่วน ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาโดยระบุเงื่อนไขแห่งการบังคับคดีว่าหากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสามได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคสอง
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 14274แบ่งแยกให้จำเลยที่ 4 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา โดยปราศจากภาระผูกพัน
จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 1 และที่ 4 ขาดนัดพิจารณา
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 14274 แบ่งแยกให้แก่จำเลยที่ 4 จำนวน 1 ใน 8 ส่วน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบตำรวจสมหมาย เจ้ามรดก มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จ่าสิบตำรวจสมหมาย เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก จ่าสิบตำรวจสมหมายมีทรัพย์มรดก คือ ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 14274 เนื้อที่ 11 ไร่ 87 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 9097 เนื้อที่ประมาณ 47 ตารางวา เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของจ่าสิบตำรวจสมหมายได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนในฐานะผู้จัดการมรดกและในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2551 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้กับสหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด เพื่อค้ำประกันการกู้ยืมเงินและมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2557 ในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และในวันที่ 27 พฤษภาคม 2557 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงนี้ไว้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูตรัง จำกัด เพื่อประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืม จำเลยที่ 4 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2558 จำนวนเงิน 1,332,000 บาท
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการแรกว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่โดยใช้สิทธิเรียกร้องแทนจำเลยที่ 4 ในนามของโจทก์เพื่อให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โอนทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 4 มีสิทธิได้รับจากจ่าสิบตำรวจสมหมายเจ้ามรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้จะใช้แทนลูกหนี้ เพื่อป้องกันสิทธิของตนในมูลหนี้ในกรณีที่ลูกหนี้ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องอันเป็นเหตุให้เจ้าหนี้เสียประโยชน์นั้น กฎหมายมิได้ระบุว่าสิทธิเรียกร้องอะไรบ้างที่เจ้าหนี้จะใช้แทนลูกหนี้ได้เพียงแต่ห้ามมิให้ใช้สิทธิซึ่งมีลักษณะเป็นการส่วนตัวของลูกหนี้โดยแท้เท่านั้น เพราะฉะนั้นสิทธิดังกล่าวจึงไม่จำกัดอยู่เฉพาะสิทธิเรียกร้องให้ชำระเงินหรือเป็นเรื่องหนี้เงินเท่านั้น แม้ความประสงค์ของเจ้าหนี้ส่วนใหญ่เป็นการเพื่อจะให้ได้เงินมาชำระหนี้ของตนก็ตาม ดังนั้น สิทธิซึ่งเป็นการเฉพาะตัวจึงอาจเป็นได้ทั้งสิทธิที่ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือเป็นสิทธิที่เกี่ยวกับทรัพย์สินก็ได้ แต่ต้องมีลักษณะเป็นการส่วนตัว ซึ่งโดยปกติทั่วไปสิทธิเรียกร้องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินมักจะไม่เป็นการเฉพาะตัว แต่ในบางกรณีอาจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างลูกหนี้กับบุคคลภายนอกหรือเป็นเรื่องที่ลูกหนี้แต่ผู้เดียวเป็นผู้พิจารณาว่าจะใช้สิทธิดังกล่าวหรือไม่ เช่น การเพิกถอนการให้เพราะเหตุเนรคุณ หรือสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีที่มีการผิดสัญญาหมั้นหรือชายคู่หมั้นเรียกค่าสินไหมทดแทนจากชายผู้ล่วงละเมิดหญิงคู่หมั้น สิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งเป็นหนี้ระหว่างสามีภริยาและบิดามารดากับบุตรสิทธิต่าง ๆ เหล่านี้ แม้จะเกี่ยวกับทรัพย์สิน เจ้าหนี้ก็ไม่อาจเข้าไปเรียกร้องแทนลูกหนี้ได้เพราะเป็นสิทธิส่วนตัวของบุคคลนั้น ๆ แต่สำหรับสิทธิเรียกร้องทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ลูกหนี้ซึ่งเป็นทายาทแห่งกองมรดกนั้น จะเห็นได้ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1614 ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่า ถ้าทายาทสละมรดกด้วยวิธีใดโดยที่รู้อยู่ว่าการที่ทำเช่นนั้นจะทำให้เจ้าหนี้ของตนเสียเปรียบ เจ้าหนี้มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการสละมรดกนั้นเสียได้ สิทธิในการเรียกร้องทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ลูกหนี้ซึ่งเป็นทายาทแห่งกองมรดกนั้น จึงมิใช่เป็นสิทธิในข้อที่เป็นการส่วนตัวโดยแท้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 233 แต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อจ่าสิบตำรวจสมหมายเจ้ามรดกถึงแก่ความตายทรัพย์มรดกจึงตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกโดยทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง รวมถึงจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดก โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 4 จึงใช้สิทธิเรียกร้องแทนจำเลยที่ 4 ในนามของโจทก์เพื่อให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โอนที่ดินพิพาทในส่วนที่ตกทอดเป็นทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 4 ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจ่าสิบตำรวจสมหมายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 โดยไม่ปรากฏว่าเจ้ามรดกมีการทำพินัยกรรมยกที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ใด ที่ดินพิพาทจึงย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาททุกคน แม้จะปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกจะได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินพิพาทดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2557 อันเป็นระยะเวลาก่อนที่โจทก์จะเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 4 ตามคำพิพากษาก็ตาม เพราะการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าว ก็เป็นการมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนทายาททุกคน เมื่อที่ดินพิพาทยังคงเป็นทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งปันกันและตกทอดแก่ทายาททุกคนรวมทั้งจำเลยที่ 4 และในภายหลังจากนั้นจำเลยที่ 4 ได้สละมรดกดังกล่าว แต่โจทก์ก็ยังคงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 4 อยู่ โจทก์จึงย่อมมีสิทธิร้องเพิกถอนนิติกรรมหรือเพิกถอนการสละมรดกดังกล่าวนั้นได้ เพราะสิทธิเรียกร้องซึ่งลูกหนี้ไม่ยอมใช้นั้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังหนี้ของเจ้าหนี้ เมื่อลูกหนี้ไม่ใช้สิทธิก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้ได้ทั้งนั้น เพราะว่าทรัพย์สินของลูกหนี้ไม่ว่าจะมีอยู่ก่อนหรือได้มาในภายหลังย่อมอยู่ภายใต้การบังคับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ทั้งสิ้น เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 4 มีทรัพย์สินอื่นอีก ทั้งคำให้การของจำเลยที่ 4 ก็ไม่ได้ต่อสู้ว่า จำเลยที่ 4 มีทรัพย์สินอื่น ๆ ที่เพียงพอในการชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ได้ แม้จะปรากฏว่านอกจากที่ดินพิพาทดังกล่าวแล้ว เจ้ามรดกยังมีที่ดินพิพาทอีกแปลงหนึ่ง คือที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 9097 ซึ่งจำเลยที่ 4 ก็ถือเป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินดังกล่าวเช่นเดียวกับที่ดินแปลงพิพาทก็ตาม แต่ก็ได้ความว่าที่ดินแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่ประมาณ 47 ตารางวา และได้มีการโอนเป็นชื่อของจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 จะมีทรัพย์สินอื่นหรือที่ดินดังกล่าวจะมีมูลค่าเพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 4 เป็นหนี้โจทก์เป็นเงินจำนวนถึง 1,332,000 บาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้โอนทรัพย์มรดกส่วนของจำเลยที่ 4 ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 ตามฟ้องได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการสุดท้ายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 ได้รับมรดกเป็นเงินสดและที่ดินบางส่วนไปแล้ว จำเลยที่ 4 จึงไม่ประสงค์รับส่วนแบ่งในที่ดินพิพาทอีกทั้งจำเลยที่ 4 รู้เห็นมาโดยตลอดแต่ก็ไม่เคยเรียกร้องให้มีการแบ่งทรัพย์มรดกแต่อย่างใดและมิได้ใช้สิทธิฟ้องเกี่ยวกับการจัดการที่ไม่ถูกต้องภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ก็มิได้คัดค้านโดยการใช้สิทธิฟ้องเรียกทรัพย์มรดกภายใน 10 ปี นับแต่วันที่จ่าสิบตำรวจสมหมายเจ้ามรดกถึงแก่ความตายจนคดีขาดอายุความ การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้เป็นชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เนื่องจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รวบรวมเงินของตนมาเพื่อไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงได้โอนที่ดินให้เป็นชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 อันมีลักษณะเป็นการซื้อขายโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ 4 จึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทอีก โจทก์จึงไม่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องแทนลูกหนี้ได้นั้น ได้ความจากจำเลยที่ 2 ที่เบิกความว่า ก่อนที่จ่าสิบตำรวจสมหมายเจ้ามรดกจะถึงแก่ความตายได้ตกลงด้วยวาจาว่าได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 9097 ยกให้แก่จำเลยที่ 3 เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 50,000 บาทเศษ ยกให้แก่จำเลยที่ 4 ส่วนของบำเหน็จตกทอดให้นำมาแบ่งแก่จำเลยทั้งสี่ เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ให้แบ่งแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โดยจ่าสิบตำรวจสมหมายบอกว่าที่ดินที่ยกให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพราะไม่ต้องการให้ที่ดินมีชื่อของจำเลยที่ 4 เนื่องจากเกรงว่าจำเลยที่ 4 จะนำที่ดินไปขาย จึงตกลงกันให้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีชื่อของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดจะยกให้แก่จำเลยที่ 4 ในภายหลังจากจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย เนื่องจากจำเลยที่ 1 เคยบอกว่า จำเลยที่ 4 มีเจ้าหนี้หลายรายเกรงว่าหากโอนไปจำเลยที่ 4 จะนำที่ดินไปขายจนหมดก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถึงแก่ความตาย เห็นว่า หากเป็นดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3กล่าวอ้างจริงว่า เจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เจ้ามรดกก็น่าที่จะทำพินัยกรรมยกที่ดินแปลงพิพาทและอีกแปลงให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปตามความประสงค์ให้ชัดเจน มิใช่เพียงแต่กล่าวด้วยวาจาลอย ๆ เท่านั้น ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็นำสืบทราบว่าจำเลยที่ 4 มีเจ้าหนี้หลายราย จึงน่าเชื่อว่า การโอนที่ดินพิพาทดังกล่าว จำเลยทั้งสี่กระทำไปเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 4 ได้รับชำระหนี้ โดยรู้อยู่ว่าการกระทำดังกล่าวทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 4 เสียเปรียบจึงถือได้ว่าที่ดินพิพาทยังคงเป็นทรัพย์มรดกของจ่าสิบตำรวจสมหมายที่ต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกทุกคน มิใช่กรณีที่จำเลยที่ 4 ไม่ประสงค์จะเอาทรัพย์มรดก อีกทั้งมิใช่การซื้อขายโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินพิพาทดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2557 ก็ตาม ก็ถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีชื่อครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาททุกคน แม้จ่าสิบตำรวจสมหมายเจ้ามรดก จะถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2559 อันเกินระยะเวลา 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 หรือ การที่โจทก์ฟ้องเกิน 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของจ่าสิบตำรวจสมหมายโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1733 วรรคสอง ก็ตาม ที่ดินพิพาทดังกล่าวก็ยังคงเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ยังมิได้มีการจัดการเสร็จสิ้นและแบ่งปันกัน คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 14274 แบ่งแยกให้จำเลยที่ 4 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา โดยปราศจากภาระผูกพันซึ่งเป็นกรณีที่มีวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นเมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 14274 แบ่งส่วนให้แก่จำเลยที่ 4 จำนวน 1 ใน 8 ส่วน ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาโดยระบุเงื่อนไขแห่งการบังคับคดีว่าหากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสามได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง
พิพากษายืน หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ไปดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

prenuptial agreement limits thailand what not in thai prenup section 1535 ccc public order prenup
Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content — including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis — is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Start Your Case
Scroll to Top