Landmark คำพิพากษาสำคัญ Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 453/2567 คำพิพากษาที่ 453/2567 2024 (B.E. 2567)

Court May Allow a Parent to Sell a Minor's Co-Owned Land for Education ศาลอนุญาตให้ผู้ใช้อำนาจปกครองขายที่ดินซึ่งถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้เยาว์ เพื่อการศึกษาของบุตรได้

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

CCC section 1574 requires court permission for certain juristic acts a legal representative does on a minor's behalf, including selling land the minor owns or co-owns. The court's role is to see that the transaction is suitable and to the minor's benefit, or does the minor the least harm. Proceeds intended for the minor's education, with a price above the official assessment, are reason enough to allow the sale. Refusing because the minor's mother has not consented is wrong where she does not care for the children and cannot be contacted, and it leaves out of account what the children would actually gain. Urgency is not a requirement of section 1574, and deferring the decision until the minor comes of age defeats the section's purpose, which is judicial supervision of the transaction.

ผู้ร้องขอขายที่ดินซึ่งผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้เยาว์ เพื่อการศึกษาแก่ผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตร ผู้ร้องในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมมาร้องขออนุญาตทำนิติกรรมขายที่ดินต่อศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 ก็เพื่อให้ศาลกำกับดูแลให้เหมาะสมเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์ เมื่อได้ความว่าการขายเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งอนาคตของผู้เยาว์และได้รับราคาที่สูงกว่าราคาประเมิน จึงเป็นเหตุผลเพียงพอที่ศาลจะอนุญาต

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

The petitioner, the children's legal representative, asked the court under CCC section 1574 for permission to sell land he co-owned with them, two of the children still being minors, to fund their education. The trial court refused because the children's mother had not consented, and the Court of Appeal for Specialised Cases refused because there was no urgency and it was better to wait until the children came of age. The Supreme Court reversed and granted permission. The trial court's reason ran against the facts, which were that the mother did not care for the children and could not be contacted, and it left out of account what the children would actually gain. Urgency is not part of what section 1574 asks. Deferring the decision until majority defeats the section's purpose, which is for the court to supervise the transaction rather than to let the years of minority pass unused. The sale was for the children's future and the price exceeded the official assessment, which was reason enough to allow it. The land was co-owned by four people: the father and his three children, the mother having transferred her half to them on divorce under a compromise agreement. He supported all three alone on small rental income from the house, which fell away during the COVID-19 period while the two younger children's school fees continued. The Court also weighed that the two older co-owners, the adult son and the 18-year-old, had the age, maturity and schooling to judge for themselves whether the sale was necessary, for the benefit of every co-owner including the 13-year-old. Its own reason for preferring education to the land was that knowledge creates the chance to acquire land again, while land without schooling is easily lost and does the children no good. The appeal to the Supreme Court was brought by leave of that Court.
ผู้ร้องในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขออนุญาตศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 ขายที่ดินซึ่งถือกรรมสิทธิ์รวมกับบุตร โดยบุตรสองคนยังเป็นผู้เยาว์ เพื่อนำเงินไปใช้เป็นค่าการศึกษา ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตโดยอ้างว่ามารดาของผู้เยาว์ไม่ได้ให้ความยินยอม ส่วนศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่อนุญาตโดยอ้างว่าไม่มีเหตุเร่งด่วนหรือฉุกเฉิน และควรรอให้ผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะแล้วตัดสินใจเอง ศาลฎีกาพิพากษากลับ อนุญาตให้ขายได้ เพราะเหตุผลของศาลชั้นต้นขัดกับข้อเท็จจริงที่ว่ามารดาไม่ได้ดูแลผู้เยาว์และไม่อาจติดต่อได้ ทั้งไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ที่แท้จริงที่ผู้เยาว์พึงได้รับ ส่วนความเร่งด่วนก็ไม่อยู่ในบริบทที่มาตรา 1574 กำหนดไว้ และการรอให้บรรลุนิติภาวะย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ของมาตรานี้ ที่ให้ศาลกำกับดูแลการทำนิติกรรม มิใช่ปล่อยให้ช่วงเวลาที่ยังเป็นผู้เยาว์ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เมื่อการขายเป็นไปเพื่ออนาคตของผู้เยาว์และได้ราคาสูงกว่าราคาประเมิน จึงเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะอนุญาต ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมของบุคคล 4 คน คือผู้ร้องกับบุตรทั้งสามคน โดยมารดายกกรรมสิทธิ์ส่วนของตนให้แก่บุตรตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อหย่า ผู้ร้องอุปการะบุตรทั้งสามคนเพียงลำพังโดยอาศัยรายได้จากค่าเช่าที่พักอาศัยเพียงเล็กน้อย ซึ่งลดลงในช่วงสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรนา 2019 ขณะที่ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของผู้เยาว์ทั้งสองยังคงมีอยู่ ศาลฎีกายังคำนึงถึงว่าผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมที่โตกว่า คือบุตรคนโตซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วและผู้เยาว์อายุ 18 ปี มีวัย วุฒิภาวะและการศึกษาเพียงพอที่จะตัดสินใจถึงความจำเป็นในการขายเพื่อประโยชน์ของผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมทุกคน รวมทั้งผู้เยาว์อายุ 13 ปี และให้เหตุผลว่าวิชาความรู้ย่อมสร้างโอกาสที่จะหาที่ดินที่เสียไปให้กลับมีขึ้นได้ ดีกว่าการมีที่ดินแต่ไร้วิชาความรู้ซึ่งย่อมสูญเสียไปโดยง่ายและไร้ประโยชน์แก่ผู้เยาว์ คดีนี้ผู้ร้องฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

CCC section 1574 requires court permission for certain juristic acts a legal representative does on a minor's behalf, including selling land the minor owns or co-owns. The court's role is to see that the transaction is suitable and to the minor's benefit, or does the minor the least harm. Proceeds intended for the minor's education, with a price above the official assessment, are reason enough to allow the sale. Refusing because the minor's mother has not consented is wrong where she does not care for the children and cannot be contacted, and it leaves out of account what the children would actually gain. Urgency is not a requirement of section 1574, and deferring the decision until the minor comes of age defeats the section's purpose, which is judicial supervision of the transaction.
ผู้ร้องขอขายที่ดินซึ่งผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้เยาว์ เพื่อการศึกษาแก่ผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตร ผู้ร้องในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมมาร้องขออนุญาตทำนิติกรรมขายที่ดินต่อศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 ก็เพื่อให้ศาลกำกับดูแลให้เหมาะสมเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์ เมื่อได้ความว่าการขายเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งอนาคตของผู้เยาว์และได้รับราคาที่สูงกว่าราคาประเมิน จึงเป็นเหตุผลเพียงพอที่ศาลจะอนุญาต

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 453/2567. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 453/2567 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

ผู้ร้องขอขายที่ดินซึ่งผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้เยาว์ เพื่อการศึกษาแก่ผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตร ผู้ร้องในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมมาร้องขออนุญาตทำนิติกรรมขายที่ดินต่อศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 ก็เพื่อให้ศาลกำกับดูแลให้เหมาะสมเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์หรือก่อความเสียหายแก่ผู้เยาว์น้อยที่สุด เมื่อได้ความว่าการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งอนาคตของผู้เยาว์และได้รับราคาที่สูงกว่าราคาประเมิน จึงเป็นเหตุผลเพียงพอที่ศาลจะอนุญาตให้มีการขายได้โดยเร็วเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์ ที่ศาลชั้นต้นอ้างว่าการทำนิติกรรมขายไม่ได้รับความยินยอมจาก จ. มารดาผู้เยาว์ เป็นการวินิจฉัยขัดกับข้อเท็จจริงเนื่องจากที่ จ. ไม่ได้ดูแลผู้เยาว์และไม่อาจติดต่อได้ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษอ้างว่า ไม่มีเรื่องเร่งด่วนหรือเหตุฉุกเฉิน ก็ไม่ได้อยู่ในบริบทที่มาตรา 1574 กำหนดไว้ ส่วนที่อ้างว่ารอให้ผู้เยาว์ทั้งสองเจริญวัยจนบรรลุนิติภาวะตัดสินใจเอง ก็เป็นข้อวินิจฉัยที่ขัดต่อเจตนารมณ์ที่มาตรา 1574 ให้ศาลกำกับดูแลการทำนิติกรรม ไม่ใช่ปล่อยให้ช่วงเวลาที่ยังเป็นผู้เยาว์เสียไปโดยเปล่าประโยชน์
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมขายที่ดินโฉนดเลขที่ 91693 พร้อมสิ่งปลูกสร้างในส่วนของผู้เยาว์ทั้งสองที่ถือกรรมสิทธิ์รวมแทนผู้เยาว์ทั้งสอง
ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวน ไม่มีผู้ใดคัดค้าน
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับนางสาวจิฎาภรณ์ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2542 ระหว่างสมรสมีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ นายกรกฎ ขณะยื่นคำร้องขออายุ 21 ปี นายสิรวิชฐ์ ขณะยื่นคำร้องขออายุ 18 ปี และเด็กหญิงจิตต์สิน ขณะยื่นคำร้องขออายุ 13 ปี ผู้ร้องกับนางสาวจิฎาภรณ์เป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 91693 เนื้อที่ 85 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านพัก ในโครงการบ้านจัดสรร อ. ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ผู้ร้องกับนางสาวจิฎาภรณ์หย่า โดยให้ผู้ร้องกับนางสาวจิฎาภรณ์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสองร่วมกัน สำหรับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง นางสาวจิฎาภรณ์ยกกรรมสิทธิ์ส่วนที่ถือร่วมกับผู้ร้องให้แก่ผู้เยาว์ทั้งสองกับนายกรกฎ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและสำเนาโฉนดที่ดิน ข้อเท็จจริงปรากฏตามทางไต่สวนและรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีครอบครัวที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสีย ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2564 ว่าผู้เยาว์ทั้งสองกับนายกรกฎอยู่กับผู้ร้อง ผู้ร้องให้การอุปการะเลี้ยงดูคนเดียว นางสาวจิฎาภรณ์ไม่ได้ติดต่อหรือกลับมาพบผู้เยาว์ทั้งสองกับนายกรกฎอีก โดยได้ความจากนายสิรวิชฐ์และเด็กหญิงจิตต์สินว่าไม่ทราบว่านางสาวจิฎาภรณ์ไปอยู่ที่ใดขาดการติดต่อกันตั้งแต่ปี 2558 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทในส่วนของผู้เยาว์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ที่ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันของบุคคล 4 คน ส่วนหนึ่งเป็นของผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาของผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมอีก 3 คน ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ร้องแม้จะต้องปกครองดูแลผู้เยาว์ทั้งสองกับนายกรกฎร่วมกับนางสาวจิฎาภรณ์ผู้เป็นมารดา แต่ความเป็นจริงผู้ร้องเพียงผู้เดียวที่แบกรับภาระทั้งค่าใช้จ่ายและการดูแลผู้เยาว์ทั้งสองกับนายกรกฎ โดยอาศัยรายได้จากค่าเช่าอาคารที่พักอาศัยเพียงเล็กน้อย เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้ผู้เช่าที่พักลดลง แต่ภาระค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของผู้เยาว์ทั้งสองยังมีอยู่มากพอสมควรไม่ว่ารายจ่ายของนายสิรวิชฐ์ที่วิทยาลัย ด. หรือรายจ่ายของเด็กหญิงจิตต์สิน ที่โรงเรียน ส. รวมทั้งค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอื่น ๆ การที่ผู้ร้องจะขอขายทรัพย์กรรมสิทธิ์ร่วม จึงมีเหตุผลเพื่อการลงทุนในการศึกษาแก่ผู้เยาว์ทั้งสองให้มีความรู้เพราะการมีวิชาความรู้ย่อมสร้างโอกาสที่จะหาที่ดินที่เสียไปให้กลับมีขึ้นอีกได้ง่าย และดีกว่าการมีที่ดินแต่ไร้วิชาความรู้ อันจะทำให้ต้องสูญเสียที่ดินไปโดยง่ายในอนาคตและไร้ประโยชน์แก่ผู้เยาว์ทั้งสอง ส่วนผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมอีก 3 คน บุตรคนโตนายกรกฎบรรลุนิติภาวะแล้ว ผู้เยาว์คนที่ 2 นายสิรวิชฐ์อายุ 18 ปี มีการศึกษาตามวัย มีวุฒิภาวะพอสมควรซึ่งทั้งสองคนมีวัยและวุฒิภาวะและการศึกษาที่เพียงพอจะตัดสินใจได้ถึงความจำเป็นในการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เพื่อประโยชน์ของผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมทุกคน รวมทั้งประโยชน์ของเด็กหญิงจิตต์สินผู้เยาว์ด้วย เมื่อผู้ร้องในฐานะของผู้แทนโดยชอบธรรมมาร้องขออนุญาตทำนิติกรรมขายที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 ที่ประสงค์จะให้ศาลกำกับดูแลเพื่อให้เหมาะสมเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์ทั้งสองหรือก่อความเสียหายแก่ผู้เยาว์ทั้งสองน้อยที่สุด เมื่อได้ความว่าการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งอนาคตของผู้เยาว์ทั้งสองและได้รับราคาที่สูงกว่าราคาประเมินจึงเป็นเหตุผลเพียงพอที่ศาลจะอนุญาตให้มีการขายได้โดยเร็วเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์ทั้งสองโดยแท้ ที่ศาลชั้นต้นอ้างว่าการทำนิติกรรมขายไม่ได้รับความยินยอมจากนางสาวจิฎาภรณ์มารดาผู้เยาว์ทั้งสอง เป็นการวินิจฉัยโดยขัดข้อเท็จจริงที่นางสาวจิฎาภรณ์ไม่ได้ดูแลผู้เยาว์ทั้งสองและไม่อาจติดต่อได้ ข้อวินิจฉัยไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์แท้จริงที่ผู้เยาว์ทั้งสองพึงได้รับ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษอ้างว่าไม่มีเรื่องเร่งด่วนหรือเหตุฉุกเฉิน ก็ไม่ได้อยู่ในบริบทที่มาตรา 1574 กำหนดไว้ ส่วนที่อ้างว่ารอให้ผู้เยาว์ทั้งสองเจริญวัยจนบรรลุนิติภาวะตัดสินใจเอง ก็เป็นข้อวินิจฉัยที่ขัดต่อเจตนารมณ์ที่มาตรา 1574 ให้ศาลกำกับดูแลการทำนิติกรรม ไม่ใช่ปล่อยให้ช่วงเวลาที่ยังเป็นผู้เยาว์เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์แล้วเมื่อบรรลุนิติภาวะจึงค่อยมาดำเนินการ เหตุผลและคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น พิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้ร้องขายที่ดินโฉนดเลขที่ 91693 พร้อมสิ่งปลูกสร้างในส่วนที่ผู้เยาว์ทั้งสองผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย

What is the legal principle in Decision 453/2567? คำพิพากษาฎีกาที่ 453/2567 วินิจฉัยอย่างไร?

CCC section 1574 requires court permission for certain juristic acts a legal representative does on a minor's behalf, including selling land the minor owns or co-owns. The court's role is to see that the transaction is suitable and to the minor's benefit, or does the minor the least harm. Proceeds intended for the minor's education, with a price above the official assessment, are reason enough to allow the sale. Refusing because the minor's mother has not consented is wrong where she does not care for the children and cannot be contacted, and it leaves out of account what the children would actually gain. Urgency is not a requirement of section 1574, and deferring the decision until the minor comes of age defeats the section's purpose, which is judicial supervision of the transaction.

ผู้ร้องขอขายที่ดินซึ่งผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้เยาว์ เพื่อการศึกษาแก่ผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตร ผู้ร้องในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมมาร้องขออนุญาตทำนิติกรรมขายที่ดินต่อศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 ก็เพื่อให้ศาลกำกับดูแลให้เหมาะสมเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์ เมื่อได้ความว่าการขายเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งอนาคตของผู้เยาว์และได้รับราคาที่สูงกว่าราคาประเมิน จึงเป็นเหตุผลเพียงพอที่ศาลจะอนุญาต

Which CCC section requires court approval to sell land owned by a minor? มาตราใดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บังคับให้ต้องขออนุญาตศาลก่อนขายที่ดินของผู้เยาว์

CCC Section 1574.

คดีนี้วินิจฉัยตามมาตรา 1574

guardian sale of minor property thailand section 1574 ccc court approval minor land education fund minor thailand

📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book