The right of self-defense under Section 68 extends to the defense of other persons คำพิพากษาฎีกาที่ 5521/2546: จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าช่วยเหลือเมื่อเห็นผู้โจมตีทำร้ายบุคคลที่สา
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The Supreme Court held that the right of self-defense under Section 68 extends to the defense of other persons. A bystander who witnesses an unlawful assault in progress may use reasonable force to protect the victim. The same principles of proportionality and necessity apply as in self-defense of one's own person.
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิป้องกันตัวตามมาตรา 68 ขยายไปถึงการป้องกันบุคคลอื่นด้วย ผู้ที่เห็นการทำร้ายร่างกายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ มีสิทธิใช้กำลังตามสมควรเพื่อปกป้องผู้เสียหาย หลักความได้สัดส่วนและความจำเป็นเช่นเดียวกับการป้องกันตนเองใช้บังคับ
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The Supreme Court held that the right of self-defense under Section 68 extends to the defense of other persons. A bystander who witnesses an unlawful assault in progress may use reasonable force to protect the victim. The same principles of proportionality and necessity apply as in self-defense of one's own person.
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิป้องกันตัวตามมาตรา 68 ขยายไปถึงการป้องกันบุคคลอื่นด้วย ผู้ที่เห็นการทำร้ายร่างกายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ มีสิทธิใช้กำลังตามสมควรเพื่อปกป้องผู้เสียหาย หลักความได้สัดส่วนและความจำเป็นเช่นเดียวกับการป้องกันตนเองใช้บังคับ
Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 5521/2546. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5521/2546 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
Year: 2003 (B.E. 2546)
Relevant Code Sections: Criminal — Section(s) 68
SUMMARY
The defendant, a bystander, intervened when he witnessed an attacker assaulting a third party with a weapon. The defendant struck the attacker, causing injury. The Supreme Court held that the right of self-defense under Section 68 extends to the defense of other persons. A bystander who witnesses an unlawful assault in progress may use reasonable force to protect the victim. The same principles of proportionality and necessity apply as in self-defense of one's own person. The defendant was acquitted, the Court finding that intervening to protect another from an ongoing violent attack constitutes lawful defense of others under Section 68.
FACTS OF THE CASE
The defendant, a bystander, intervened when he witnessed an attacker assaulting a third party with a weapon. The defendant struck the attacker, causing injury.
COURT'S HOLDING
The Supreme Court held that the right of self-defense under Section 68 extends to the defense of other persons. A bystander who witnesses an unlawful assault in progress may use reasonable force to protect the victim. The same principles of proportionality and necessity apply as in self-defense of one's own person.
LEGAL ANALYSIS
The Supreme Court held that the right of self-defense under Section 68 extends to the defense of other persons. A bystander who witnesses an unlawful assault in progress may use reasonable force to protect the victim. The same principles of proportionality and necessity apply as in self-defense of one's own person. The defendant was acquitted, the Court finding that intervening to protect another from an ongoing violent attack constitutes lawful defense of others under Section 68.
PRACTICAL IMPLICATIONS
Self-defense claims must demonstrate proportionality between the threat and the defensive action. Preserve all evidence of the threat including witnesses and CCTV footage.
---
Note: This is an English-language summary of the Thai original judgment.
For the authoritative Thai text, please refer to the Thai version above
or visit deka.supremecourt.or.th.
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคท้าย ที่บัญญัติให้การกระทำที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษนั้นจะต้องเป็นการกระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปี แต่ยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายเด็กหญิงนั้นสมรสกัน การที่จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม จึงไม่รับยกเว้นโทษ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกโดยปราศจากเหตุอันสมควร ร่วมกันพรากเด็กหญิงกรกมล สุวรรณกิจ ผู้เสียหายที่ 2 อายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากนางจินตนา สุวรรณกิจ ผู้เสียหายที่ 1 มารดา โดยไม่มีเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายฉุดดึงพาผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปในห้องบนชั้นสองของบ้านเลขที่ 61 หมู่ที่ 4 ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วล็อคประตูห้องอันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จากนั้นจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันใช้มีดทำครัวปลายแหลมใบมีดกว้าง 2 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว เป็นอาวุธจี้ผู้เสียหายบังคับมิให้ขัดขืน อันเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้จำยอม โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต และร่างกาย แล้วผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จนสำเร็จความใคร่คนละ 1 ครั้ง อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 277, 309, 310, 317 ริบอาวุธมีดของกลาง และกำหนดโทษของจำเลยที่ 1 ที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนแล้วบวกเข้ากับโทษในคดีนี้
จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 310 วรรคสาม, 317 วรรสาม, 33, 58 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์จำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน ฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานข่มขืนใจผู้อื่น และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ประกอบมาตรา 53 จำคุกคนละ 25 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์ จำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุกคนละ 12 ปี 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 13 ปี 9 เดือน กำหนดโทษที่จำเลยที่ 1 ที่รอการกำหนดไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 842/2543 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ให้จำคุก 3 เดือน เมื่อบวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 มี 12 เดือน ริบอาวุธมีดของกลาง
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
จำเลยที่ 1 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปจากมารดาเพื่อการอนาจาร และร่วมกระทำความผิดกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำสารภาพของจำเลยที่ 1 ในศาลชั้นต้น แม้จำเลยที่ 1 จะยกขึ้นอุทธรณ์ ก็ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาและยื่นคำแถลงการณ์ประกอบฎีกาว่าจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 ได้อยู่กินฉันสามีภริยา และอยู่ในระหว่างยื่นคำร้องขอให้ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้สมรส ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 ได้จดทะเบียนสมรสกันแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับโทษในความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคท้าย บัญญัติให้การกระทำที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษนั้น จะต้องเป็นกระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปี แต่ยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน แต่ในคดีนี้จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 มีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รับยกเว้นโทษ"
พิพากษายืน
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
💡 What This Means for You 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ
Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย
When is self-defense a valid defense under Thai criminal law? การป้องกันตัวเป็นข้อต่อสู้ที่ถูกต้องตามกฎหมายอาญาไทยเมื่อใด?
In Decision 5521/2546, The Supreme Court held that the right of self-defense under Section 68 extends to the defense of other persons. A bystander who witnesses an unlawful assault in progress may use reasonable force to protect the victim. The same principles of proportionality and necessity apply as in self-defense of o
ศาลฎีกาวินิจฉัยในคำพิพากษาที่ 5521/2546 เกี่ยวกับมาตรา 68
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content — including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis — is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต