A 30-year lease alone does not make a lease pass to the lessee's heirs คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1729/2540
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The Supreme Court held the buyer was bound by the lease under section 569, but a lease is personal to the lessee; as there was no term passing it to his heirs and no reciprocal contract more than a plain lease, it ended on his death and the sublease ended with it, so the owner could evict.
แต่สัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า เพราะจุดประสงค์ของการเช่านั้นก็เพื่อการใช้ประโยชน์ในทรัพย์ที่เช่าเป็นหลัก
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
A 30-year term alone does not make a lease inheritable; without express terms the lessee's death can end it.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
A lessee took a registered 30-year lease of land to build a fan factory, with a right to sublet; the land was sold, the lessee died, and the new owner sued his children and the subtenant to leave.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The Supreme Court held the buyer was bound by the lease under section 569, but a lease is personal to the lessee; as there was no term passing it to his heirs and no reciprocal contract more than a plain lease, it ended on his death and the sublease ended with it, so the owner could evict.
แต่สัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า เพราะจุดประสงค์ของการเช่านั้นก็เพื่อการใช้ประโยชน์ในทรัพย์ที่เช่าเป็นหลัก
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 1729/2540. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1729/2540 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2521 นางระเบียบเศวตนัย เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 8768 ได้จดทะเบียนให้นายวินัย วราฤทธิชัย เช่าที่ดินดังกล่าวบางส่วนเป็นเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ เพื่อปลูกสร้างโรงงานทำพัดลม มีกำหนดเวลา 30 ปีนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2521 เป็นต้นไป เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน2522 นางระเบียบได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ ต่อมานายวินัยถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรและเป็นทายาทของนายวินัยก็ได้ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เช่าโรงงานทำพัดลมเพื่อทำเป็นโรงงานประกอบและผลิตสินค้าโดยที่โจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอม โจทก์ได้บอกให้จำเลยทั้งห้าขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินที่เช่าแล้ว แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉยทำให้โจทก์เสียหาย เพราะโจทก์ไม่อาจทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ซึ่งที่ดินจำนวน 2 ไร่ นี้หากโจทก์นำออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 20,000 บาท เป็นอย่างต่ำ โจทก์จึงขอคิดค่าเสียหายจนถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 40,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่8768 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันและแทนกันใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 40,000 บาท และอีกเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท
จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ขาดนัดยืนคำให้การและขาดนัดพิจารณา
จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยที่ 2มิใช่ผู้จัดการมรดกของนายวินัย วราฤทธิชัย และนายวินัยก็ได้นำสิทธิการเช่าตามฟ้องไปให้บุคคลภายนอกเช่าช่วงก่อนที่นายวินัยจะเสียชีวิตแล้ว สัญญาเช่าระหว่างนางระเบียบ เศวรนัยกับนายวินัยมีกำหนดเวลาเช่าแน่นอนและยอมให้นายวินัยนำที่ดินไปให้เช่าช่วงได้ โจทก์ได้เก็บเงินค่าเช่าล่วงหน้าไปครบ 30 ปีแล้ว ดังนั้น เมื่อนายวินัยถึงแก่ความตาย โจทก์จะเอาเหตุการตายของนายวินัยมาเป็นเหตุในการบอกเลิกสัญญาหาได้ไม่ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 3 ให้การว่า สัญญาเช่าระหว่างผู้ให้เช่ากับนายวินัย วราฤทธิชัยมีข้อสัญญาให้เช่าช่วงได้ ย่อมแสดงว่าผู้ให้เช่ามิได้เพ่งเล็งถึงตัวบุคคลสัญญาเช่าจึงไม่ระงับไปเมื่อผู้เช่าถึงแก่ความตาย โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่ได้จำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาเช่าช่วงที่ดินมาจากนายวินัยโดยได้ชำระค่าตอบแทนในการให้เช่าช่วงให้แก่นายวินัยเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว และการเช่าช่วงดังกล่าวได้ดำเนินการเพื่อขอจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่โจทก์ขัดขวางมิให้มีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาเช่าดังกล่าวจึงสมบูรณ์ตามกฎหมายและมีผลใช้บังคับเสมือนหนึ่งได้มีการจดทะเบียนการเช่าช่วงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว จำเลยที่ 3 ย่อมมีสิทธิตามสัญญาเช่าช่วงจนกว่าจะครบกำหนดตามสัญญาเช่าช่วงฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 3ไม่เข้าใจสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ ทำให้เสียเปรียบในการต่อสู้คดีและค่าเช่าที่โจทก์ฟ้องเรียกมาเดือนละ 20,000 บาท นั้นสูงไปจากความจริง ถ้าหากให้เช่าก็คงได้ไม่เกินปีละ 1,500 บาทขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 8768 ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่เดือนมกราคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5
จำเลย ที่ 3 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืน
จำเลย ที่ 3 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยที่ 3 ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าช่วงได้ในขณะยื่นคำฟ้องเดือนละ 10,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 10,000 บาทจึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ศาลชั้นต้นจึงสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 3 เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า หลังจากนายวินัย วราฤทธิชัยถึงแก่ความแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรและทายาทของนายวินัย ได้ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เช่าโรงงานทำพัดลมเพื่อทำเป็นโรงงานทำ ประกอบ และผลิตสินค้า โดยจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5ขออนุญาตโจทก์ แต่โจทก์ไม่ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5เช่าที่ดินพิพาทอีกต่อไป จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ก็ยังคงดื้อดึงใช้โรงงานทำพัดลมบนที่ดินพิพาท ทำประกอบ และผลิตสินค้าเรื่อยมาโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5เพิกเฉย เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1ถึงที่ 5 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ ซึ่งเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นครบถ้วนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสองแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ที่จำเลยที่ 3ฎีกาว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า เหตุใดสัญญาเช่าจึงสิ้นสุดลงและเหตุใดโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงเหตุที่สัญญาเช่าสิ้นสุดลงและเหตุที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งห้าแล้ว กล่าวคือ โจทก์บรรยายฟ้องว่านายวินัยผู้เช่าได้ถึงแก่ความตายแล้วและโจทก์ไม่ยินยอมให้บุคคลอื่นเช่าที่ดินพิพาทอีกต่อไป ซึ่งย่อมจะทำให้จำเลยทั้งสามสามารถเข้าใจสภาพแห่งข้อหาได้ดีแล้ว
ปัญหาว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งห้าหรือไม่คดีนี้เป็นคดีที่ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 และ 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมนายวินัย วราฤทธิชัย ได้จดทะเบียนเช่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 8768 ตำบลท่าตลาดอำเภอสามพราน (ตลาดใหม่) จังหวัดนครปฐม จากนางระเบียบเศวตนัย ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มีกำหนด 30 ปี นับแต่วันที่1 มีนาคม 2521 เป็นต้นไป โดยนายวินัยมีสิทธิให้เช่าช่วงได้ด้วยนายวินัยได้ทำการปลูกสร้างอาคารโรงงานทำพัดลม เลขที่ 32หมู่ 3 ตำบลท่าตลาด อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ลงในที่ดินพิพาท ต่อมาเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2522 นางระเบียบได้จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 8768 ตำบลท่าตลาด ดังกล่าวทั้งแปลงซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทด้วย ให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 3ได้เช่าช่วงที่ดินพิพาทจากนายวินัยและได้ซื้อโรงงานทำพัดลมจากนายวินัยด้วย เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2534 นายวินัยได้ถึงแก่ความตาย เห็นว่า แม้นายวินัยจะได้จดทะเบียนเช่าที่ดินพิพาทจากนางระเบียบมีกำหนดเวลา 30 ปี ซึ่งมีผลทำให้โจทก์ผู้รับโอนที่พิพาทจากนางระเบียบ ต้องรับโอนสิทธิและหน้าที่ของนางระเบียบมาด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 569 คือต้องยอมให้นายวินัยเช่าที่ดินพิพาทต่อไปตามสัญญาก็ตาม แต่สัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า เพราะจุดประสงค์ของการเช่านั้นก็เพื่อการใช้ประโยชน์ในทรัพย์ที่เช่าเป็นหลักดังจะเห็นได้จากการที่ผู้ให้เช่าจะคำนึงถึงคุณสมบัติของผู้เช่าเป็นสำคัญ แม้ตามสัญญาเช่าผู้เช่าจะมีสิทธิเอาทรัพย์สินที่เช่าออกให้เช่าช่วงได้โดยชอบก็ตาม แต่ผู้เช่าก็ยังคงต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าอยู่เช่นเดิม หาใช่พ้นจากความรับผิดไปแต่อย่างใดไม่ทั้งสิทธิอันเกิดจากสัญญาเช่าก็ไม่ตกทอดไปยังทายาทของผู้เช่าอีกด้วย ดังนั้น เมื่อนายวินัยถึงแก่ความตาย สัญญาเช่าที่ดินพิพาทระหว่างนายวินัยกับนางระเบียบก็เป็นอันสิ้นสุดลงและมีผลทำให้สัญญาเช่าช่วงระหว่างนายวินัยกับจำเลยที่ 3 ก็เป็นอันสิ้นสุดลงด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรและทายาทของนายวินัยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิการเช่าช่วงจากนายวินัย ก็ไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไปเช่นเดียวกัน ทั้งโรงงานทำพัดลมของจำเลยที่ 3 ที่ซื้อจากนายวินัยและตั้งอยู่ในที่ดินพิพาทก็ต้องรื้อถอนออกไปด้วยโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งห้าได้ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่าการเช่ารายนี้มีระยะเวลานานถึง 30 ปี แสดงว่านายวินัยต้องการให้สิทธิการเช่าตกทอดไปยังทายาท จึงไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่านั้น เห็นว่า เกี่ยวกับเรื่องกำหนดเวลาในการเช่านั้นกฎหมายมิได้กำหนดเอาไว้โดยเคร่งครัด ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538, 540, และ 541ซึ่งให้สิทธิแก่คู่สัญญาในอันที่จะเลือกเอากำหนดเวลาในการเช่าได้หลายแบบรวมทั้งการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์มีกำหนดเวลา 30 ปีด้วย หรือแม้แต่จะทำกันตลอดอายุของผู้ให้เช่าหรือของผู้เช่าก็สามารถทำได้ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่านายวินัยได้เลือกเอากำหนดเวลาเช่าเป็นเวลา 30 ปี และไม่มีข้อกำหนดให้สิทธิตามสัญญาเช่าสามารถตกทอดไปยังผู้เป็นทายาทของนายวินัยหรือไม่มีข้อตกลงที่เป็นการต่างตอบแทนชนิดพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเช่นนี้ ก็ต้องถือว่าสัญญาเช่าที่ดินพิพาทระหว่างนางระเบียบกับนายวินัยเป็นสิทธิเฉพาะตัวของนายวินัย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1729/2540
นาย วรเชษฐ์ เตชะอาภรณ์กุล โจทก์
นาย บุญชัย วราฤทธิชัย กับพวก จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 564 , ม. 569 , ม. 1600 ป.วิ.พ. ม. 55 , ม. 172 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: นาย วรเชษฐ์ เตชะอาภรณ์กุล โจทก์ นาย บุญชัย วราฤทธิชัย กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 564 , ม. 569 , ม. 1600 ป.วิ.พ. ม. 55 , ม. 172
องค์คณะ: (อมร วีรวงศ์-สุรินทร์ นาควิเชียร-ถวิล อินทรักษา)
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต