Verified ตรวจสอบแล้ว Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 4397/2553 คำพิพากษาที่ 4397/2553 2010 (B.E. 2553)

Void gifts in a will go to the statutory heirs, not the other beneficiary คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4397/2553

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

The other heirs were disinherited under section 1608 paragraph three because the will disposed of the whole estate, but the two void gifts (sections 1653 and 1705) passed to the statutory heirs under section 1620 paragraph two and section 1699, not to the surviving beneficiary, who therefore could not take the property alone.

ทรัพย์มรดกในส่วนของนางลูกจันทร์และนางมาลัยย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ตามบทบัญญัติดังกล่าว มิใช่ตกได้แก่โจทก์ร่วมแต่ผู้เดียว

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

A void gift does not swell the shares of the other beneficiaries; it falls into intestacy.

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

A will left the whole estate to three named women and said nobody else should take anything; the gifts to two of them were found void, and the third registered the house and land to herself alone.

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

The other heirs were disinherited under section 1608 paragraph three because the will disposed of the whole estate, but the two void gifts (sections 1653 and 1705) passed to the statutory heirs under section 1620 paragraph two and section 1699, not to the surviving beneficiary, who therefore could not take the property alone.
ทรัพย์มรดกในส่วนของนางลูกจันทร์และนางมาลัยย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ตามบทบัญญัติดังกล่าว มิใช่ตกได้แก่โจทก์ร่วมแต่ผู้เดียว

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 4397/2553. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4397/2553 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

เจ้ามรดกทำพินัยกรรมมีข้อความย่อหน้าแรกระบุว่า ยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่นางลูกจันทร์ โจทก์ร่วม และนางมาลัย และย่อหน้าที่สองระบุว่าหากว่าจะมีใครอื่นนอกจากที่ระบุชื่อไว้ในพินัยกรรมย่อมไม่มีสิทธิในทรัพย์สมบัติของเจ้ามรดกทั้งสิ้น ดังนั้น แม้เจ้ามรดกจะไม่ได้ระบุตัวทายาทที่ถูกตัดมิให้รับมรดกว่า คือ นายจุล นางสาวลำพวน และจำเลยที่ 1 ไว้โดยชัดแจ้ง แต่การที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกของตนทั้งหมดให้แก่นางลูกจันทร์ โจทก์ร่วม และนางมาลัยไปหมดแล้ว ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และทายาทคนอื่นที่ไม่ได้รับทรัพย์มรดกจากพินัยกรรม เป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคสามแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงยุติแล้วว่า ข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของนางลูกจันทร์ และนางมาลัยไม่มีผลใช้บังคับ เพราะขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1653 ประกอบ มาตรา 1705 คงสมบูรณ์เฉพาะข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของโจทก์ร่วม ดังนั้น ทรัพย์มรดกส่วนที่มีข้อกำหนดให้ตกเป็นของนางลูกจันทร์และนางมาลัยซึ่งเสียเปล่าไม่มีผลใช้บังคับนั้นจึงตกแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1620 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1699
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3449 และสิ่งปลูกสร้างคือบ้านเลขที่ 374 ถนนศรีอุทัย ตำบลอุทัยใหม่ อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานีของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาท
จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การและฟ้องแย้งว่า ขอให้พิพากษายกฟ้องและให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างนางส้มโอ กับโจทก์ฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2546 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3449 อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี พร้อม บ้านเลขที่ 374 อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทของนางส้มโอ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุขหรือสุกหรือศุขและนางลำใย ที่โอนให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัวฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2545 และวันที่ 15 พฤศจิกายน 2545 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3449 อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ให้นางส้มโอ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุขหรือสุกหรือศุข และนางลำใย โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3449 อำเภอเมืองอุทัยธานีจังหวัดอุทัยธานี ให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1 ใน 9 ส่วน หากนางส้มโอไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน
ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกนางส้มโอ เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลมีคำสั่งอนุญาต
โจทก์และโจทก์ร่วมยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกจากนายสุขหรือสุกหรือศุขและนางลำใย จำนวน 1 ใน 9 ส่วนตามพินัยกรรม เพราะวรรคสองของพินัยกรรมระบุว่าบุคคลอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในพินัยกรรมย่อมไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดก จำเลยที่ 1 จึงถูกตัดมิให้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมดังกล่าว
ระหว่างพิจารณา โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองแถลงสละประเด็นข้อพิพาท และไม่ติดใจสืบพยานโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอีกต่อไป แต่ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า เมื่อพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2504 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 617/2541 ของศาลชั้นต้นมีข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนทรัพย์มรดกที่ให้แก่นางลูกจันทร์ และนางมาลัย เป็นโมฆะแล้ว ทรัพย์มรดกดังกล่าวตกได้แก่โจทก์ร่วมแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างนางส้มโอ กับโจทก์ ฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2546 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3449 อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 374 อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินของนางส้มโอ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุขหรือสุกหรือศุขและนางลำใย ที่จดทะเบียนโอนให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัว ฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2545 และวันที่ 15 พฤศจิกายน 2545 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3449 อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี และให้นางส้มโอ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุขหรือสุกหรือศุขและนางลำใย จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3449 อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1 ใน 9 ส่วน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม ให้โจทก์และโจทก์ร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 3,000 บาท
โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรม มีข้อความย่อหน้าแรกระบุว่า ยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่นางลูกจันทร์ โจทก์ร่วมและนางมาลัย และย่อหน้าที่สองระบุว่า หากว่าจะมีใครอื่นนอกจากที่ระบุชื่อไว้ในพินัยกรรมนี้ ย่อมไม่มีสิทธิในทรัพย์สมบัติของข้าพเจ้าทั้งสิ้น ข้อความทั้งสองวรรคในพินัยกรรมดังกล่าวแสดงว่าเจ้ามรดกได้แสดงเจตนาตัดทายาทอื่นอีก 3 คน คือ นายจุล นางสาวลำพวนและจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกของเจ้ามรดกทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 บัญญัติว่า "เจ้ามรดกจะตัดทายาทโดยธรรมของตนคนใดมิให้รับมรดกก็ได้แต่ด้วยแสดงเจตนาชัดแจ้ง
(1) โดยพินัยกรรม
(2) โดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ตัวทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกนั้นต้องระบุไว้ให้ชัดเจน
แต่เมื่อบุคคลใดได้ทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดแล้วให้ถือว่าบรรดาทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรม เป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่า วรรคที่ 1 และที่ 2 เป็นกรณีตัดทายาทไม่ให้รับมรดกโดยตรง คือ หากเจ้ามรดกต้องการตัดทายาทคนใดมิให้รับมรดกของตนก็ต้องแสดงเจตนาในพินัยกรรมโดยระบุตัวทายาทคนดังกล่าวโดยชัดแจ้งว่าถูกตัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดก ส่วนในวรรคสาม เป็นกรณีตัดทายาทไม่ให้รับมรดกโดยปริยายคือ แม้เจ้ามรดกไม่ได้ระบุตัวทายาทที่ประสงค์จะตัดมิให้รับมรดกไว้ แต่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกของตนไปทั้งหมดแล้ว ให้ถือว่าทายาทโดยธรรมผู้อื่นที่ไม่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก ดังนั้น แม้เจ้ามรดกทั้งสองไม่ได้ระบุตัวทายาทที่ถูกตัดมิให้รับมรดก คือ นายจุล นางสาวลำพวนและจำเลยที่ 1 ให้รับมรดกไว้โดยชัดแจ้งก็ตาม แต่การที่เจ้ามรดกทั้งสองได้ทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกของตนทั้งหมดให้นางลูกจันทร์ โจทก์ร่วมและนางมาลัยไปหมดแล้ว ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และทายาทคนอื่นที่ไม่ได้รับทรัพย์มรดกจากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคสาม แล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของนางลูกจันทร์และนางมาลัยไม่มีผลใช้บังคับ คงสมบูรณ์เฉพาะข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของโจทก์ร่วม ดังนั้น ข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์มรดกส่วนของนางลูกจันทร์และนางมาลัยซึ่งเสียเปล่าไม่มีผลใช้บังคับจึงตกแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1620 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1699 ทรัพย์มรดกในส่วนของนางลูกจันทร์และนางมาลัยย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ตามบทบัญญัติดังกล่าว มิใช่ตกได้แก่โจทก์ร่วมแต่ผู้เดียว โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจจดทะเบียนยกทรัพย์มรดกที่ดิน โฉนดเลขที่ 3449 และสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์แต่เพียงผู้เดียวที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4397/2553
นางสาว อนุจิตร สวรรคทัต กับพวก โจทก์
นายสุวรรณ ถมยา กับพวก จำเลย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 1608 , ม. 1620 , ม. 1653 , ม. 1699 , ม. 1705 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

คู่ความ: นางสาว อนุจิตร สวรรคทัต กับพวก โจทก์ นายสุวรรณ ถมยา กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1608 , ม. 1620 , ม. 1653 , ม. 1699 , ม. 1705

ศาล: ศาลจังหวัดอุทัยธานี - นางฉวีวรรณ วิมล

องค์คณะ: (ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์-พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา-ปดารณี ลัดพลี)

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book