A house you built yourself on another's land gives no right of habitation คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6458/2551
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
Under section 1402 a right of habitation can exist only in another person's building; since the house was her own, she had no right of habitation, and after notice to leave her staying was a wrong entitling the owner to evict.
สิทธิอาศัยมีได้แต่เฉพาะสิทธิที่จะอยู่อาศัยในโรงเรือนของบุคคลอื่นเท่านั้น
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
Permission to live on land in your own house is not a right of habitation and gives no protection against eviction.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
The widow of the owner's brother had built her own house on the family's titled land with permission, later rented the land, and claimed a lifetime right of habitation when the heir sued to evict her.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
Under section 1402 a right of habitation can exist only in another person's building; since the house was her own, she had no right of habitation, and after notice to leave her staying was a wrong entitling the owner to evict.
สิทธิอาศัยมีได้แต่เฉพาะสิทธิที่จะอยู่อาศัยในโรงเรือนของบุคคลอื่นเท่านั้น
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 6458/2551. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6458/2551 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์เนื้อที่ 50 ตารางวา อัตราค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท มีกำหนด 6 เดือน จำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาท เมื่อครบกำหนด จำเลยยังคงอยู่อาศัยในที่ดินที่เช่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากโจทก์นำที่ดินออกให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท ขอให้บังคับให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 10 แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ พร้อมกับส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์
จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยและสามีได้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทมานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งเป็นบิดาของจ่าสิบตำรวจผาด หลักแหลม และสามีของจำเลยได้อนุญาตให้มีสิทธิอาศัยตลอดชีวิตของจำเลย สามีและลูกหลานของจำเลย เมื่อเจ้าของที่ดินเดิมถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทตกเป็นมรดกแก่จ่าสิบตำรวจผาด ซึ่งเป็นพี่ชายของสามีจำเลยก็ยังให้มีสิทธิอาศัยตลอดชีวิตของจำเลย สามีและลูกหลานของจำเลย โดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทนใด ๆ และไม่มีการยกเลิกสิทธิอาศัยมาจนปัจจุบัน ต่อมาเมื่อจ่าสิบตำรวจผาดถึงแก่ความตาย นางนวลศรีมารดาของโจทก์ใช้กลอุบายหลอกลวงให้จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาท สัญญาเช่าจึงเป็นโมฆะ ขอให้พิพากษาว่าสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2539 เป็นโมฆะ และพิพากษาให้จำเลยมีสิทธิอาศัยในที่ดินโฉนดที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ตลอดชีวิตของจำเลยและลูกหลาน
โจทก์ให้การฟ้องแย้งว่า นางนวลศรีไม่ได้หลอกลวงให้จำเลยทำสัญญาเช่า จำเลยขออยู่อาศัยตามระยะเวลาในสัญญาและยินยอมชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ การที่จำเลยอ้างสิทธิอาศัยนั้นต้องมีข้อตกลงระหว่างเจ้าของที่ดินและผู้มีสิทธิอาศัย นางนวลศรีในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ไม่ยินยอมให้จำเลยมีสิทธิอาศัย จำเลยจะอ้างสิทธิไม่ได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 10 แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ในจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นในส่วนของฟ้องแย้งและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบตำรวจผาดและนางนวลศรี ส่วนจำเลยเป็นภริยาของนายมาลัยซึ่งเป็นน้องชายของสิบตำรวจผาด เดิมจ่าสิบตำรวจผาดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 31264 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ต่อมาเมื่อจ่าสิบตำรวจผาดถึงแก่ความตาย โจทก์ได้รับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 เจ้าของที่ดินเดิมอนุญาตให้นายมาลัยและจำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาท และขณะที่จ่าสิบตำรวจผาดมีชีวิตอยู่ได้อนุญาตให้นายมาลัยและจำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท ต่อมาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับนางนวลศรีมีกำหนดระยะเวลา 6 เดือน ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4 เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าจำเลยยังคงอาศัยอยู่ในที่ดินที่เช่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องว่า "โจทก์มีฐานะเป็นมารดาของนายฐิติวัฒน์ผู้เยาว์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยการจัดการมรดกเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2539" แสดงว่านางนวลศรีผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้ฟ้องแทน และคำฟ้องอ้างสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งนางนวลศรีเป็นผู้ทำสัญญาเช่ากับจำเลย ดังนั้นโจทก์จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องระบุไว้แจ้งชัดว่า นายฐิติวัฒน์เป็นผู้เยาว์อายุ 17 ปี เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามฟ้อง จำเลยเคยเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทแม้จะทำสัญญาเช่ากับนางนวลศรี แต่ก็ทำสัญญาเช่าหลังจากที่จ่าสิบตำรวจผาดถึงแก่ความตายแล้ว นางนวลศรีซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบตำรวจผาดจึงมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วย และไม่มีกฎหมายบังคับว่าผู้ให้เช่าจะต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่า ต่อมาเมื่อโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เช่า โจทก์จึงต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิอาศัยในที่ดินพิพาทหรือไม่ จำเลยอ้างว่า จำเลยมีสิทธิอาศัยในที่ดินพิพาท ในข้อนี้จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยและสามีปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทโดยเจ้าของที่ดินเดิมอนุญาต และต่อมาจ่าสิบตำรวจผาดอนุญาตให้อยู่อาศัยตลอดชีวิตของสามีและลูกหลานของจำเลย เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1402 บัญญัติว่า "บุคคลใดได้รับสิทธิอาศัยในโรงเรือน บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิอยู่ในโรงเรือนนั้นโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า" ดังนั้นจะเห็นได้ว่า สิทธิอาศัยมีได้แต่เฉพาะสิทธิที่จะอยู่อาศัยในโรงเรือนของบุคคลอื่นเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบ้านดังกล่าวเป็นของจำเลยเอง และโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาท จำเลยจึงไม่มีสิทธิอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยได้"
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6458/2551
นายฐิติวัฒน์ หลักแหลม
โดยนางนวลศรี หลักแหลม ผู้แทนโดยชอบธรรม โจทก์
นางสาวหรือนางชิน เสวี จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 1402 ป.วิ.พ. ม. 55 แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา
คู่ความ: นายฐิติวัฒน์ หลักแหลม โดยนางนวลศรี หลักแหลม ผู้แทนโดยชอบธรรม โจทก์ นางสาวหรือนางชิน เสวี จำเลย ป.พ.พ. ม. 1402 ป.วิ.พ. ม. 55
องค์คณะ: (ชวลิต สุจริตกุล-สมศักดิ์ จันทรา-เอกชัย ชินณพงศ์)
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต