Fault alone does not earn a living allowance, the spouse must also become poorer คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7072/2559
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
Fault alone is not enough: the court may award a living allowance only if the other spouse is also shown to have become poorer. Poverty was proved, but because she began living with a new partner, the court ordered 3,000 baht a month only from the filing of the case to the month before that cohabitation began.
แต่ศาลจะกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้ได้ ต่อเมื่อมีข้อเท็จจริงว่าอีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงด้วย
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
A new relationship, even one not registered as a marriage, can cut the allowance short.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
A wife divorced her husband, who supported another woman as his wife; she earned about 5,000 baht a month and moved back in with her retired parents, and later began living with a new partner.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
Fault alone is not enough: the court may award a living allowance only if the other spouse is also shown to have become poorer. Poverty was proved, but because she began living with a new partner, the court ordered 3,000 baht a month only from the filing of the case to the month before that cohabitation began.
แต่ศาลจะกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้ได้ ต่อเมื่อมีข้อเท็จจริงว่าอีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงด้วย
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 7072/2559. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7072/2559 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยแบ่งเงิน 450,000 บาท แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 225,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปเป็นเวลา 10 ปี ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ เดือนละ 7,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะจบการศึกษาระดับปริญญาตรี กับให้โจทก์แต่ผู้เดียวเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยแต่ผู้เดียวเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ กับให้โจทก์ร่วมรับผิดกึ่งหนึ่งในหนี้เงินกู้ 433,000 บาท เป็นเงิน 216,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้จำเลยแบ่งสินสมรสคือเงิน 450,000 บาท แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้โจทก์ร่วมรับผิดกับจำเลยในหนี้เงินกู้ 433,000 บาท กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ 6,000 บาท ต่อเดือน นับแต่เดือนสิงหาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะ ให้โจทก์ทดลองปกครองเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาหกเดือนนับแต่มีคำพิพากษา โดยให้ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดภูเก็ตเป็นผู้กำกับการทดลองปกครองเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แล้วรายงานให้ศาลทราบทุกสามเดือน ระหว่างนี้ให้จำเลยมีสิทธิติดต่อเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ตามควรแก่พฤติการณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1584/1 ยกคำขอค่าเลี้ยงชีพ ยกฟ้องแย้งในเรื่องหย่า ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพ 3,000 บาทต่อเดือน แก่โจทก์นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 สิงหาคม 2556) เป็นต้นไปเป็นเวลา 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นภริยาของจำเลย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2551 อยู่กินฉันสามีภริยาที่บ้านพิพาท ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 92987 อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ 40.5 ตารางวา ซึ่งมีชื่อบิดาโจทก์และจำเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน โจทก์จำเลยมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิง ค. ต่อมาบิดาโจทก์และจำเลยขายที่ดินพร้อมบ้านไป เมื่อหักค่านายหน้าและหนี้แล้วเหลือเงิน 900,000 บาท จำเลยมอบเงินให้แก่บิดาโจทก์ 450,000 บาท ในปี 2555 จำเลยเลี้ยงดูอุปการะและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา โจทก์จึงพาบุตรไปพักอาศัยที่อื่น
ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยหรือไม่ เพียงใด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 บัญญัติว่า "..การหย่านั้นทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง.. จะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้" เห็นว่า แม้จะได้ความว่าการหย่าเกิดขึ้นเนื่องจากเป็นความผิดฝ่ายจำเลยก็ตาม แต่ศาลจะกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้ได้ ต่อเมื่อมีข้อเท็จจริงว่าอีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงด้วย โจทก์เบิกความว่า โจทก์มีอาชีพรับจ้างตัดต่อภาพทางคอมพิวเตอร์ มีรายได้ประมาณเดือนละ 5,000 บาท โจทก์เป็นบุตรคนเดียวของบิดามารดา บิดารับราชการแต่เกษียณอายุแล้ว มารดาเป็นแม่บ้าน เมื่อแยกทางกับจำเลยแล้วโจทก์ต้องกลับไปพักอาศัยกับบิดามารดา ต้องช่วยค่าใช้จ่ายในบ้านด้วย จำเลยไม่โต้แย้ง ในชั้นฎีกาจำเลยอ้างว่า โจทก์มีสามีใหม่ และตั้งครรภ์กับสามีใหม่แล้ว ไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบจึงต้องถือว่าการหย่าเป็นเหตุให้โจทก์ยากจนลง อย่างไรก็ตามแม้ข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์มีคู่ครองคนใหม่แล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ยอมรับก็ตาม แต่ได้ความจากรายงานผลการกำกับการทดลองปกครองเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ครั้งที่ 1 ของผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดภูเก็ต ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2557 ว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 โจทก์ไปอยู่กินฉันสามีภริยากับนาย อ. ซึ่งเป็นคู่ครองใหม่ของโจทก์แล้ว แม้ไม่ปรากฏว่าจะเป็นการอยู่กินฉันสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม แต่ก็เป็นพฤติการณ์ที่ศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบการกำหนดค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปเป็นเวลา 5 ปี นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ยังไม่เหมาะสม สมควรให้จำเลยชำระถึงเดือนมิถุนายน 2557 ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน
ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า สมควรให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากรายงานผลการกำกับการทดลองปกครองเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ครั้งที่ 1 ของผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดภูเก็ต ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2557 และครั้งที่ 2 ลงวันที่ 16 มกราคม 2558 ว่า โจทก์อยู่กินกับคู่ครองคนใหม่ ซึ่งมีบุตรชายที่มีอายุมากกว่าบุตรสาวจำเลย 1 คน เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และพักอาศัยอยู่ร่วมกัน โดยโจทก์นำบุตรนอนอยู่ห้องเดียวกับสามีใหม่ เป็นการไม่เหมาะสมและอาจเกิดอันตรายแก่บุตรสาวของจำเลยได้ นอกจากนี้ นาย อ. คู่ครองใหม่ของโจทก์มีนิสัยเกเร เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2557 นาย อ. ทำร้ายร่างกายจำเลย ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องนาย อ. นาย อ. ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนาย อ. ไปแล้ว ตามสำเนาคำฟ้องและสำเนาคำพิพากษาเอกสารแนบท้ายฎีกา เห็นว่า ในรายงานดังกล่าวมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโจทก์ว่า โจทก์มีสามีใหม่และมีบุตรกับสามีใหม่แล้ว โจทก์ยังไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นเพราะมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรใหม่ สำหรับผู้เยาว์โจทก์พาไปฝากบิดามารดาของโจทก์เลี้ยงบ้าง ประกอบกับได้ความว่า โจทก์นำผู้เยาว์ซึ่งเป็นเด็กหญิงและมีอายุ 7 ปีแล้ว ไปนอนรวมห้องเดียวกับสามีใหม่ แสดงว่าบ้านพักอาศัยคับแคบ และสามีใหม่ของโจทก์มีบุตรชายติดมาด้วย 1 คน แสดงว่ารายได้ของโจทก์และสถานที่พักอาศัยของโจทก์ไม่เอื้ออำนวยให้โจทก์อุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ให้เหมาะสมตลอดจนปลอดภัยต่ออนาคตและสวัสดิภาพของผู้เยาว์ได้ จำเลยในฐานะบิดาย่อมเล็งเห็นสภาพข้อเท็จจริงที่โจทก์เลี้ยงดูผู้เยาว์รวมทั้งสภาพแวดล้อมและความประพฤติอุปนิสัยของบุคคลรอบข้างผู้เยาว์และหาหนทางป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เยาว์ได้ดี เพื่อสวัสดิภาพและอนาคตของผู้เยาว์ จึงเห็นสมควรให้ผู้เยาว์อยู่ในอำนาจปกครองของจำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น
ปัญหาที่จำเลยฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ที่กำหนดให้จำเลยชำระเดือนละ 6,000 บาท สูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลฎีกากำหนดให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวแล้ว จำเลยย่อมต้องเป็นผู้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ตามกฎหมาย จึงไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์แก่โจทก์อีก
อนึ่ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเพียงว่า ให้เป็นพับ โดยไม่ได้ระบุว่า หมายความรวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้ง จึงไม่ชัดเจน ศาลฎีกาเห็นควรสั่งใหม่ให้ชัดเจน
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองและเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ โดยให้ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดภูเก็ตเป็นผู้กำกับการปกครองเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์และรายงานให้ศาลทราบทุกสามเดือน ให้โจทก์มีสิทธิติดต่อเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ตามสมควรแก่พฤติการณ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1584/1 ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้อง ถึงเดือนมิถุนายน 2557 แก่โจทก์ ยกคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดู นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งฟ้องเดิมและฟ้องแย้งทั้งสามชั้นศาลให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7072/2559
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 1526 วรรคหนึ่ง , ม. 1564 , ม. 1566 , ม. 1584/1 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: นาง ส. โจทก์ นาย ธ. จำเลย ป.พ.พ. ม. 1526 วรรคหนึ่ง , ม. 1564 , ม. 1566 , ม. 1584/1
ศาล: ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต - นายณัฐวัฒน์ ใบบัว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายสมศักดิ์ อุไรวิชัยกุล
องค์คณะ: (จรูญ ชีวิตโสภณ-พิศล พิรุณ-พิศิฏฐ์ สุดลาภา)
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต