Verified ตรวจสอบแล้ว Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 8954/2549 คำพิพากษาที่ 8954/2549 2006 (B.E. 2549)

A customary wedding with no intent to register is not a legal engagement คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8954/2549

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

An engagement in law requires an intention to marry by registration under section 1457; the families held the ceremony with no intention to register, so the property was not khong man and could not be claimed for breach of engagement, and on the evidence it had only been displayed and was to be returned.

เพราะการหมั้นตามกฎหมายนั้นต้องมีเจตนาจะสมรสกันตามกฎหมาย

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

Thai engagement rules on khong man apply only where a registered marriage is intended.

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

After a customary engagement and wedding at which 1,444,000 baht in cash and gold were displayed, the couple separated and the bride's side sued for breach of the engagement.

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

An engagement in law requires an intention to marry by registration under section 1457; the families held the ceremony with no intention to register, so the property was not khong man and could not be claimed for breach of engagement, and on the evidence it had only been displayed and was to be returned.
เพราะการหมั้นตามกฎหมายนั้นต้องมีเจตนาจะสมรสกันตามกฎหมาย

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 8954/2549. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8954/2549 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าฝ่ายจำเลยผิดสัญญาหมั้นหรือไม่ จะต้องฟังให้ได้เสียก่อนว่า โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะสมรสโดยจดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1457 หรือไม่ เพราะการหมั้นตามกฎหมายนั้นต้องมีเจตนาจะสมรสกันตามกฎหมาย มิใช่เมื่อมีการมอบของหมั้นแล้ว ก็มีผลสมบูรณ์ตามมาตรา 1437
ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยทำพิธีหมั้นตามประเพณี โดยไม่มีเจตนาที่จะจดทะเบียนสมรสต่อกัน ทรัพย์สินที่ฝ่ายจำเลยมอบให้ฝ่ายโจทก์จึงไม่ใช่ของหมั้น เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินที่ฝ่ายจำเลยมอบให้ฝ่ายโจทก์เพื่อเป็นหลักฐานการหมั้น และประกันว่าจะสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เงินสดจำนวน 1,444,000 บาท และทองคำรูปพรรณที่จำเลยที่ 1 นำไปมอบให้แก่ฝ่ายโจทก์จึงไม่ใช่ของหมั้น โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจฟ้องเรียกคืนฐานผิดสัญญาหมั้นได้
ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยมีข้อตกลงกันว่าโจทก์ทั้งสองจะคืนเงินสดและทองรูปพรรณที่ใช้ในพิธีหมั้นให้จำเลยที่ 1 ในวันแต่งงาน ดังนั้น เงินสดและทองรูปพรรณดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ที่ 2 แต่เป็นที่เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่ายว่าเป็นทรัพย์สินที่นำมาแสดงในวันหมั้นเพื่อให้เหมาะสมกับฐานะทั้งสองฝ่ายเท่านั้น กรรมสิทธิ์ในเงินสดและทองคำรูปพรรณดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นของโจทก์ที่ 2 การที่โจทก์ที่ 2 นำไปให้จำเลยที่ 1 ในวันแต่งงานจึงเป็นการส่งคืนทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลง มิใช่การฝากทรัพย์ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกคืน
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นมารดาโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 เป็นมารดาจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2545 จำเลยทั้งสองร่วมกันขอหมั้นโจทก์ที่ 2 จากโจทก์ที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 และมีการหมั้นระหว่างทั้งสองฝ่ายเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 โดยจำเลยทั้งสองนำเงินสดจำนวน 1,444,000 บาท ทองคำหนัก 40 บาท เป็นเงิน 280,000 บาท ตุ้มหูเพชร 1 คู่ ราคาประมาณ 10,000 บาท แหวนเพชร 1 วง ราคาประมาณ 80,000 บาท มอบให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นของหมั้น และได้นัดหมายแต่งงานพร้อมจดทะเบียนสมรสในวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 ซึ่งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการจัดงานหมั้นเป็นเงินประมาณ 150,000 บาท ต่อมาในระหว่างพิธีแต่งงาน โจทก์ที่ 2 ได้ฝากเงินสดจำนวน 1,444,000 บาท และทองคำหนัก 40 บาท ของหมั้นไว้ในตู้นิรภัยของจำเลยที่ 1 และทำพิธีแต่งงานตามประเพณีต่อไปจนเสร็จสิ้น โดยในวันแต่งงานไม่มีการจดทะเบียนสมรสเนื่องจากจำเลยที่ 2 อ้างว่าต้องต้อนรับแขกที่มางาน เมื่อทำพิธีแต่งงานแล้วโจทก์ที่ 2 ย้ายเข้าพักอาศัยกับจำเลยที่ 2 และเคยชักชวนจำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนสมรส แต่จำเลยที่ 2 บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ 2546 จำเลยทั้งสองร่วมกันขับไล่โจทก์ที่ 2 ออกจากบ้าน โดยกล่าวหาว่าโจทก์ที่ 2 มีชู้ ซึ่งไม่เป็นความจริง โดยไม่ยอมคืนเงินสด จำนวน 1,444,000 บาท และทองคำหนัก 40 บาท แก่โจทก์ที่ 2 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการผิดสัญญาหมั้นโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายจากการจัดงานหมั้นเป็นเงิน 150,000 บาท และต้องอับอายที่จำเลยทั้งสองหลอกลวงและกล่าวหาว่าโจทก์ที่ 2 มีชู้ ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 350,000 บาท รวมเป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหายเนื่องจากหลงเชื่อว่าจะมีการสมรสจริงจึงพักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 2 และยอมร่วมประเวณีด้วยมาตลอด โจทก์ที่ 2 ขอคิดค่าเสียหายแก่กายและชื่อเสียงเป็นเงิน 1,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จ และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินสด จำนวน 1,444,000 บาท พร้อมทองรูปพรรณหนัก 40 บาท หากคืนทองคำไม่ได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 280,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 สู่ขอโจทก์ที่ 2 จากโจทก์ที่ 1 เพื่อให้เป็นภริยาจำเลยที่ 2 โดยมีการทำพิธีสมรสกันเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 จริง แต่เป็นการสู่ขอและสมรสตามประเพณีเพื่อให้โจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ได้อยู่กินฉันสามีภริยาโดยเปิดเผยเท่านั้น ไม่ได้มุ่งประสงค์จะให้มีการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้ทั้งสองฝ่ายต้องถูกติฉินนินทาและอับอายเนื่องจากโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ลักลอบได้เสียกันมาก่อน ในการจัดการทำพิธีสู่ขอตกลงกันว่าไม่มีค่าสินสอด โดยโจทก์จะคืนทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 นำมาประกอบพิธีภายหลังแต่งงานแล้ว เพื่อให้สมกับฐานะความมีหน้าตาของทั้งสองฝ่าย ก่อนวันสู่ขอจำเลยที่ 1 จึงกู้เงินจากธนาคาร จำนวน 1,500,000 บาท แล้วนำเงินจำนวน 1,444,000 บาท และสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 5 บาท จำนวน 4 เส้น รวมหนัก 20 บาท จากร้านของจำเลยที่ 1 ไปประกอบพิธีซึ่งภายหลังแต่งงานโจทก์ที่ 2 คืนให้จำเลยที่ 1 แล้ว นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังนำชุดเครื่องเพชรประกอบด้วยแหวนเพชร น้ำหนัก 1.07 กะรัต ราคา 176,500 บาท สร้อยสังวาลเพชรราคา 25,000 บาท และตุ้มหูเพชรราคา 23,000 บาท รวมราคา 224,500 บาท ไปประกอบพิธีด้วย โดยจำเลยที่ 1 ตกลงยกให้โจทก์ที่ 2 เพื่อเป็นการตอบแทนที่มาอยู่กินกับจำเลยที่ 2 ภายหลังแต่งงานโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ไม่นำพาต่อการจดทะเบียนสมรสและทะเลาะวิวาทกันอยู่เนืองๆ ด้วยสาเหตุที่โจทก์ที่ 2 แอบคบหากับชายคนรักเก่า และโจทก์ที่ 2 ได้ขนย้ายทรัพย์สินส่วนตัวออกจากบ้านไป ฝ่ายโจทก์กับฝ่ายจำเลยไม่มีสัญญาหมั้นต่อกัน จำเลยทั้งสองไม่ได้ใส่ความกล่าวหาว่าโจทก์ที่ 2 มีชู้โดยมุ่งหมายจะให้โจทก์ที่ 1 เสียหายแก่ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลแต่เพื่อประสงค์อบรมตักเตือนและห้ามปรามในฐานะมารดาของสามี จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์จำเลยทั้งสองไม่ได้ผิดสัญญาหมั้น โจทก์ที่ 2 จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายแก่กายและชื่อเสียงได้ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 30,000 บาท
โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 เป็นมารดาของโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 เป็นมารดาของจำเลยที่ 2 เมื่อเดือนเมษายน 2545 จำเลยที่ 1 ได้สู่ขอโจทก์ที่ 2 จากโจทก์ที่ 1 เพื่อให้สมรสกับจำเลยที่ 2 มีการประกอบพิธีหมั้นและพิธีสมรสตามประเพณีจีน จำเลยทั้งสองนำเครื่องเพชร 1 ชุด เป็นแหวนเพชร 1 วง สร้อยสังวาล 1 เส้น และตุ้มหูอีก 1 คู่ เงินสดจำนวน 1,444,000 บาท และทองคำรูปพรรณมอบให้โจทก์ทั้งสองในวันประกอบพิธีหมั้น และมีการประกอบพิธีสมรสในวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 ในวันสมรสดังกล่าวโจทก์ที่ 2 นำเงินสดจำนวน 1,444,000 บาท พร้อมทองคำรูปพรรณทั้งหมดที่รับมอบจากจำเลยทั้งสองในวันหมั้นติดตัวไปด้วย และในวันเดียวกันนั้นโจทก์ที่ 2 มอบเงินสดและทองคำรูปพรรณดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 เก็บรักษาไว้หลังจากนั้นโจทก์ที่ 2 อยู่กินกับจำเลยที่ 2 ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นโรงกลึงเป็นเวลาประมาณ 8 เดือน โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 2 ทะเลาะกันเนื่องจากจำเลยที่ 2 หาว่าโจทก์ที่ 2 มีชู้ โจทก์ที่ 2 จึงออกจากบ้านของจำเลยที่ 2 กลับไปอยู่ที่บ้านของโจทก์ที่ 1 ต่อมาประมาณ 1 เดือน โจทก์ที่ 1 และญาติผู้ใหญ่ของโจทก์ที่ 2 หลายคนพาโจทก์ที่ 2 กลับไปที่บ้านของจำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 1 รับโจทก์ที่ 2 กลับเข้าบ้าน จำเลยที่ 1 ไม่ยอมโดยอ้างว่าโจทก์ที่ 2 มีชู้ก่อนที่จะวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ฝ่ายจำเลยผิดสัญญาหมั้นหรือไม่ จะต้องฟังได้เสียก่อนว่า โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะสมรสโดยจดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1457 หรือไม่ เพราะการหมั้นตามกฎหมายนั้นต้องมีเจตนาจะสมรสกันตามกฎหมาย ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า เมื่อมีการมอบของหมั้นแล้ว ก็มีผลสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 นั้นยังคลาดเคลื่อนต่อบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งในปัญหาว่าโจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 2 มีเจตนาจดทะเบียนสมรสกันหรือไม่ โจทก์ทั้งสองมีโจทก์ทั้งสองเป็นพยานโดยโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า เมื่อทำพิธีหมั้นแล้วมีการนัดหมายทำการแต่งงานกันในวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 และตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่าในวันที่ฝ่ายจำเลยมาสู่ขอโจทก์ที่ 2 ไม่มีการพูดเรื่องการจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ในวันทำพิธีหมั้น ไม่มีการพูดถึงเรื่องการจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 2 แต่โจทก์ที่ 2 ตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่าก่อนจัดงานแต่งงานทางผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับการจดทะเบียนสมรส แล้วเมื่อถึงวันแต่งงานโจทก์ที่ 1 ได้ถามโจทก์ที่ 2 ว่า ทำไมฝ่ายจำเลยถึงไม่จดทะเบียนสมรสภายในวันแต่งงานเสียเลย โจทก์ที่ 2 จึงไปถามจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 บอกว่าไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนสมรสเพราะคนเรารักกัน ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนสมรสก็ได้ แสดงว่าทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยไม่ได้มีการพูดกันเรื่องการจดทะเบียนสมรส และฝ่ายจำเลยได้แจ้งให้ฝ่ายโจทก์ทราบว่า ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนสมรส โจทก์ที่ 2 ยังตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยอมรับว่าโจทก์ที่ 2 ไม่เคยตั้งเงื่อนไขกับจำเลยที่ 2 ว่า หากจำเลยที่ 2 ไม่ยอมจดทะเบียนสมรส โจทก์ที่ 2 จะไม่ยอมแต่งงานกับจำเลยที่ 2 และเรื่องที่โจทก์ที่ 2 ทะเลาะกับจำเลยที่ 2 จนออกจากบ้านไม่ได้พูดเรื่องจดทะเบียนสมรส เมื่อโจทก์ที่ 1 พาโจทก์ที่ 2 ไปหาจำเลยที่ 1 เพื่อให้รับโจทก์ที่ 2 กลับเข้าบ้านก็ไม่ได้มีการพูดถึงการจดทะเบียนสมรส ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยทำพิธีหมั้นตามประเพณี โดยไม่มีเจตนาที่จะจดทะเบียนสมรสต่อกัน ฉะนั้นทรัพย์สินที่ฝ่ายจำเลยมอบให้ฝ่ายโจทก์จึงไม่ใช่ของหมั้น เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินที่ฝ่ายจำเลยมอบให้ฝ่ายโจทก์เพื่อเป็นหลักฐานการหมั้น และประกันว่าจะสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เงินสดจำนวน 1,444,000 บาท และทองคำรูปพรรณที่จำเลยที่ 1 นำไปมอบให้แก่ฝ่ายโจทก์จึงไม่ใช่ของหมั้น โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจฟ้องเรียกคืนฐานผิดสัญญาหมั้นได้ แต่การที่ฝ่ายจำเลยมอบเงินสดและทองคำรูปพรรณดังกล่าวให้แก่ฝ่ายโจทก์เป็นการตอบแทนที่โจทก์ที่ 2 มาอยู่กินเป็นภริยากับจำเลยที่ 2 หากฟังได้ว่าฝ่ายจำเลยมีเจตนายกให้โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 2 ฝากไว้ที่จำเลยที่ 1 จริง โจทก์ที่ 2 มีสิทธิที่จะเรียกร้องคืนจากจำเลยที่ 1 ได้ จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อมาว่า เงินสดและทองรูปพรรณที่จำเลยที่ 1 นำไปมอบให้โจทก์ทั้งสองในวันหมั้นนั้น จำเลยที่ 1 มีเจตนายกให้โจทก์ที่ 2 หรือเพียงแต่นำมาจัดแสดงในพิธีหมั้นแล้วฝ่ายโจทก์ต้องคืนให้จำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อนี้จำเลยทั้งสองมีจำเลยที่ 1 นายปวิช สายวิวัฒน์ น้องชายจำเลยที่ 2 และนายโฮ่ เลย์ลอย บิดาจำเลยที่ 2 เบิกความทำนองเดียวกันว่า วันที่ไปทาบทามสู่ขอโจทก์ที่ 2 นั้น พยานทั้งสามไปด้วยกัน ฝ่ายโจทก์ทั้งสองมีตัวโจทก์ที่ 1 ป้าของโจทก์ที่ 2 พี่สาวของโจทก์ที่ 2 และบุคคลอื่นรวมประมาณ 6 ถึง 8 คน ทางฝ่ายโจทก์พูดว่า ไม่เอาอะไรทั้งนั้น แต่ขอให้จัดมาให้ดูดีหน่อยเอามาเท่าใดก็จะคืนให้ จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากธนาคาร 1,500,000 บาท เพื่อนำเงินสดจำนวน 1,444,000 บาท ไปใช้ในพิธีหมั้น และนำทองคำรูปพรรณ 4 เส้น หนัก 20 บาท ในร้านขายทองของจำเลยที่ 1 ไปใช้ในพิธีหมั้น และจำเลยที่ 1 ยังเบิกความอีกว่า จำเลยที่ 1 พาโจทก์ที่ 2 ไปสั่งทำเครื่องเพชร 1 ชุด โดยบอกโจทก์ที่ 2 ว่า เครื่องเพชรยกให้โจทก์ที่ 2 ส่วนเงินสดและทองรูปพรรณที่ใช้ในพิธีหมั้นพยานขอคืนเพราะเป็นเงินที่กู้ยืมจากธนาคาร เงินสดและทองคำทั้งหมดฝ่ายจำเลยนำไปแสดงในพิธีหมั้นเพื่อให้เหมาะสมกับฐานะและเพื่อความมีหน้ามีตาของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น เห็นว่า หากฝ่ายจำเลยได้มอบเงินสดและทองรูปพรรณให้แก่ฝ่ายโจทก์ในวันทำพิธีหมั้นโดยมีเจตนายกให้แก่ฝ่ายโจทก์แล้วและโจทก์ที่ 2 ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวเข้าฝากธนาคาร ซึ่งโจทก์ที่ 2 สามารถเบิกถอนมาใช้ได้สะดวกกว่าที่จะนำไปฝากกับจำเลยที่ 1 ก่อนถึงวันแต่งงานโจทก์ที่ 2 ได้เบิกเงินดังกล่าวไปใช้บางส่วน ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่โจทก์ที่ 2 จะต้องนำเงินไปฝากไว้ที่จำเลยที่ 1 แต่อย่างไร เมื่อเงินดังกล่าวเป็นของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 จึงมีสิทธิที่จะใช้เงินตามความพอใจของโจทก์ที่ 2 หรือหากเหลือเงินเพียงใด ก็ฝากไว้ที่จำเลยที่ 2 เพียงเท่านั้น แต่กลับเป็นว่าในวันแต่งงานโจทก์ทั้งสองต้องขวนขวายถอนเงินจากบัญชีอื่นของโจทก์ที่ 2 และนำเงินสดจากพี่สาวของโจทก์ที่ 2 มารวมให้ครบจำนวน 1,444,000 บาท นำติดตัวไปในวันแต่งงาน เพื่อนำไปฝากไว้ที่จำเลยที่ 1 จึงเป็นเรื่องผิดปกติ ทั้งเมื่อโจทก์ที่ 2 ไปอยู่กินกับจำเลยที่ 2 ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 ได้ทวงเงินและทองรูปพรรณจากจำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์ที่ 2 ออกจากบ้านจำเลยทั้งสองก็ไม่นำพาที่จะขอเงินและทองรูปพรรณคืนเมื่อโจทก์ที่ 1 พาโจทก์ที่ 2 มาส่งเพื่อให้อยู่กินกับจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมรับนางสุภาพร บุญพยัคฆ์ พยานโจทก์ทั้งสองซึ่งไปที่บ้านจำเลยทั้งสองก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่าหลังจากโจทก์ที่ 2 ออกจากบ้านจำเลยทั้งสองได้ประมาณ 1 เดือนโจทก์ที่ 1 ถึงพาโจทก์ที่ 2 กลับไปบ้านจำเลยทั้งสอง เมื่อไปถึงบ้านจำเลยทั้งสองมีการทะเลาะกัน โจทก์ที่ 1 พูดกับจำเลยที่ 1 ว่าหากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมรับโจทก์ที่ 2 เข้าบ้าน ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินเป็นค่าเสียหายแสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์ทั้งสองไม่เคยพูดทวงเงินและทองรูปพรรณจากจำเลยที่ 2 จึงเป็นการผิดปกติวิสัยที่โจทก์ทั้งสองไม่ทวงเงินและทองรูปพรรณ ซึ่งรวมแล้วมูลค่าเป็นล้าน แต่กลับขอค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยมีข้อตกลงกันว่าโจทก์ทั้งสองจะคืนเงินสดและทองรูปพรรณที่ใช้ในพิธีหมั้นให้จำเลยที่ 1 ในวันแต่งงาน ดังนั้น เงินสดและทองรูปพรรณดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ที่ 2 แต่เป็นที่เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่ายว่าเป็นทรัพย์สินที่นำมาแสดงในวันหมั้นเพื่อให้เหมาะสมกับฐานะทั้งสองฝ่ายเท่านั้น กรรมสิทธิ์ในเงินสดและทองคำรูปพรรณดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นของโจทก์ที่ 2 การที่โจทก์ที่ 2 นำไปให้จำเลยที่ 1 ในวันแต่งงานจึงเป็นการส่งคืนทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลง มิใช่การฝากทรัพย์ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกคืน
มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองมีโจทก์ที่ 1 เพียงปากเดียวเบิกความว่าจำเลยที่ 1 ได้เอาไปพูดให้ชาวจังหวัดศรีสะเกษและชาวอำเภออุทุมพิสัยทราบว่า โจทก์ที่ 2 มีชู้ทำให้โจทก์ได้รับความอับอาย โดยโจทก์ทั้งสองไม่มีพยานอื่นที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 นำเรื่องของโจทก์ที่ 2 ไปพูดให้ฟัง แม้แต่นางสุภาพร พยานโจทก์ทั้งสองยังตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่าโจทก์ที่ 1 ไม่เคยเล่าให้พยานฟังว่า เหตุทะเลาะวิวาทระหว่างโจทก์ที่ 2 และจำเลยทั้งสองเกิดขึ้นเพราะบุคคลที่ 3 จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 นำเรื่องโจทก์ที่ 2 ไปพูดให้โจทก์ทั้งสองได้รับความอับอายเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8954/2549
นางเซียมเตี๋ยว แซ่จิว กับพวก โจทก์
นางจันทร์จิรา สุพรรณโสภา กับพวก จำเลย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 672 , ม. 1437 แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา

คู่ความ: นางเซียมเตี๋ยว แซ่จิว กับพวก โจทก์ นางจันทร์จิรา สุพรรณโสภา กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 672 , ม. 1437

องค์คณะ: (มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด-วิชา มหาคุณ-เกษม วีรวงศ์)

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book