An administrator appointed under a will manages the whole estate คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9497/2552
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The heir remained an interested person because the will did not disinherit him in the manner section 1608 paragraph two requires and there was property outside the will. The earlier appointment was an appointment by court order under section 1711 carrying the general powers of section 1719 over all of the deceased's property, whether or not named in the will; the application to remove failed and the lower courts' dismissal was upheld.
แต่ให้มีอำนาจในการจัดการมรดกโดยทั่วไป ซึ่งหมายความถึงทรัพย์มรดกทั้งหมดของผู้ตายเท่าที่มีอยู่ไม่ว่าจะระบุไว้ในพินัยกรรมหรือไม่ก็ตาม
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
An administrator appointed for a will is not confined to the assets the will lists: the appointment covers the whole estate.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
An heir who had been left nothing under the deceased's second will asked the court to remove the administrator, whom an earlier Supreme Court judgment (8045/2544) had appointed as administrator under the will, and argued that this administrator could manage only the assets the will named.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The heir remained an interested person because the will did not disinherit him in the manner section 1608 paragraph two requires and there was property outside the will. The earlier appointment was an appointment by court order under section 1711 carrying the general powers of section 1719 over all of the deceased's property, whether or not named in the will; the application to remove failed and the lower courts' dismissal was upheld.
แต่ให้มีอำนาจในการจัดการมรดกโดยทั่วไป ซึ่งหมายความถึงทรัพย์มรดกทั้งหมดของผู้ตายเท่าที่มีอยู่ไม่ว่าจะระบุไว้ในพินัยกรรมหรือไม่ก็ตาม
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 9497/2552. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9497/2552 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
ตามประเด็นข้อกฎหมายที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกาว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8045/2544 ที่ตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของ ต. ผู้ตายนั้นหมายความว่าผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิที่จะจัดการมรดกของผู้ตายเฉพาะที่ระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับดังกล่าวเท่านั้น โดยผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีสิทิและหน้าที่ที่จะไปจัดการทรัพย์มรดกนอกพินัยกรรมหรือที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับดังกล่าวแต่อย่างใดใช่หรือไม่ เพียงใด เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อีกทั้งเป็นเรื่องนอกประเด็น เพราะประเด็นในคดีนี้มีเพียงว่าผู้คัดค้านที่ 2 เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกต่อไปหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่าผู้คัดค้านที่ 2 จะจัดการทรัพย์มรดกที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับดังกล่าวได้หรือไม่ จึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แต่ข้ออ้างข้อเถียงของผู้ร้องในเรื่องนี้เกี่ยวข้องพาดพิงถึงการวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับก่อนในคดีเดียวกันนี้ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปในทางเสียหายต่อคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวขึ้นได้ จึงเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นกล่าวในศาลล่าง ศาลฎีกาก็เห็นสมควรวินิจฉัยให้
ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8045/2544 ที่พิพากษาตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของ ต. ผู้ตายโดยกำหนดให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายนั้นมีความหมายว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกโดยคำสั่งศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1711 โดยมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรมและเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 มิได้จำกัดให้ผู้คัดค้านที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะจัดการมรดกเฉพาะเท่าที่ระบุไว้ในพินัยกรรมเท่านั้น แต่ให้มีอำนาจในการจัดการมรดกโดยทั่วไป ซึ่งหมายความถึงทรัพย์มรดกทั้งหมดของผู้ตายเท่าที่มีอยู่ไม่ว่าจะระบุไว้ในพินัยกรรมหรือไม่ก็ตาม ฉะนั้นการที่ผู้ร้องฎีกาโต้แย้งว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามคำพิพากษาศาลฎีกา 8045/2544 ไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกนอกพินัยกรรมหรือที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมแต่ประการใดนั้น เป็นการนำคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับมาแปลความเบี่ยงเบนกล่าวอ้างให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองเพื่อให้ได้เป็นผู้จัดการมรดกในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกอื่น ๆ ที่ผู้ตายมิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมอันเป็นการไม่ชอบ
ตามคำร้องของผู้ร้องในคดีนี้ว่า ผู้ร้องเพียงแต่ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 2 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเท่านั้น หาได้ขอให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกไม่ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะนำสืบและอุทธรณ์ฎีกาขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ศาลไม่อาจมีคำสั่งหรือคำพิพากษาตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้เพราะเกินคำขอต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำสั่งตั้งร้อยตรีเล็ก ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายเติม ผู้ตาย
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอให้มีคำสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย
ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์สินในพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2535 ไม่ได้เพิกถอนข้อกำหนดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินในพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2534 ดังนั้น พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2534 ยังมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ทรัพย์สินที่กำหนดไว้จึงต้องแบ่งปันแก่ทายาทตามพินัยกรรม ซึ่งไม่ใช่ผู้ร้อง เหตุที่ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกเพราะทรัพย์มรดกได้ระบุไว้ในพินัยกรรมที่ทุกฝ่ายทราบดีและอยู่ในระหว่างจัดการมรดก แต่ที่ไม่สามารถจัดการมรดกได้ภายในเวลาอันสมควร เนื่องจากข้อกำหนดในพินัยกรรมระบุให้ขายที่ดินเพื่อสร้างพระพุทธรูปแต่ยังไม่อาจขายที่ดินได้ ส่วนเงินค่าเวนคืนที่ดินที่จะได้รับจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยนั้นผู้ร้องแจ้งอายัดไว้ ผู้คัดค้านที่ 2 จึงไม่อาจรับเพื่อมาแบ่งปันแก่ทายาทได้ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 20334 (ที่ถูกน่าจะเป็น 20374) มีผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ตายรวม 10 คน ซึ่งบางคนถึงแก่ความตายและอยู่ในระหว่างยื่นคำร้องขอจัดการมรดก ซึ่งผู้ถือกรรมสิทธิ์ทุกคนต้องร่วมกันรับเงินค่าเวนคืน ผู้คัดค้านที่ 2 จึงยังไม่อาจจัดการมรดกส่วนนี้ ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้ละเลยไม่จัดการมรดกตามหน้าที่และได้จัดการมรดกโดยสุจริต ไม่มีเจตนาปิดบังทรัพย์มรดกแต่อย่างใด ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า นายเติม เจ้ามรดกมีบุตร 2 คน คือ ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้ร้อง ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นน้องชายของนายเติม เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2539 นายเติมถึงแก่ความตาย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายเติม แต่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน ในระหว่างพิจารณาผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตาย ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายเติมผู้ตาย หลังจากนั้นผู้ร้องแจ้งให้ผู้คัดค้านที่ 2 แบ่งปันทรัพย์มรดกตามโฉนดที่ดินเลขที่ 5086, 3183, 1115, 20374 และเงินค่าเวนคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 5086 และ 1213 จากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยตามเอกสารหมาย ร. 7 ถึง ร. 12 ให้แก่ผู้ร้องในฐานะทายาทโดยธรรม แต่ผู้คัดค้านที่ 2 ยังไม่ดำเนินการให้ คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องเป็นประการแรกว่า ผู้ร้องมิได้เป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายจึงมิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายและไม่มีสิทธิมายื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า แม้พินัยกรรมฉบับที่ 2 ของผู้ตายตามเอกสารหมาย ร.ค. 2 ฉบับที่ 1 ซึ่งทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 ยอมรับความถูกต้องแท้จริงจะมีข้อความเขียนระบุไว้ว่า "บุคคลที่ข้าพเจ้าไม่ได้ระบุชื่อไว้ในพินัยกรรมฉบับนี้ ข้าพเจ้าไม่ประสงค์ให้รับมรดกของข้าพเจ้าแต่อย่างใด" ก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่านอกจากที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับดังกล่าวแล้วยังมีทรัพย์มรดกอื่น ๆ นอกพินัยกรรมอีกหลายรายการ เช่น เงินสด บ้านและที่ดิน ตลอดจนสิทธิอื่น ๆ ของผู้ตายเป็นต้น นอกจากนั้นยังอาจมีทรัพย์สินอื่น ๆ ของผู้ตายที่ตกทอดเป็นมรดกอีก ทั้งในพินัยกรรมฉบับดังกล่าวก็ไม่มีข้อความใด ๆ ที่ระบุให้จำหน่ายทรัพย์มรดกอื่น ๆ ที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมเสียทั้งหมดและมิได้ระบุตัวทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกไว้ให้ชัดเจนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคสอง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าบรรดาทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.ค. 2 ฉบับที่ 1 ซึ่งมีผู้ร้องรวมอยู่ด้วยเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับดังกล่าว ผู้ร้องจึงยังคงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายและมีสิทธิมายื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 2 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ฉะนั้นการที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเป็นการมิชอบ ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น
คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องต่อไปว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8045/2544 ที่ตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายเติมผู้ตายนั้นหมายความว่าผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิที่จะจัดการมรดกของผู้ตายเฉพาะที่ระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับดังกล่าวเท่านั้น โดยผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีสิทธิและหน้าที่ที่จะไปจัดการทรัพย์มรดกนอกพินัยกรรมหรือที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับดังกล่าวแต่อย่างใดใช่หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อกฎหมายตามประเด็นที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกามานี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ อีกทั้งเป็นเรื่องนอกประเด็น เพราะประเด็นในคดีนี้มีเพียงว่าผู้คัดค้านที่ 2 เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกต่อไปหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่าผู้คัดค้านที่ 2 จะจัดการทรัพย์มรดกที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับดังกล่าวได้หรือไม่ จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตามศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า ข้ออ้างข้อเถียงของผู้ร้องในเรื่องนี้เกี่ยวข้องพาดพิงถึงการวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับก่อนในคดีเดียวกันนี้ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปในทางเสียหายต่อคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวขึ้นได้ จึงนับว่าเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้นแม้ผู้ร้องจะมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นกล่าวในศาลล่าง ศาลฎีกาก็เห็นสมควรวินิจฉัยให้ไปเสียเลยทีเดียว พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8045/2544 ที่พิพากษาตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายเติมผู้ตายโดยกำหนดให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายนั้น มีความหมายว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกโดยคำสั่งศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1711 โดยมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรมและเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 มิได้จำกัดให้ผู้คัดค้านที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะจัดการมรดกเฉพาะเท่าที่ระบุไว้ในพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.ค. 2 ฉบับที่ 1 เท่านั้น แต่ให้มีอำนาจในการจัดการมรดกโดยทั่วไปซึ่งหมายความถึงทรัพย์มรดกทั้งหมดของผู้ตายเท่าที่มีอยู่ไม่ว่าจะระบุไว้ในพินัยกรรมหรือไม่ก็ตาม ฉะนั้นการที่ผู้ร้องฎีกาโต้แย้งว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8045/2544 ไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกนอกพินัยกรรมหรือที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมแต่ประการใดนั้น เป็นการนำคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับดังกล่าวมาแปลความเบี่ยงเบนกล่าวอ้างให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองเพื่อให้ได้เป็นผู้จัดการมรดกในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกอื่น ๆ ที่ผู้ตายมิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมอันเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยในประการต่อไปอีกว่า มีเหตุสมควรที่จะตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกนอกพินัยกรรมหรือที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับที่ 2 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2535 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ปรากฏตามคำร้องของผู้ร้องในคดีนี้ว่า ผู้ร้องเพียงแต่ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 2 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเท่านั้น หาได้ขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกไม่ ดังนั้นแม้ผู้ร้องจะนำสืบและอุทธรณ์ฎีกาขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่ศาลย่อมไม่อาจมีคำสั่งหรือคำพิพากษาตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้เพราะเกินคำขอต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9497/2552
นายปรีดา พุ่มแพร ผู้ร้อง
นายไพบูลย์ พุ่มแพร กับพวก ผู้คัดค้าน
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 1608 วรรคสอง , ม. 1711 , ม. 1719 ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง , ม. 142 (5) , ม. 249 วรรคหนึ่ง แหล่งที่มา สำนักวิชาการ
คู่ความ: นายปรีดา พุ่มแพร ผู้ร้อง นายไพบูลย์ พุ่มแพร กับพวก ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. ม. 1608 วรรคสอง , ม. 1711 , ม. 1719 ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง , ม. 142 (5) , ม. 249 วรรคหนึ่ง
องค์คณะ: (ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล-กีรติ กาญจนรินทร์-ศิริชัย วัฒนโยธิน)
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต