Verified ตรวจสอบแล้ว Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 113/2561 คำพิพากษาที่ 113/2561 2018 (B.E. 2561)

An administrator can evict people occupying land a settler left in his estate คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 113/2561

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

The settler's right to occupy and use the land passed as estate property to his statutory heirs under sections 1599 and 1600, so the administrator had standing to evict the occupiers and recover damages; the Supreme Court affirmed.

สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทย่อมเป็นกองมรดกตกแก่ทายาทโดยธรรมของ ร.

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

The administrator can protect a right of use held by the deceased just as he would protect owned land.

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

A settler holding a right of use over State settlement land died; people occupying and tapping rubber on the plot claimed to have bought it from him, and his administrator sued to evict them.

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

The settler's right to occupy and use the land passed as estate property to his statutory heirs under sections 1599 and 1600, so the administrator had standing to evict the occupiers and recover damages; the Supreme Court affirmed.
สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทย่อมเป็นกองมรดกตกแก่ทายาทโดยธรรมของ ร.

Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย

On section 1410: The land was still state land, but the member had a possessory right under section 1367 good against private persons, similar to a superficies which can be transferred and inherited under sections 1410 and 1411; it passed to his heirs, so the administrator could evict and recover damages.

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 113/2561. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 113/2561 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

ร. ได้รับการคัดเลือกให้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ตามที่กฎหมายกำหนด หาก ร. ทำผิดเงื่อนไข รัฐจะเอาคืนเสียเมื่อใดก็ได้ ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นที่ดินของรัฐ เมื่อ ร. ได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ ร. จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ที่สามารถใช้ยันกับราษฎรหรือประชาชนทั่วไปได้ และ ร. อาจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหากปฏิบัติครบถ้วนตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 สิทธิของ ร. ที่เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมีลักษณะทำนองเดียวกับสิทธิเหนือพื้นดินซึ่งสามารถโอนรับมรดกกันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1410 และมาตรา 1411 เมื่อ ร. ถึงแก่ความตาย สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทย่อมเป็นกองมรดกตกแก่ทายาทโดยธรรมของ ร. ตาม ป.พ.พ. มาตรา1599 และมาตรา 1600 เมื่อมีผู้บุกรุกที่ดินพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ร. ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่ได้
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามหยุดกรีดยางพารา กับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) เลขที่ 893 พร้อมส่งมอบการครอบครองคืนแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายอันเนื่องจากโจทก์ต้องขาดรายได้จากการกรีดยางพาราในที่ดินดังกล่าววันละ 7,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกไปจากที่ดิน
จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) เลขที่ 893 และชำระค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 ไปจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท
ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย นางขวัญเรือน ทายาท ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต
จำเลยทั้งสามฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายเรืองเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์พนม นายเรืองเป็นผู้มีชื่อแสดงว่าได้ทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ เลขที่ 893 เนื้อที่ 34 ไร่เศษ จำเลยทั้งสามได้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์กรีดยางพาราในที่ดินดังกล่าวบางส่วน เนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ ต่อมาวันที่ 30 มกราคม 2554 นายเรืองถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายเรือง
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามให้ออกจากที่ดินพิพาทและเรียกให้ชำระค่าเสียหายหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า นายเรืองได้รับการคัดเลือกให้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ตามที่กฎหมายกำหนด หากนายเรืองทำผิดเงื่อนไข รัฐจะเอาคืนเสียเมื่อใดก็ได้ ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นที่ดินของรัฐ เมื่อนายเรืองได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ นายเรืองจึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 ที่สามารถใช้ยันกับราษฎรหรือประชาชนทั่วไปได้ และนายเรืองอาจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหากปฏิบัติครบถ้วนตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 สิทธิของนายเรืองที่เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมีลักษณะทำนองเดียวกับสิทธิเหนือพื้นดินซึ่งสามารถโอนรับมรดกกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1410 และมาตรา 1411 เมื่อนายเรืองถึงแก่ความตาย สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทย่อมเป็นกองมรดกตกแก่ทายาทโดยธรรมของนายเรืองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 เมื่อมีผู้บุกรุกที่ดินพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายเรืองย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่ได้
ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า เมื่อปี 2533 นายเรืองได้ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 นายเรืองจึงขาดจากการเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์พนมและไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแล้วนั้น จำเลยทั้งสามมีนางสำเนา น้องสาวของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ด้วยเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2533 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับนายเรืองในราคา 300,000 บาท โดยทำสัญญาต่อหน้านายเชวง และนายจุติมา นายเรืองได้มอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์โดยปลูกยางพาราตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยที่ 1 ได้ไปขอหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) และเสียภาษีบำรุงท้องที่ กับจำเลยทั้งสามมีนายเชวงและนายชุติมาเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ตอนซื้อขายที่ดินพิพาทได้ทำเป็นสัญญากู้ โดยนายเชวงและนายชุติมาลงลายมือชื่อเป็นพยานด้วย เห็นว่า จำเลยทั้งสามไม่มีจำเลยที่ 1 มาเบิกความยืนยันว่าได้ซื้อที่ดินพิพาทจากนายเรืองและนายเรืองได้สละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แล้ว ทั้งไม่มีหลักฐานการซื้อขายมาแสดงว่าได้ทำสัญญาซื้อขายหรือสัญญากู้ยืมเงิน พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสามนำสืบมาจึงยังรับฟังไม่ได้ว่า ปี 2533 นายเรืองเจตนาขายและสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 สำหรับหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ก็ไม่ปรากฏว่าออกให้แก่จำเลยที่ 1 ในปีใด ทั้งเลขที่สำรวจที่ดินในใบเสร็จรับเงินเสียภาษีบำรุงท้องที่ปี 2541 และปี 2549 ก็ไม่ตรงกันจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการเสียภาษีบำรุงท้องที่ในที่ดินแปลงเดียวกันประกอบกับหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ไม่อาจเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่าผู้ยื่นเสียภาษีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินหรือไม่ เมื่อโจทก์มีหนังสือรับรองการเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์พนมมานำสืบว่านายเรืองเป็นผู้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์พนมเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2530 และต่อมานายเรืองได้นำตรวจสอบและพิสูจน์ที่ดินดังกล่าวว่าได้ทำประโยชน์ครบถ้วนตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 แล้ว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามและรับฟังได้ว่านายเรืองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์พนม จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ดูแลทำประโยชน์แทนจำเลยที่ 1 ในที่ดินพิพาท ดังนั้น เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินพิพาทโดยชอบแล้ว จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเรืองมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น
ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เนื่องจากนายเรืองยินยอมให้จำเลยที่ 1 เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าไปดูแลคนงานให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายตั้งแต่วันครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวทวงถาม จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากนายเรือง ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่าไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า จำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ดูแลที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยที่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 อยู่ในที่ดินพิพาท ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินพิพาทโดยชอบแล้ว จำเลยทั้งสามเพิกเฉย จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์สำหรับค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยทั้งสามรับผิดเป็นรายเดือนเดือนละ 15,000 บาท นั้น เห็นว่า ที่ดินพิพาทปลูกต้นยางพาราอยู่เต็มพื้นที่จำนวน 20 ไร่ ค่าเสียหายดังกล่าวจึงเป็นจำนวนที่สมควรแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 113/2561
นาย อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ร. โจทก์
นางสาว ป. กับพวก จำเลย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 1367 , ม. 1410 , ม. 1411 , ม. 1599 , ม. 1600 พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 11 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

คู่ความ: นาย อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ร. โจทก์ นางสาว ป. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1367 , ม. 1410 , ม. 1411 , ม. 1599 , ม. 1600 พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 11

ศาล: ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นายวันชัย รัตนสุรการย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง

องค์คณะ: (ปกรณ์ สุวรรณพรหมา-นพพร โพธิรังสิยากร-เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช)

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book