Land bought with a foreigner's money in a void marriage must be disposed of under the Land Code คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1179/2561
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
It was undisputed that the Thai marriage breached section 1452 and was void under section 1495; the contested issues concerned the Land Code, and the Supreme Court held the land bought for the foreign plaintiff must be disposed of under Land Code section 94 rather than simply denied him.
จำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับนายอาร์เน่ ตามกฎหมายของราชอาณาจักรเดนมาร์ก
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
A marriage registered abroad and never dissolved bars a later Thai registration.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
A woman married a Danish man under Danish law in 2533 and, without divorcing him, registered a marriage in Bangkok in 2552 with the plaintiff, a foreigner who transferred about 25.7 million baht to her and whose money bought land in her name.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
It was undisputed that the Thai marriage breached section 1452 and was void under section 1495; the contested issues concerned the Land Code, and the Supreme Court held the land bought for the foreign plaintiff must be disposed of under Land Code section 94 rather than simply denied him.
จำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับนายอาร์เน่ ตามกฎหมายของราชอาณาจักรเดนมาร์ก
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 1179/2561. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1179/2561 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
การได้ที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวโดยจำเลยถือกรรมสิทธิ์แทน เป็นการต้องห้ามตาม ป.ที่ดิน มาตรา 86 แต่นิติกรรมการได้ที่ดินของโจทก์ก็ใช่ว่าจะเสียเปล่าไม่มีผลใด ๆ เสียเลยไม่โจทก์ยังมีสิทธิได้รับผลตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 อันจะจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดถ้าไม่จำหน่ายในเวลาที่กำหนด อธิบดีกรมที่ดินก็มีอำนาจจำหน่าย
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 15,237,207.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระแก่โจทก์ครบถ้วน หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์สินที่มีชื่อจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้โจทก์จนครบ
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยตามทะเบียนการสมรส สำนักทะเบียนเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เลขทะเบียนที่ 529/44421 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2552 เป็นโมฆะ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 8,531,965 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2556 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ฏค 7811 กรุงเทพมหานคร รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ญช 3814 กรุงเทพมหานคร และรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ STALLION หมายเลขทะเบียน สมล 942 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้โจทก์จำหน่ายที่ดินโฉนดเลขที่ 36354 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 399/218 หมู่ที่ 4 ตำบลลำปลาทิว อำเภอลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด โดยให้จำเลยผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์มีสิทธิในเงินที่จำหน่าย หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย แจ้งคำพิพากษาให้อธิบดีกรมที่ดินทราบ และแจ้งการสมรสเป็นโมฆะให้นายทะเบียนทราบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท
จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะและให้จำเลยคืนเงิน 15,000,000 บาทเศษ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์และรถจักรยานยนต์ กับให้จำเลยผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแทนโจทก์ไปจดทะเบียนจำหน่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้นเป็นการพิพากษาเกินไปจากคำขอของโจทก์ แล้วพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์เก๋ง รถยนต์กระบะและรถจักรยานยนต์กับให้โจทก์จำหน่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยให้จำเลยผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ไปจดทะเบียนจำหน่ายให้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์และจำเลยฎีกาโดยจำเลยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2533 จำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับนายอาร์เน่ ตามกฎหมายของราชอาณาจักรเดนมาร์ก ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2552 โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยในประเทศไทย โดยจำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากับนายอาร์เน่ การสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นการจดทะเบียนสมรสในขณะที่จำเลยมีคู่สมรสอยู่ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 อนึ่ง ในช่วงก่อนและหลังที่โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรส โจทก์โอนเงินจากธนาคารต่างประเทศเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่เปิดไว้กับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) รวม 7 ครั้ง เป็นเงิน 25,767,207.23 บาท จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 35574 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2546 โดยซื้อมาจากบริษัท โอ จี ซี เรียลเอสเตท จำกัด และจำนองไว้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในวันเดียวกัน และมีการไถ่ถอนจำนองเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2553 และที่ดินโฉนดเลขที่ 36354 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2553 โดยซื้อมาจากบริษัทไดมอนด์ รัชดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด นอกจากนี้ยังมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ฏค 7811 กรุงเทพมหานคร และรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ญช 3814 กรุงเทพมหานคร กับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ STALLION หมายเลขทะเบียน สมล 942 กรุงเทพมหานคร ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า เงินที่โจทก์โอนเข้าบัญชีของจำเลยช่วงก่อนจดทะเบียนสมรสระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน 2552 จำนวน 168,875 บาท และช่วงหลังจดทะเบียนสมรสระหว่างเดือนธันวาคม 2552 ถึงเดือนมีนาคม 2553 จำนวน 76,057 บาท (ที่ถูก 76,057.23 บาท) โจทก์โอนมาเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายปลีกย่อยอันเกิดจากการคบหาใช้ชีวิตร่วมกันถือว่าเป็นการโอนให้โดยเสน่หาเพื่อใช้จ่ายทั้งส่วนตัวและร่วมกัน ส่วนเงินที่เหลือซึ่งโอนมาครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 จำนวน 25,518,750 บาท มีการนำไปซื้อหน่วยลงทุน 20,000,000 บาท ต่อมาได้ขายหน่วยลงทุนได้เงินลงทุนพร้อมผลประโยชน์และโจทก์รับเงินไปแล้ว 10,000,000 บาท โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่นั้น เป็นอำนาจของประธานศาลฎีกา ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง (เดิม) และคู่ความจะต้องร้องขอก่อนวันสืบพยาน แต่กรณีที่ศาลเห็นสมควรให้กระทำได้ก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตามมาตรา 11 วรรคสอง (เดิม) จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจส่งปัญหานี้ให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยและไม่มีอำนาจวินิจฉัย จึงให้ยกฎีกาจำเลยในปัญหานี้
ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นสำหรับรถยนต์ 2 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน และที่ดินโฉนดเลขที่ 36354 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 399/218 เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบและเกินคำขอหรือไม่ โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยใช้เงิน 15,237,207.30 บาท พร้อมดอกเบี้ย ข้อเท็จจริงได้ความตามปัญหาประการที่สามว่า เงินส่วนที่โจทก์มีคำขอนั้นได้นำไปซื้อรถยนต์ 2 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน และที่ดินโฉนดเลขที่ 36354 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 399/218 โดยใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนเป็นเงิน 4,679,250 บาท ดังนี้ถือได้ว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเข้าแทนที่เงินข้างต้นในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกัน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนรถยนต์ 2 คัน และรถจักรยานยนต์ 1 คัน ให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จึงไม่เป็นการเกินคำขอ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 36354 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 399/218 นั้น ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คนต่างด้าวจะได้มาซึ่งที่ดินก็โดยอาศัยบทสนธิสัญญาซึ่งบัญญัติให้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ก็ได้ และอยู่ในบังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้" และวรรคสองบัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 84 คนต่างด้าวดังกล่าวจะได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย... และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี" มาตรา 94 บัญญัติว่า "บรรดาที่ดินที่คนต่างด้าวได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาต ให้คนต่างด้าวนั้นจัดการจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดให้ ซึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปี ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนด ให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นและให้นำบทบัญญัติเรื่องการบังคับจำหน่ายที่ดินตามความในหมวด 3 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" และมาตรา 96 บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้มาซึ่งที่ดินแห่งใดในฐานะเป็นเจ้าของแทนคนต่างด้าว หรือ... ให้อธิบดีมีอำนาจทำการจำหน่ายที่ดินนั้น และให้นำบทบัญญัติมาตรา 94 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" ดังนั้น การได้ที่ดินของโจทก์โดยจำเลยถือกรรมสิทธิ์แทน จึงเป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น แต่นิติกรรมการได้ที่ดินของโจทก์ก็ใช่ว่าจะเสียเปล่าไม่มีผลใด ๆ เสียเลยไม่ เพราะโจทก์ยังมีสิทธิได้รับผลตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 อันจะจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด ถ้าไม่จำหน่ายในเวลาที่กำหนด อธิบดีกรมที่ดินก็มีอำนาจจำหน่าย ซึ่งการบังคับจำหน่ายหมายความเฉพาะที่ดินเท่านั้น ไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างกรรมสิทธิ์ แต่อย่างไรก็ตาม หากขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมกันไป ย่อมจะได้ราคาดีกว่าแยกขาย และโจทก์ก็ฎีกาทำนองประสงค์ให้ขายรวมกัน ซึ่งเมื่อมีการจำหน่ายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแล้วเงินที่ขายได้จึงเข้าแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอันตกเป็นของโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำหน่ายที่ดินโฉนดเลขที่ 36354 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 399/218 ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดโดยให้จำเลยผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้โจทก์มีสิทธิในเงินที่จำหน่าย หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย ถือได้ว่าไม่เป็นการเกินคำขอ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นตามปัญหานี้เป็นการพิพากษาเกินคำขอมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ตามปัญหาฟังขึ้น
อนึ่ง คำขอบังคับของโจทก์ ข้อ 3 ที่ว่า หากจำเลยไม่ชำระเงินหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์สินซึ่งเป็นชื่อของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระคืนโจทก์จนกว่าจะครบ นั้น เป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี ศาลชั้นต้นมิได้มีคำพิพากษา และศาลอุทธรณ์มิได้มีคำพิพากษาแก้ ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาแก้ในส่วนนี้
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ยกคำขอบังคับข้อ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกากับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1179/2561
นางหรือนางสาว ส. จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.ที่ดิน ม. 84 , ม. 94 ป.พ.พ. ม. 150 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 11 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: นาย ร. โจทก์ นางหรือนางสาว ส. จำเลย ป.ที่ดิน ม. 84 , ม. 94 ป.พ.พ. ม. 150 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 11
ศาล: ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง(สาขามีนบุรี) - นายสมนึก ปัททุม ศาลอุทธรณ์ - นายภิญโญ แสงภู่
องค์คณะ: (กีรติ กาญจนรินทร์-บุญมี ฐิตะศิริ-สุรางคนา กมลละคร)
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต