An oral wish to create a foundation is not an oral will without special circumstances คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12752/2556
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The deceased's oral wish was not an oral will under section 1663 because there were no special circumstances, so administration was complete once the land was transferred, and removal after distribution was barred by section 1727.
ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการทำพินัยกรรมแบบทำด้วยวาจาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1663 เนื่องจากไม่มีพฤติการณ์พิเศษอันเป็นเงื่อนไขของบทกฎหมายดังกล่าว
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
It shows that an informal oral wish creates no duty for the administrator.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
An heir sought to remove the estate administrator, arguing that administration was unfinished because the deceased had orally asked that his private school be made into a foundation or legal entity.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The deceased's oral wish was not an oral will under section 1663 because there were no special circumstances, so administration was complete once the land was transferred, and removal after distribution was barred by section 1727.
ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการทำพินัยกรรมแบบทำด้วยวาจาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1663 เนื่องจากไม่มีพฤติการณ์พิเศษอันเป็นเงื่อนไขของบทกฎหมายดังกล่าว
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 12752/2556. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12752/2556 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางละออง ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนายอนันต์ กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย
ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน
ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ผู้คัดค้านอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า ผู้ร้องและนายอนันต์เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 7 คน คือ ผู้คัดค้าน นายปัญญา นายชาตรี นางสาวศรีสมร นายพิษณุ นางสาวกิรณา และนายฉัตรขวัญ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2550 ผู้ตายถึงแก่ความตาย ขณะผู้ตายถึงแก่ความตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนด 3 แปลง ตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 6064 สำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 214920 และสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 244900 นอกจากนี้ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือบ้านพักอาศัย ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 244900 กับอาคารโรงเรียนซึ่งปลูกอยู่บนที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ 6064 วันที่ 16 กรกฎาคม 2550 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย โดยผู้คัดค้านและพี่น้องซึ่งเป็นบุตรของผู้ร้องและผู้ตาย ยกเว้นนางสาวกิรณาได้ทำหนังสือยินยอมให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก วันที่ 15 สิงหาคม 2550 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย วันที่ 13 ตุลาคม 2552 ผู้ร้องโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 214920 ให้แก่นายพิษณุและนายฉัตรขวัญ วันที่ 10 มีนาคม 2553 ผู้ร้องโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 244900 ให้แก่ตนเอง นางสาวศรีสมรและนายพิษณุ และในวันเดียวกันนั้น ผู้ร้องโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 6064 ให้แก่ตนเอง วันที่ 28 กรกฎาคม 2553 นางสาวกิรณาเป็นโจทก์ฟ้องผู้ร้อง นายพิษณุ นายฉัตรขวัญ นางสาวศรีสมร นางวัลภา และกรมที่ดิน รวม 6 คนเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้ใส่ชื่อนางสาวกิรณาถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องนางวัลภา ต่อมาวันที่ 11 กรกฎาคม 2555 นางสาวกิรณาถอนฟ้องกรมที่ดินซึ่งเป็นจำเลยที่ 6 และในวันเดียวกันนางกิรณาได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ร้อง นายพิษณุ นายฉัตรชัย และนางสาวศรีสมรซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามลำดับ ศาลชั้นต้นพิพากษายอมตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 985/2553 หมายเลขแดงที่ 900/2555 ซึ่งผูกรวมสำนวนคดีนี้
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า การจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายอนันต์ ผู้ตาย มีทรัพย์มรดกคือที่ดิน 3 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน 2 แปลง ปรากฏว่าผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 214920 ไม่มีสิ่งปลูกสร้างให้แก่ทายาทผู้ตายคือนายพิษณุและนายฉัตรขวัญไปเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2552 โอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 244900 พร้อมบ้านพักอาศัยครึ่งตึกครึ่งไม้ให้แก่ทายาทคือผู้ร้อง นายพิษณุและนางสาวศรีสมร เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2553 และโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 6064 พร้อมอาคารโรงเรียนครึ่งตึกครึ่งไม้สองชั้นจำนวน 4 ห้อง และอาคารโรงเรียนเอกชนไม้ชั้นเดียวจำนวน 6 ห้อง ให้แก่ทายาทคือผู้ร้องเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2553 นอกจากนี้ผู้ตายไม่มีทรัพย์มรดกอื่นใดอีก ดังนี้ถือว่าผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการมรดกเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2553 ส่วนกิจการโรงเรียนปัญจนวิทย์นั้น เป็นเพียงการงานอาชีพผู้ตายและผู้ร้องร่วมประกอบกิจการเท่านั้น อันเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้และไม่ตกทอดเป็นมรดกอันจะต้องมาแบ่งปันกัน และในส่วนอาคารของโรงเรียนซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 6064 ผู้ร้องในฐานะทายาทโดยธรรมก็รับโอนมาแล้ว การที่ผู้ร้องนัดประชุมเพื่อตั้งมูลนิธิหรือจดทะเบียนโรงเรียนเป็นนิติบุคคลตามที่ผู้ตายเคยสั่งเสียด้วยวาจาก่อนตายก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการทำพินัยกรรมแบบทำด้วยวาจาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1663 เนื่องจากไม่มีพฤติการณ์พิเศษอันเป็นเงื่อนไขของบทกฎหมายดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องจัดการมรดกไม่เสร็จสิ้น อนึ่ง แม้ผู้ร้องจะจัดการมรดกไม่ถูกต้องตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง ก็เป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านและทายาทอื่นที่ไม่ได้รับมรดกจะไปฟ้องร้องเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยตรงต่อไป ไม่มีเหตุที่จะมาร้องขอถอนผู้จัดการมรดกและตั้งผู้จัดการมรดก ส่วนที่นางสาวกิรณาฟ้องผู้ร้องกับพวกก็เป็นการฟ้องผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกให้รับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1720 กับฟ้องขอแบ่งมรดกจากทายาทซึ่งเป็นการฟ้องภายหลังจากที่ผู้ร้องจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว หาทำให้กลับกลายเป็นว่าการจัดการมรดกไม่เสร็จสิ้นไม่ การที่ผู้คัดค้านมายื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก และตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอถอนหลังจากการปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 จึงไม่มีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกตามมาตรา 1713 (1) ถึง (3) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12752/2556
นางละออง ศิริปัญจนะ ผู้ร้อง
นางธนณัฏฐ์ ทวีเจริญกิจ ผู้คัดค้าน
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 1663 , ม. 1727 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: นางละออง ศิริปัญจนะ ผู้ร้อง นางธนณัฏฐ์ ทวีเจริญกิจ ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. ม. 1663 , ม. 1727
ศาล: ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายพิชัย ศรีไทย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์
องค์คณะ: (กีรติ กาญจนรินทร์-ศรีอัมพร ศาลิคุปต์-ณัฏฐ์ชัย ไวยภาษจีรกุล)
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต