Verified ตรวจสอบแล้ว Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 1339/2558 คำพิพากษาที่ 1339/2558 2015 (B.E. 2558)

A court cannot void a will for witness defects that nobody pleaded คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1339/2558

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

The civil court was bound by the final criminal finding that the father signed before the two witnesses, who certified at the same time; because voidness for form had been neither pleaded nor framed as an issue, the Court of Appeal's ruling on section 1656 was outside the pleadings and had no effect.

เห็นว่า การวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นเป็นการไม่ชอบ

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

A challenge on form must be pleaded; contrast 11034/2553, where it was.

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

Children sued to have their father's will declared forged after a criminal forgery prosecution against their brother had ended in acquittal; the Court of Appeal added that the will was void for non-compliance with section 1656.

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

The civil court was bound by the final criminal finding that the father signed before the two witnesses, who certified at the same time; because voidness for form had been neither pleaded nor framed as an issue, the Court of Appeal's ruling on section 1656 was outside the pleadings and had no effect.
เห็นว่า การวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นเป็นการไม่ชอบ

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 1339/2558. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1339/2558 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

การพิจารณาว่าคดีแพ่งใดเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่นั้นย่อมต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงในคดีแพ่งนั้นเองว่าอาศัยเหตุจากการกระทำที่เป็นองค์ประกอบความผิดในคดีอาญาหรือไม่ เมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องจำเลยในคดีแพ่งขอให้ศาลพิพากษาว่าพินัยกรรมของเจ้ามรดกเป็นพินัยกรรมปลอมและให้จำเลยเป็นผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรเนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้พินัยกรรมปลอมก็โดยอาศัยเหตุมาจากการที่โจทก์ทั้งเจ็ดร้องทุกข์ให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีอาญาข้อหาปลอมพินัยกรรมและใช้พินัยกรรมปลอม ซึ่งในที่สุดศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีถึงที่สุดในคดีอาญาแล้วว่าพินัยกรรมที่โจทก์ทั้งเจ็ดอ้างว่าเป็นพินัยกรรมปลอมไม่ใช่พินัยกรรมปลอม นับได้ว่าทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญาต่างมีประเด็นสำคัญโดยตรงเป็นอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดคดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งในปัญหาที่ว่าจำเลยปลอมพินัยกรรม อันจะเป็นเหตุให้จำเลยเป็นผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกเจ้ามรดกผู้ตายหรือไม่ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า ส. เจ้ามรดกได้ลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้า พยานจริง และพยานได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมรับรองลายมือชื่อของ ส. ในขณะเดียวกันด้วย ลายมือชื่อ ส. ในพินัยกรรมดังกล่าวมิใช่ลายมือชื่อปลอม อันมีความหมายในตัวโดยปริยายว่าจำเลยไม่ได้ปลอมพินัยกรรมดังกล่าว จึงไม่เป็นเหตุให้จำเลยเป็นผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร ตามฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ด
ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าพินัยกรรมฉบับพิพาทเป็นพินัยกรรมปลอมหรือไม่ หากปลอมจำเลยเป็นผู้ปลอมพินัยกรรมดังกล่าวหรือไม่ ไม่ได้กำหนดประเด็นว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะหรือไม่ และโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ได้บรรยายฟ้องมาด้วยว่าพยานในพินัยกรรมไม่ได้รู้เห็นขณะที่ทำพินัยกรรมและขณะเจ้ามรดกผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรม อันเป็นการหยิบยกเรื่องแบบพินัยกรรมขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้ด้วย ประกอบกับคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งศาลฎีกาในคดีอาญาฟังข้อเท็จจริงยุติแล้ว ข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงต้องถือเป็นยุติตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 หยิบยกเรื่องแบบพินัยกรรมขึ้นมาวินิจฉัยเพิ่มเติมทำนองว่า พินัยกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1656 ประกอบมาตรา 1705 ทรัพย์มรดกของ ส. ทั้งหมดและตามพินัยกรรมจำต้องนำไปแบ่งให้ทายาทโดยธรรมทุกคนของ ส. ตามกฎหมายต่อไปนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้พิพากษาว่า พินัยกรรมของนายสิงห์โต ฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2541 เป็นพินัยกรรมปลอม และให้จำเลยเป็นผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายสิงห์โตฐานเป็นผู้ไม่สมควร
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ
โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งเจ็ด และจำเลยเป็นบุตรของนายสิงห์โต เจ้ามรดกกับนางเหี้ยว นายสิงห์โตถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2541 ส่วนนางเหี้ยวถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ต่อมาวันที่ 22 มีนาคม 2542 มีการเปิดพินัยกรรม โดยอ้างว่าเป็นพินัยกรรมของนายสิงห์โตที่ทำไว้ก่อนตายและพินัยกรรมระบุว่าจำเลยได้รับส่วนแบ่งมรดกมากกว่าโจทก์ทั้งเจ็ด ต่อมาโจทก์ทั้งเจ็ดโต้แย้งว่าพินัยกรรมปลอมและมีการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาปลอมพินัยกรรมและใช้พินัยกรรมปลอม ศาลชั้นต้นพิพากษาในคดีส่วนอาญาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (2) เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้พินัยกรรมปลอมให้ลงโทษฐานเป็นผู้ใช้พินัยกรรมปลอมแต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 3 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ต่อมาศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คดีถึงที่สุด โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมของเจ้ามรดกเป็นพินัยกรรมปลอมและให้จำเลยเป็นผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งเจ็ดประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ เห็นว่าการพิจารณาว่าคดีแพ่งใดเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่นั้น ย่อมต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงในคดีแพ่งนั้นเองว่าเป็นการกระทำที่เป็นองค์ประกอบความผิดในคดีอาญาหรือไม่ คดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องจำเลยในทางแพ่งขอให้ศาลพิพากษาว่า พินัยกรรมของเจ้ามรดกเป็นพินัยกรรมปลอมและให้จำเลยเป็นผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้พินัยกรรมปลอมก็โดยอาศัยเหตุมาจากที่โจทก์ทั้งเจ็ดร้องทุกข์ให้พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีอาญาเรื่องจำเลยปลอมพินัยกรรมและใช้พินัยกรรมปลอม ซึ่งในที่สุดศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์คดีถึงที่สุดในคดีอาญาแล้วว่า พินัยกรรมที่โจทก์ทั้งเจ็ดอ้างว่าเป็นพินัยกรรมปลอมไม่ใช่พินัยกรรมปลอม คดีอาญาดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญและศาลฎีกาฟังยุติและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วไม่ใช่ประเด็นปลีกย่อย นับได้ว่าทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญาต่างมีประเด็นสำคัญโดยตรงเป็นอย่างเดียวกัน เช่นนี้ ฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดคดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ดังนั้นในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งในปัญหาที่ว่า จำเลยปลอมพินัยกรรม อันจะเป็นเหตุให้จำเลยเป็นผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกเจ้ามรดกผู้ตายหรือไม่ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า นายสิงห์โต เจ้ามรดกได้ลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้านายอยุทธ์และนายชูชาติพยานจริง และนายอยุทธ์กับนายชูชาติได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมรับรองลายมือชื่อของนายสิงห์โตในขณะเดียวกันด้วย ลายมือชื่อนายสิงห์โตในพินัยกรรมดังกล่าวมิใช่ลายมือชื่อปลอม จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้องโจทก์ อันมีความหมายในตัวโดยปริยายว่า จำเลยไม่ได้ปลอมพินัยกรรม จึงไม่เป็นเหตุให้จำเลยเป็นผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรตามฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดแต่อย่างใด
มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดประการสุดท้ายว่า พินัยกรรมพิพาทดังกล่าวทำขึ้นโดยขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายเนื่องจากนายอยุทธ์กับนายชูชาติผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมไม่ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้านายสิงห์โตเจ้ามรดกผู้ทำพินัยกรรมอันมีผลทำให้พินัยกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 ประกอบมาตรา 1705 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าพินัยกรรมฉบับพิพาทเป็นพินัยกรรมปลอมหรือไม่ หากปลอมจำเลยเป็นผู้ปลอมพินัยกรรมดังกล่าวหรือไม่ไม่ได้กำหนดประเด็นว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะหรือไม่ และโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ได้บรรยายฟ้องมาด้วยว่าพยานในพินัยกรรมไม่ได้รู้เห็นขณะที่ทำพินัยกรรมและขณะเจ้ามรดกผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรม อันเป็นการหยิบยกเรื่องแบบพินัยกรรมขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้ด้วย ประกอบกับคดีส่วนอาญาที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงยุติแล้วว่านายสิงห์โตลงลายมือชื่อต่อหน้านายอยุทธ์และนายชูชาติและนายอยุทธ์กับนายชูชาติก็ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมรับรองลายมือชื่อนายสิงห์โตในขณะเดียวกันนั้นด้วยข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงต้องถือเป็นยุติตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยเพิ่มเติมทำนองว่า พินัยกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 ประกอบมาตรา 1705 ทรัพย์มรดกของนายสิงโตทั้งหมดและตามพินัยกรรมจำต้องนำไปแบ่งให้ทายาทโดยธรรมทุกคนของนายสิงห์โตตามกฎหมายต่อไปนั้น เห็นว่า การวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นเป็นการไม่ชอบ ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็มิได้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้นคำวินิจฉัยดังกล่าวจึงหามีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดทุกข้อฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1339/2558
นายนิคม บำรุงสิน กับพวก โจทก์
นายศักดา บำรุงสิน จำเลย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 1656 , ม. 1705 ป.วิ.อ. ม. 46 ป.วิ.พ. ม. 142 แหล่งที่มา สำนักวิชาการ

คู่ความ: นายนิคม บำรุงสิน กับพวก โจทก์ นายศักดา บำรุงสิน จำเลย ป.พ.พ. ม. 1656 , ม. 1705 ป.วิ.อ. ม. 46 ป.วิ.พ. ม. 142

องค์คณะ: (สัณธาน ขันทมณี-ธงชัย เสนามนตรี-ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน)

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book