Listing litigation among an agent's powers is enough to authorise suing คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2083/2554
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
Although the authority was general, it expressly included bringing actions under section 801(5) without limiting who could be sued, so the agents could sue the defendants.
การมอบอำนาจดังกล่าวเป็นการมอบอำนาจทั่วไป ที่รวมถึงให้ยื่นฟ้องต่อศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 801 (5) ด้วย
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
Listing litigation among an agent's powers is sufficient; the defendant need not be named in advance.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
An insurer sued carriers over damaged cargo through agents appointed by a power of attorney listing nine matters, one of which was authority to sue in any civil or criminal case before any court.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
Although the authority was general, it expressly included bringing actions under section 801(5) without limiting who could be sued, so the agents could sue the defendants.
การมอบอำนาจดังกล่าวเป็นการมอบอำนาจทั่วไป ที่รวมถึงให้ยื่นฟ้องต่อศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 801 (5) ด้วย
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 2083/2554. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2083/2554 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดฐานะที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยไม่ได้อ้างว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 หรือจำเลยที่ 2 เชิดจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทน คดีไม่มีประเด็นเรื่องตัวการตัวแทน การที่โจทก์อุทธรณ์ในเรื่องดังกล่าวเป็นอุทธรณ์นอกเหนือประเด็นข้อพิพาท ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเป็นผลจากการที่ของซึ่งได้รับมอบจากผู้ส่งของเสียหาย ถ้าเหตุแห่งการเสียหายนั้นเกิดขึ้นระหว่างที่ของดังกล่าวอยู่ในความดูแลของตน และวรรคสองบัญญัติให้ถือว่าของอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่งนับตั้งแต่เวลาที่ผู้ขนส่งได้รับของนั้นไว้จากผู้ส่งของจนถึงเวลาที่ผู้ขนส่งส่งมอบของนั้น ณ ท่าปลายทางหรือที่หมายปลายทางตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 40 ดังนั้น ตราบใดที่สินค้าพิพาทยังมิได้ส่งมอบแก่บุคคลตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งหรือส่งมอบให้แก่เจ้าหน้าที่หรือบุคคลใด ๆ ตามกฎหมายหรือกฏข้อบังคับที่ใช้ ณ ท่าเรือกรุงเทพอันเป็นท่าปลายทาง ความรับผิดของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งจึงยังไม่สิ้นสุดลง
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 581,942.79 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 550,710.71 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 31,232.08 บาท ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ
โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยสินค้ากล้องถ่ายรูปพร้อมอุปกรณ์ที่บริษัทโคนิก้า มินอลต้า โฟโต้ อิมเมจจิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ซื้อในประเทศไทยสั่งซื้อจากบริษัทโคนิก้า มินอลต้า โฟโต้ อิมเมจจิ้ง เอเชีย เอช. คิว. พีทีอี จำกัด ผู้ขายที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงภัยระหว่างการขนส่งจากท่าเรือต้นทางประเทศสิงคโปร์จนถึงโรงงานหรือโกดังของผู้เอาประกันภัยในประเทศไทย จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับมอบสินค้าพิพาทจากผู้ขายนำมาบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์และออกใบตราส่งเอกสารไว้เป็นหลักฐานแก่ผู้ขายซึ่งเป็นผู้ส่งของแล้วนำตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวบรรทุกลงเรือเกา เจีย มายังประเทศไทย สินค้าพิพาทมาถึงท่าเรือกรุงเทพเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2548 ปรากฏว่าสินค้าพิพาทเสียหายบางส่วน โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปเป็นเงิน 703,110.71 บาท และขายซากสินค้าพิพาทได้เป็นเงิน 152,400 บาท
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เพราะหนังสือมอบอำนาจมิได้ระบุให้ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจมีข้อความที่เป็นสาระสำคัญระบุว่า บริษัทโจทก์โดยกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนขอแต่งตั้งและมอบอำนาจให้นายถนัดและหรือนายสุพชัยเป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจของบริษัทในกิจการต่างๆ ตามที่ระบุไว้รวม 9 ข้อ โดยในข้อ 2 ระบุให้มีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งในคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีอื่นใดทุกประเภทต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้ทุกศาลทั่วราชอาณาจักร เป็นการมอบอำนาจให้นายถนัดและหรือนายสุพชัยมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้หลายประการ ทั้งได้ระบุให้มีอำนาจที่จะฟ้องคดีและดำเนินคดีทุกประเภทต่อศาลทุกศาลไว้โดยชัดแจ้งโดยไม่จำกัดตัวบุคคลที่จะต้องถูกฟ้อง การมอบอำนาจดังกล่าวเป็นการมอบอำนาจทั่วไปที่รวมถึงให้ยื่นฟ้องต่อศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 (5) ด้วย ทั้งการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเช่นนี้ไม่จำต้องระบุบุคคลที่จะต้องถูกฟ้องไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าเป็นผู้ใด นายถนัดและหรือนายสุพชัยจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามแทนโจทก์เป็นคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
...สำหรับจำเลยที่ 2 ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสามเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน มีจำเลยที่ 2 เป็นบริษัทแม่ จำเลยที่ 3 ออกใบตราส่งภายใต้ขอบเขตการเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 เชิดจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทน จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกสำหรับความเสียหายที่ตัวแทนของตนได้ก่อขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 ประกอบมาตรา 821 และพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 43 เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดฐานะที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยไม่ได้อ้างว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 หรือจำเลยที่ 2 เชิดจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทน คดีไม่มีประเด็นเรื่องตัวการตัวแทน อุทธรณ์ของโจทก์ส่วนนี้เป็นอุทธรณ์นอกเหนือประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ถือได้ว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ประการต่อมามีว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายของสินค้าพิพาทหรือไม่ ปัญหานี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทเพราะเป็นผู้ทำสัญญารับขนของทางทะเลตามใบตราส่ง จำเลยที่ 3 ได้รับสินค้าพิพาทจากผู้ขายมาบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์แล้วนำมาส่งมอบให้ตัวแทนเรือขนมาประเทศไทย แม้จำเลยที่ 3 ไม่ได้ขนส่งสินค้าพิพาทด้วยตนเอง แต่ได้มอบหมายให้บริษัทซามูเดลา ชิปปิ้ง ไลน์ จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนของเรือเกา เจีย ขนส่งสินค้าพิพาท ทั้งบริษัทซามูเดลา ชิปปิ้ง ไลน์ จำกัด และเรือเกา เจีย จึงเป็นผู้ขนส่งอื่นที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 3 ให้ขนส่งสินค้าพิพาท จำเลยที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งในประเด็นนี้ เพียงแต่อุทธรณ์ต่อสู้ว่า หน้าที่และความรับผิดของจำเลยที่ 3 สิ้นสุดลงแล้วเมื่อได้ส่งมอบสินค้าพิพาทแก่บริษัทซามูเดลา ชิปปิ้ง ไลน์ จำกัด ผู้ขนส่งที่แท้จริงในสภาพเรียบร้อยครบถ้วน จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเป็นผลจากการที่ของซึ่งได้รับมอบจากผู้ส่งของเสียหาย ถ้าเหตุแห่งการเสียหายนั้นเกิดขึ้นระหว่างที่ของดังกล่าวอยู่ในความดูแลของตน และวรรคสองบัญญัติให้ถือว่าของอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่งนับตั้งแต่เวลาที่ผู้ขนส่งได้รับของนั้นไว้จากผู้ส่งของจนถึงเวลาที่ผู้ขนส่งส่งมอบของนั้น ณ ท่าปลายทางหรือที่หมายปลายทางตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 40 ดังนั้น ตราบใดที่สินค้าพิพาทยังมิได้ส่งมอบแก่บุคคลตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งหรือส่งมอบให้แก่เจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดๆ ตามกฎหมายหรือกฎข้อบังคับที่ใช้ ณ ท่าเรือกรุงเทพอันเป็นท่าปลายทาง ความรับผิดของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งจึงยังไม่สิ้นสุดลง และเมื่อข้อเท็จจริงที่ได้จากรายการสำรวจสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยและรายงานการสำรวจฟังได้ว่าความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดขึ้นก่อนที่จะได้ส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่ง ดังนั้น แม้จำเลยที่ 3 จะได้ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าพิพาทให้บริษัทซามูเดลา ชิปปิ้ง ไลน์ จำกัด ขนส่งทางทะเลจากท่าเรือต้นทางประเทศสิงคโปร์มาถึงยังประเทศไทยแล้วก็ตาม จำเลยที่ 3 ก็ยังคงต้องรับผิดเพื่อความเสียหายของสินค้าพิพาทต่อโจทก์ตามมาตรา 39 ประกอบมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์ 550,710.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 พฤศจิกายน 2549) ต้องไม่เกิน 31,232.08 บาท ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2083/2554
บริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์
บริษัทแวนเทค เวิลด์ ทรานสปอร์ต
(ประเทศไทย) จำกัด กับพวก จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 801 (5) ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 39 วรรคหนึ่ง , ม. 40 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: บริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทแวนเทค เวิลด์ ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 801 (5)
ศาล: ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
องค์คณะ: (สมศักดิ์ เนตรมัย-อร่าม เสนามนตรี-ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร)
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต