Verified ตรวจสอบแล้ว Civil Procedure Codeป.วิ.พ. Decision 2674/2565 คำพิพากษาที่ 2674/2565 2022 (B.E. 2565)

A court cannot register a transfer for creditors without hearing the debtor คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2674/2565

CPC Sections: มาตรา ป.วิ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Under section 271 the first instance court enforces judgments of every level, and under amended section 357 the creditors could make the request, but because the application may not be decided ex parte under section 21(2), granting it without sending a copy to the defendants was irregular; the orders were set aside and the court told to proceed again.

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) บัญญัติห้ามมิให้ศาลทำคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสคัดค้านก่อน

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

Even a winning heir or creditor must let the other side object before the court registers a transfer in place of the debtor.

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

After a final Supreme Court judgment ordered two defendants to transfer seven assets (condominium units, land and company shares) held in their names for a deceased person to the estate administrator, the creditors asked the first instance court to treat the judgment as the defendants' declaration of intent and order registration.

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Under section 271 the first instance court enforces judgments of every level, and under amended section 357 the creditors could make the request, but because the application may not be decided ex parte under section 21(2), granting it without sending a copy to the defendants was irregular; the orders were set aside and the court told to proceed again.
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) บัญญัติห้ามมิให้ศาลทำคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสคัดค้านก่อน

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 2674/2565. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2674/2565 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

ตามบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 271 กำหนดว่า ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น เป็นศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี มีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับคดีและมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดหรือทำคำสั่งในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น ดังนั้น กระบวนการบังคับคดีให้เป็นไปคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทุกชั้นศาล จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นในชั้นต้น และมาตรา 357 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การบังคับคดีในกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลกำหนดให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษากระทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งอาจถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลไม่ได้กำหนดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นได้" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะบริบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ดำเนินการจดทะเบียนให้ก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้บุคคลดังกล่าวนั้นจดทะเบียนไปตามคำสั่งศาล" ดังนั้นโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันเป็นการบังคับคดีในกรณีที่คำพิพากษาของศาลกำหนดให้จำเลยทั้งสองกระทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งอาจถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองได้ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 357 อันเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย และศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม คำร้องของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 357 นั้น เป็นคำร้องที่ ป.วิ.พ. มิได้บัญญัติว่าให้ทำได้แต่ฝ่ายเดียวโดย ป.วิ.พ. มาตรา 21 (2) บัญญัติห้ามมิให้ศาลทำคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสคัดค้านก่อน
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองโอนหรือร่วมกันโอนทรัพย์พิพาทรวม 7 รายการ คือ 1. ห้องชุดเลขที่ 77/130 อาคารชุด ส. อาคารเลขที่ 1 มีชื่อจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ 2. หุ้นบริษัท ภ. รวม 9,545,400 หุ้น มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้น 3. ที่ดินโฉนดเลขที่ 1794 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ 4. ที่ดินโฉนดเลขที่ 211444 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ 5. ที่ดินโฉนดเลขที่ 83709 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ 6. ห้องชุดเลขที่ 77/150 อาคารชุด ส. มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และ 7. ห้องชุดเลขที่ 140/211 และ 140/212 อาคารชุด ท. มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ที่ 6 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสินธุ์ ผู้ตาย เพื่อแบ่งให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 8 ใน 14 ส่วนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 และจำเลยทั้งสองคนละ 1 ใน 14 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยทั้งสอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์พิพาททั้งเจ็ดรายการออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งให้ตามส่วนที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยทั้งสองแต่ละคนจะได้รับ จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับโดยชอบแล้ว แต่เพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองในการแจ้งจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท และให้กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ภ. รับจดแจ้งการโอนหุ้นและจดลงในทะเบียนผู้ถือหุ้น กับให้เจ้าพนักงานที่ดินที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์พิพาทดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาททั้งหมดให้แก่โจทก์ที่ 6 ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่ง ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองตามคำร้องของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 เนื่องจากเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลฎีกา ทั้งคำร้องดังกล่าวไม่ใช่คำขออันจะทำได้แต่ฝ่ายเดียว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยไม่ส่งสำเนาให้จำเลยทั้งสองมีโอกาสคัดค้านก่อนเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำสั่งอนุญาตถูกต้องแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ในการให้นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทแก่โจทก์ที่ 6 กับให้กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ภ. จดแจ้งการโอนหุ้นและจดลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นตามคำพิพากษาศาลฎีกาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 กำหนดว่า ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น เป็นศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี มีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับคดีและมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดหรือทำคำสั่งในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น ดังนั้น กระบวนการบังคับคดีให้เป็นไปคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทุกชั้นศาล จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นในชั้นต้น และมาตรา 357 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การบังคับคดีในกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลกำหนดให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษากระทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งอาจถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลไม่ได้กำหนดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นได้" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะบริบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ดำเนินการจดทะเบียนให้ก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้บุคคลดังกล่าวนั้นจดทะเบียนไปตามคำสั่งศาล" ตามบทบัญญัติมาตรา 271 และมาตรา 357 ดังกล่าวแม้เป็นกฎหมายที่แก้ไขใหม่โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 และมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป กล่าวคือนับแต่วันที่ 5 กันยายน 2560 เป็นต้นไป ซึ่งกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวมีผลใช้บังคับแก่คดีทั้งคดีที่ค้างมาก่อนการแก้ไขกฎหมายและคดีฟ้องใหม่นับแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับเป็นต้นไป เพียงแต่ไม่มีผลกระทบถึงกระบวนพิจารณาของศาลและกระบวนวิธีการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้กระทำไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเท่านั้น ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีนี้ยังมิได้กระทำการใดเกี่ยวกับกระบวนวิธีการบังคับคดี การบังคับคดีจึงต้องนำบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวมาใช้บังคับ โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 จึงมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลมีคำสั่งถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองโอนหรือร่วมกันโอนทรัพย์พิพาททั้ง 7 รายการ ให้แก่โจทก์ที่ 6 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสินธุ์ ผู้ตาย เพื่อแบ่งให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 8 ใน 14 ส่วน โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 และจำเลยทั้งสอง คนละ 1 ใน 14 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยทั้งสอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์พิพาททั้ง 7 รายการ ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งให้ตามส่วนที่โจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้งสองแต่ละคนจะได้รับ แต่จำเลยทั้งสองไม่โอนทรัพย์พิพาททั้ง 7 รายการ ให้แก่โจทก์ที่ 6 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว และทรัพย์พิพาททั้ง 7 รายการ มีชื่อจำเลยที่ 1 และหรือจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ตาย โดยคำพิพากษาของศาลดังกล่าวมิได้สั่งให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองไว้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ดังนั้นโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันเป็นการบังคับคดีในกรณีที่คำพิพากษาของศาลกำหนดให้จำเลยทั้งสองกระทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งอาจถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองได้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 อันเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย และศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม คำร้องของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 นั้น เป็นคำร้องที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมิได้บัญญัติว่าให้ทำได้แต่ฝ่ายเดียวโดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) บัญญัติห้ามมิให้ศาลทำคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสคัดค้านก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม 2562 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองและมีคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายจดทะเบียนให้นั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวว่า "อนุญาต" เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2562 โดยมิได้มีการส่งสำเนาคำร้องดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสองได้มีโอกาสคัดค้านก่อน ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะมีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้องของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 แต่เมื่อยังไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) ก่อน ถือว่าเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในการบังคับคดี กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตตามคำร้องของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นมานั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสองส่วนนี้ฟังขึ้น
พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองตามคำร้องของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม 2562 โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่การส่งสำเนาคำร้องให้แก่จำเลยทั้งสองแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2674/2565
นาง ม. กับพวก โจทก์
นาย ว. กับพวก จำเลย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.พ. ม. 21 , ม. 271 , ม. 357 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

คู่ความ: นาง ม. กับพวก โจทก์ นาย ว. กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 21 , ม. 271 , ม. 357

ศาล: ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายสุวีร์ ตรียุทธนากุล ศาลอุทธรณ์ - นายวาส ลักษณ์เลิศกุล

องค์คณะ: (วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ-สันทัด สุจริต-อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์)

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book