Verified ตรวจสอบแล้ว Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 2832-2833/2558 คำพิพากษาที่ 2832-2833/2558 2015 (B.E. 2558)

A certified thumbprint can satisfy the witness rules for an ordinary will คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2832-2833/2558

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

The document was a disposition of her property on death, made in writing, dated and executed before two witnesses who certified at the time, so it complied with section 1656 paragraph one; the fraud allegation was unsupported, and under section 1697 the later will revoked her earlier public will only where the two conflicted.

โดยนางป้อมได้พิมพ์ลายนิ้วมือแล้วนายใบและนายสุนทรลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของนางป้อม

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

A thumbprint certified by two witnesses at the time can satisfy the ordinary form, which matters for a testator unable to sign.

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

A 91-year-old woman who could not read or write affixed her thumbprint to a will prepared at a lawyer's office, and the lawyer and another person signed as witnesses certifying the thumbprint; a relative alleged she had been tricked.

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

The document was a disposition of her property on death, made in writing, dated and executed before two witnesses who certified at the time, so it complied with section 1656 paragraph one; the fraud allegation was unsupported, and under section 1697 the later will revoked her earlier public will only where the two conflicted.
โดยนางป้อมได้พิมพ์ลายนิ้วมือแล้วนายใบและนายสุนทรลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของนางป้อม

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The full judgment of Supreme Court Decision No. 2832-2833/2558 is published in Thai: switch this page to Thai to read it. The facts and the holding in English are at the top of this page. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2832-2833/2558 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2832 - 2833/2558
คำพิพากษาย่อสั้น เหตุตามคำฟ้องของจำเลยในสำนวนที่สองที่ขอให้ศาลชั้นต้นสั่งถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการมรดกของ ป. คือ พินัยกรรมที่กำหนดให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกนั้นเป็นพินัยกรรมปลอม ซึ่งเป็นเหตุที่มีอยู่ก่อนที่จำเลยจะสืบสิทธิของ บ. ในการรับมรดกของ ป. ทั้งยังเป็นเหตุเดียวกันกับที่ บ. เคยคัดค้านคำร้องขอจัดการมรดกของโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8225/2534 เมื่อ บ. ถึงแก่ความตาย จำเลยยื่นคำร้องขอเข้ารับมรดกความแทน แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำร้องดังกล่าวเป็นการเฉพาะตัวของ บ. จึงไม่อนุญาตให้จำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน เมื่อจำเลยอ้างเหตุเดียวกันขึ้นมาและมิได้เป็นเรื่องโต้แย้งสิทธิของจำเลยมาให้ศาลพิจารณาว่าเป็นเหตุให้ถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการมรดกของ ป. ซ้ำอีก อันเป็นการขอให้วินิจฉัยในข้อที่ศาลได้เคยวินิจฉัยไว้แล้ว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144
เมื่อพินัยกรรมมีผลบังคับได้ตามกฎหมายทั้งสองฉบับ และปรากฏว่าพินัยกรรมขัดกันเฉพาะบางส่วน ป.พ.พ. มาตรา 1697 ให้ถือว่าพินัยกรรมฉบับก่อนเป็นอันเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลังเฉพาะในส่วนที่มีข้อความขัดกันเท่านั้น
คำพิพากษาย่อยาว (ฉบับเต็ม) สำนวนแรก โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อม ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 22731/2534 หมายเลขแดงที่ 2186/2535 ให้จำเลยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี เพื่อขอยกเลิกข้อความ จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อม ในสารบัญจดทะเบียนของโฉนดที่ดินเลขที่ 1271, 1272, 1274 ตำบลคลองหลวง (บางหวายใต้) อำเภอคลองหนึ่ง (ที่ถูกตำบลคลองหนึ่ง (บางหวายใต้) อำเภอคลองหลวง) จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) และโฉนดที่ดินเลขที่ 4890 ตำบลสวนพริกไทย อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะดำเนินการยื่นคำร้องดังกล่าว
จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง
สำนวนที่สอง โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 24 ธันวาคม 2531 เป็นเอกสารปลอมและเป็นโมฆะ คำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อม ไม่มีผลบังคับใช้ เพิกถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อม ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8225/2534 ให้จำเลยไปยื่นคำขอยกเลิกคำคัดค้านของจำเลยที่คัดค้านการลงชื่อเป็นผู้จัดการมรดกที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1271, 1272, 1274 ตำบลคลองหนึ่ง (บางหวายใต้) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) และโฉนดเลขที่ 4890 ตำบลสวนพริกไทย อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี ของโจทก์ หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติเสร็จสิ้น
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยสำนวนที่สองว่า โจทก์ เรียกจำเลยสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์สำนวนที่สองว่า จำเลย
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนชื่อจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อม ตามคำสั่งของศาลแพ่งในคดีหมายเลขดำที่ 22731/2534 หมายเลขแดงที่ 2186/2535 เสีย ให้จำเลยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี เพื่อถอนชื่อจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อม ในสารบัญจดทะเบียนของโฉนดที่ดินเลขที่ 1271, 1272, 1274 ตำบลคลองหลวง (บางหวายใต้) อำเภอคลองหนึ่ง (ที่ถูก ตำบลคลองหนึ่ง(บางหวายใต้) อำเภอคลองหลวง) จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) และโฉนดที่ดินเลขที่ 4890 ตำบลสวนพริกไทย อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำนวนที่สอง ค่าฤชาธรรมเนียมในสำนวนที่สองให้เป็นพับทั้งสองศาล ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในสำนวนแรกให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ 3,000 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกาทั้งสองสำนวน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า สำนวนที่สองจำเลยมีอำนาจฟ้องขอให้ถอดถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อมหรือไม่ เห็นว่า เหตุตามคำฟ้องของจำเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นสั่งถอดถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อม คือ กรณีที่จำเลยอ้างว่าพินัยกรรมที่นางป้อมยกที่ดินให้แก่นายตุ๊และโจทก์และกำหนดให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกนั้นเป็นพินัยกรรมปลอม ทำให้นายบุญส่งและจำเลยได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นเหตุที่มีอยู่ก่อนที่จำเลยจะสืบสิทธิของนายบุญส่งที่จะรับมรดกของนางป้อม ทั้งยังเป็นเหตุเดียวกันกับที่นายบุญส่งเคยยื่นคำคัดค้านต่อศาลว่าที่นางป้อมทำพินัยกรรมยกที่ดินให้แก่นายตุ๊และโจทก์นั้นเป็นพินัยกรรมปลอม โจทก์ไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อม ซึ่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8225/2534 ของศาลชั้นต้น เมื่อนายบุญส่งถึงแก่ความตาย จำเลยได้ยื่นคำร้องขอเข้ารับมรดกความแทนที่นายบุญส่ง แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำร้องดังกล่าวเป็นการเฉพาะตัวของนายบุญส่ง จำเลยไม่สามารถเข้าเป็นคู่ความแทนที่ได้ จึงไม่อนุญาตให้จำเลยเข้าเป็นคู่ความแทนที่นายบุญส่ง ซึ่งคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าววินิจฉัยว่าการขอถอดถอนผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องเฉพาะตัวของนายบุญส่งไม่ตกทอดไปยังทายาทของนายบุญส่ง ดังนั้น เมื่อจำเลยอ้างเหตุเดียวกันซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่จำเลยยังไม่ได้สืบสิทธิของนายบุญส่งในการรับมรดกของนางป้อม และเหตุตามคำฟ้องในสำนวนที่สองดังกล่าว ก็มิได้เป็นเรื่องที่โต้แย้งสิทธิของจำเลยมาเพื่อให้ศาลพิจารณาว่าเป็นเหตุให้ถอดถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อมหรือไม่ซ้ำอีก ซึ่งศาลต้องวินิจฉัยก่อนว่า เหตุตามคำฟ้องเป็นสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่างๆ ของนายบุญส่งที่จะตกทอดไปยังจำเลยซึ่งเป็นทายาทของนายบุญส่งให้มีอำนาจยกขึ้นอ้างเพื่อถอดถอนผู้จัดการมรดกได้หรือไม่ อันเป็นการวินิจฉัยในข้อที่ศาลได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8225/2534 ของศาลชั้นต้นที่นายบุญส่งยื่นคำคัดค้านมิให้ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อมนั้นเอง ดังนั้น ที่จำเลยยื่นคำฟ้องในสำนวนที่สองจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุตามคำฟ้องดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลถอดถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อมได้ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6162/2548 ระหว่างนางขุ้ยหั้ว กับพวก ผู้ร้อง นางสาวพอจิต ผู้คัดค้านที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกตามหนังสือพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 24 ธันวาคม 2531 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า นายใบ กับนายตุ๊ สมคบกันเพื่อจัดให้มีการทำพินัยกรรม โดยให้นายสุนทร หาข้อมูลทางทะเบียนราษฎร์และข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินของนางป้อมไว้ก่อนวันที่ 24 ธันวาคม 2531 ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วจึงไปทำพินัยกรรมในวันดังกล่าวเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่นางป้อมเคยเล่าให้จำเลยฟังว่า นายใบซึ่งเคยเป็นมรรคทายกวัดเปรมประชากรจะขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่นางป้อม ทำให้เชื่อได้ว่า โจทก์นายใบและนายตุ๊ร่วมกันหลอกลวงนางป้อมให้พิมพ์ลายนิ้วมือในหนังสือพินัยกรรม โดยอ้างว่าเป็นหนังสือขอรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เนื่องจากนางป้อมไม่รู้หนังสือ เขียนหนังสือไม่ได้ หนังสือพินัยกรรมดังกล่าวเป็นการทำขึ้นเพราะสำคัญผิดหรือถูกกลฉ้อกลตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายสุนทรและนายใบเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2531 นางป้อมและนายใบได้ไปพบนายสุนทรที่สำนักงานทนายความสุนทร เพื่อขอทำพินัยกรรม นายสุนทรได้สอบถามนางป้อมแล้วได้ความว่านางป้อมอายุ 91 ปี มิได้ต่ออายุบัตรประจำตัวประชาชน คงมีภาพถ่ายนางป้อมพร้อมหนังสือรับรองของนายหยิน กำนันตำบลสวนพริกไทย และหนังสือพินัยกรรมของนายอุดม สามีของนางป้อม โดยนางป้อมมีความประสงค์จะยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1271, 1272, 1274 ตำบลคลองหนึ่ง (บางหวายใต้) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) และที่ดินโฉนดเลขที่ 4890 ตำบลสวนพริกไทย อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี รวม 4 แปลง ให้แก่นายตุ๊และโจทก์คนละเท่าๆ กัน นายสุนทรจึงได้ทำพินัยกรรมตามความประสงค์ของนางป้อมตามสำเนาหนังสือพินัยกรรม โดยนางป้อมได้พิมพ์ลายนิ้วมือแล้วนายใบและนายสุนทรลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของนางป้อม เห็นว่า การแสดงเจตนาที่จะเป็นพินัยกรรมได้ จะต้องมีลักษณะเป็นคำสั่ง ซึ่งคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งครั้งสุดท้าย กำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของบุคคลนั้นและในการต่างๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตาย เมื่อพิจารณาตามสำเนาหนังสือพินัยกรรมแล้ว มีข้อความที่ระบุว่านางป้อมประสงค์จะยกที่ดินให้แก่ผู้รับพินัยกรรมเมื่อนางป้อมตายไปแล้ว มีลักษณะเป็นการกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตน จึงเป็นพินัยกรรม มีการลงวัน เดือน ปี ที่ทำผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน และพยานทั้งสองคนนั้นลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น จึงเป็นพินัยกรรมที่ทำถูกต้องตามแบบในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 วรรคหนึ่ง ย่อมมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ที่จำเลยฎีกาและนำสืบว่า นางป้อมเคยเล่าให้จำเลยฟังว่า ในช่วงเวลาที่นางป้อมทำพินัยกรรมตามสำเนาหนังสือพินัยกรรมนั้น นายใบพานางป้อมไปทำเอกสารเกี่ยวกับการขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ นางป้อมไม่รู้หนังสือ เขียนและอ่านไม่ได้ มีอาการหลงลืม นางป้อมไม่สามารถรู้ข้อความในเอกสารด้วยตนเองนั้น เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ และคาดคะเนเอาเอง ไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักอันควรแก่การรับฟัง ส่วนพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองไม่ปรากฏว่า นางป้อมได้ทำลายหรือขีดฆ่าต้นฉบับกับคู่ฉบับของพินัยกรรม อันจะมีผลให้เป็นการเพิกถอนพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1695 วรรคหนึ่ง พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองจึงยังมีผลบังคับอยู่เช่นกัน เมื่อพินัยกรรมของนางป้อมยังมีผลบังคับอยู่ทั้ง 2 ฉบับ ทั้งพินัยกรรมซึ่งทำในภายหลังมิได้มีข้อความตอนใดระบุให้เพิกถอนพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง เมื่อไม่ปรากฏว่านางป้อมได้แสดงเจตนาไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่นและปรากฏว่าพินัยกรรมฉบับก่อนกับฉบับหลังขัดกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1697 ให้ถือว่าพินัยกรรมฉบับก่อนเป็นอันเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลังเฉพาะในส่วนที่มีข้อความขัดกันเท่านั้น จึงถือว่าพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองเป็นอันเพิกถอนโดยพินัยกรรมเฉพาะข้อกำหนดพินัยกรรมที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกที่ดิน 4 แปลง ตามข้อ 1 และข้อ 2 ที่พินัยกรรมระบุให้ตกแก่นายตุ๊และโจทก์เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book