A court may hear the other side before deciding an ex parte protection request คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3532/2558
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
Although section 254(2) provides for an ex parte application, the court may hear the other party before making an order under section 21(3); the lower court that heard the respondents and then dismissed the application had decided on the merits, so the dismissal stood, with only the costs order corrected.
ในมาตรา 254 (2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติให้ทำเป็นคำขอฝ่ายเดียว แต่ศาลก็มีอำนาจที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ ก่อนออกคำสั่งได้
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
An ex parte application does not stop the court from hearing the other side first, so applicants should expect opposition.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
The Office of the Prime Minister applied under the Internal Security Act B.E. 2551 for an order that protest leaders and their followers leave occupied sites, relying on the provisional measures of the Civil Procedure Code.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
Although section 254(2) provides for an ex parte application, the court may hear the other party before making an order under section 21(3); the lower court that heard the respondents and then dismissed the application had decided on the merits, so the dismissal stood, with only the costs order corrected.
ในมาตรา 254 (2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติให้ทำเป็นคำขอฝ่ายเดียว แต่ศาลก็มีอำนาจที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ ก่อนออกคำสั่งได้
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 3532/2558. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3532/2558 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องเพื่อบังคับให้ผู้คัดค้านทั้งสองกับกลุ่มบุคคล 3 คน และพวกที่เข้าร่วมชุมนุมทั้งหมดออกไปจากสถานที่ตามคำขอในคำร้อง ดังนั้น การที่ผู้ร้องใช้สิทธิร้องต่อศาลเพื่อให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ป.วิ.พ. เพื่อบังคับตามคำร้องดังกล่าวข้างต้นโดยอาศัยบทบัญญัติตามมาตรา 23 วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นเรียกไต่สวนและเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่อ้างในคำร้องเพียงพอที่จะวินิจฉัยและมีคำสั่งว่ากรณีไม่มีความจำเป็นจะต้องมาใช้สิทธิทางศาล แสดงให้เห็นว่าศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยในเนื้อหาหรือประเด็นแห่งคดีตามคำร้อง ตามความหมายแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 131 (2) กรณีดังกล่าวมิใช่เพียงการไม่รับคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องจึงชอบด้วยกฎหมาย
อนึ่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม แม้ไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีด้วยเสมอ การไม่มีคำสั่ง
ในเรื่องนี้ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งบังคับให้ผู้ฝ่าฝืนข้อกำหนดปฏิบัติตามข้อกำหนดเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักร อันเป็นมาตรการอย่างหนึ่งที่กฎหมายบัญญัติให้ใช้เพื่อแก้ปัญหา อีกทั้งคำสั่งศาลย่อมเป็นที่ยอมรับของประชาชนทุกฝ่ายที่จะปฏิบัติตาม อันทำให้เหตุการณ์ความไม่สงบอาจกลับคืนสู่สภาพปกติได้มากกว่าการใช้อำนาจตามมาตรา 15 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ในขณะนี้ที่มีแนวโน้มว่าจะก่อให้เกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้นได้ จึงขอให้บังคับ
1. ให้กลุ่มบุคคลทั้งห้า ออกไปจากสถานที่ตามข้อกำหนด และนำมวลชนกลุ่ม นปช. และกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งหมด พร้อมด้วยทรัพย์สินและยานพาหนะทุกชนิดที่เป็นคนกลุ่มบุคคลทั้งห้า และหรือผู้เข้าร่วมชุมนุมและเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทั้งหมดออกไปจากสถานที่ตามข้อกำหนด (บริเวณถนนราชดำริตั้งแต่แยกราชประสงค์ถึงแยกประตูน้ำ ถนนราชดำริตั้งแต่แยกราชประสงค์ถึงสถานีรถไฟฟ้าราชดำริ ถนนพระรามที่ 1 ตั้งแต่แยกราชประสงค์ถึงแยกปทุมวัน และถนนเพลินจิตตั้งแต่แยกราชประสงค์ถึงแยกชิดลม) โดยให้มีผลบังคับในทันทีที่ศาลมีคำสั่ง
2. ให้ศาลมีคำสั่งห้ามกลุ่มบุคคลทั้งห้าและกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมเข้าไปในบริเวณถนนพระรามที่ 4ตั้งแต่แยกตัดกับถนนสาทรหรือแยกสามย่าน ถนนสาทรตั้งแต่แยกตัดกับถนนพระรามที่ 4 ถึงแยกตัดกับถนนเจริญกรุง ถนนสีลมตั้งแต่แยกตัดกับถนนพระรามที่ 4 ถึงแยกตัดกับถนนเจริญกรุง ถนนสุรวงศ์ตั้งแต่แยกตัดกับถนนพระรามที่ 4 ถึงแยกตัดกับถนนเจริญกรุง ถนนเจริญกรุงตั้งแต่แยกตัดกับถนนสุรวงศ์ถึงแยกตัดกับถนนสาทร ถนนราชดำริตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้าราชดำริถึงแยกตัดกับถนนพระรามที่ 4 ถนนพญาไทตั้งแต่แยกสามย่านถึงแยกราชเทวี ถนนรัชดาภิเษกตั้งแต่แยกตัดกับถนนสุขุมวิทถึงแยกตัดกับถนนพระรามที่ 4 ถนนดินแดงตั้งแต่แยกตัดกับถนนรัชดาภิเษกถึงแยกตัดกับถนนทวีมิตร ถนนทวีมิตรและถนนรัชดาภิเษกตั้งแต่แยกตัดกับถนนดินแดงถึงแยกตัดกับถนนรัชดาภิเษก ซอย 8 หากกลุ่มบุคคลทั้งห้าและกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมเข้าไปในบริเวณพื้นที่ตามข้อกำหนดดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ออกจากพื้นที่ดังกล่าว โดยให้มีผลบังคับในทันทีที่ศาลมีคำสั่ง
ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองว่า มีเหตุที่จะแก้คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องเป็นไม่รับคำร้องของผู้ร้องได้หรือไม่ เห็นว่า ตามความในมาตรา 23 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 บัญญัติว่า "การดำเนินคดีใด ๆ อันเนื่องมาจากข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามหมวดนี้ให้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ทั้งนี้ ในกรณีที่ศาลจะต้องพิจารณาเพื่อใช้มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แล้วแต่กรณี ให้ศาลเรียกเจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งออกข้อกำหนด ประกาศหรือคำสั่ง หรือกระทำการนั้น มาเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง รายงานหรือแสดงเหตุผลเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งใช้มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวดังกล่าวด้วย" จึงเห็นได้ว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาคำร้องของผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่สามารถดำเนินการเกี่ยวกับคดีการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรได้ โดยให้เรียกเจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งออกข้อกำหนดมาชี้แจงข้อเท็จจริง รายงานหรือแสดงเหตุผลประกอบการสั่งได้ โดยไม่จำต้องสั่งรับคำร้องของผู้ร้องก่อนก็ได้ ทั้งยังสามารถที่จะเรียกไต่สวนพยานผู้ร้องฝ่ายเดียวเพื่อประกอบการพิจารณาได้โดยไม่จำต้องฟังข้อเท็จจริงฝ่ายอื่นก็ได้ เพราะเป็นไปตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 แล้ว นอกจากนี้ยังให้อำนาจศาลยุติธรรมที่จะพิจารณาเพื่อใช้มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทั้งนี้ในมาตรา 254 (2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติให้ทำเป็นคำขอฝ่ายเดียว แต่ศาลก็มีอำนาจที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ ก่อนออกคำสั่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (3) ในคดีนี้ทนายผู้คัดค้านทั้งสองได้ยื่นคำคัดค้านก่อนศาลชั้นต้นทำการไต่สวน ศาลชั้นต้นได้ไต่สวนพยานผู้ร้องรวม 3 ปาก ทนายผู้คัดค้านทั้งสองก็ได้ถามค้านพยานผู้ร้องดังกล่าวแล้ว เมื่อทนายผู้ร้องแถลงหมดพยาน ทนายผู้คัดค้านกลับไม่แถลงติดใจสืบพยานชั้นไต่สวนต่อไป แสดงว่าศาลชั้นต้นให้โอกาสนำพยานเข้าสืบแล้ว แต่ทนายผู้คัดค้านทั้งสองไม่ประสงค์จะนำพยานเข้าสืบเอง การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องและดำเนินการไต่สวนกรณีถือได้ว่าศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ที่ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องจึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาต่อไปว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องโดยก้าวล่วงวินิจฉัยประเด็นหลักอันเป็นเนื้อหาแห่งคดีไปแล้วจึงมาพิจารณาเรื่องอำนาจของผู้ร้องเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องเพื่อบังคับให้ผู้คัดค้านทั้งสองกับกลุ่มบุคคล 3 คน และพวกที่เข้าร่วมชุมนุมทั้งหมดออกไปจากสถานที่ตามคำขอในคำร้อง (บริเวณถนนราชดำริตั้งแต่แยกราชประสงค์ถึงแยกประตูน้ำ ถนนราชดำริตั้งแต่แยกราชประสงค์ถึงสถานีรถไฟฟ้าราชดำริ ถนนพระรามที่ 1 ตั้งแต่แยกราชประสงค์ถึงแยกปทุมวัน และถนนเพลินจิตตั้งแต่แยกราชประสงค์ถึงแยกชิดลม) และขอให้มีคำสั่งห้ามกลุ่มบุคคลทั้งห้าและกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมทั้งหมดเข้าไปในบริเวณถนนพระรามที่ 4 ตั้งแต่แยกตัดกับถนนสาทรถึงแยกสามย่าน ถนนสาทรตั้งแต่แยกตัดกับกับถนนพระรามที่ 4 ถึงแยกตัดกับถนนเจริญกรุง ถนนสีลมตั้งแต่แยกตัดกับถนนพระรามที่ 4 ถึงแยกตัดกับถนนเจริญกรุง ถนนสุรวงศ์ตั้งแต่แยกตัดกับถนนพระรามที่ 4 ถึงแยกตัดกับถนนเจริญกรุง ถนนเจริญกรุงตั้งแต่แยกตัดกับถนนสุรวงศ์ถึงแยกตัดกับถนนสาทร ถนนราชดำริตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้าราชดำริถึงแยกตัดกับถนนพระรามที่ 4 ถนนพญาไทตั้งแต่แยกสามย่านถึงแยกราชเทวี ถนนรัชดาภิเษกตั้งแต่แยกตัดกับถนนสุขุมวิทถึงแยกตัดกับถนนพระรามที่ 4 ถนนดินแดงตั้งแต่แยกตัดกับถนนรัชดาภิเษกถึงแยกตัดกับถนนทวีมิตร ถนนทวีมิตรและถนนรัชดาภิเษกตั้งแต่แยกตัดกับถนนดินแดงถึงแยกตัดกับถนนรัชดาภิเษก ซอย 8 และหากกลุ่มบุคคลและกลุ่มผู้ร่วมชุมนุมดังกล่าวเข้าไปในบริเวณพื้นที่ตามข้อกำหนดขอให้สั่งออกจากพื้นที่ดังกล่าว การร้องขอดังกล่าวข้างต้นนี้ทาง กอ.รมน. ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรสามารถที่จะเข้าไปดำเนินการทั้งหลายทั้งปวงให้กลับสู่สภาวะปกติได้โดยอาศัยอำนาจที่มีอยู่ตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 บัญญัติให้อำนาจไว้ในมาตรา 15, 16 และ 18 ตามลำดับ และมีบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนด้วยตามมาตรา 24 ดังนั้น การที่ผู้ร้องใช้สิทธิร้องต่อศาลเพื่อให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเพื่อบังคับตามคำร้องดังกล่าวข้างต้นโดยอาศัยบทบัญญัติตามมาตรา 23 วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นเรียกไต่สวนและเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่อ้างในคำร้องเพียงพอที่จะวินิจฉัยและมีคำสั่งว่ากรณีไม่มีความจำเป็นจะต้องมาใช้สิทธิทางศาล แสดงให้เห็นว่าศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยในเนื้อหาหรือประเด็นแห่งคดีตามคำร้อง ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) กรณีดังกล่าวมิใช่เพียงการไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง โดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้เป็นการไม่ชอบ เพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม แม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีด้วยเสมอ การไม่มีคำสั่งในเรื่องนี้ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง
พิพากษาแก้เป็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3532/2558
สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ร้อง
นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ กับพวก ผู้คัดค้าน
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.พ. ม. 21 (3) , ม. 131 (2) , ม. 167 วรรคหนึ่ง , ม. 254 (2) พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ม. 23 วรรคสอง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ร้อง นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ กับพวก ผู้คัดค้าน ป.วิ.พ. ม. 21 (3) , ม. 131 (2) , ม. 167 วรรคหนึ่ง , ม. 254 (2) พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ม. 23 วรรคสอง
ศาล: ศาลแพ่ง - นายประสงค์ กระจ่างวุฒิชัย ศาลอุทธรณ์ - นายเฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
องค์คณะ: (ประพาฬ อนมาน-อนันต์ วงษ์ประภารัตน์-วิจิตร วิสุชาติ)
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต