An alien can acquire a shophouse by adverse possession even without a valid sale คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4515-4516/2533
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
Although the unregistered sale was void under section 456, she had acquired the shophouse by adverse possession under section 1382, and no law forbids an alien to own a shophouse as distinct from the land.
จำเลยซื้อเฉพาะตัวห้องแถว ไม่มีกฎหมายห้ามบุคคลต่างด้าวเป็นเจ้าของห้องแถว
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
A foreigner can own a building, though not the land under it, and can acquire it by possession.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
An alien had bought a shophouse built on leased Treasury land in 2487 by an unregistered sale and lived in it as owner for decades; the seller's heir sued to evict her.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
Although the unregistered sale was void under section 456, she had acquired the shophouse by adverse possession under section 1382, and no law forbids an alien to own a shophouse as distinct from the land.
จำเลยซื้อเฉพาะตัวห้องแถว ไม่มีกฎหมายห้ามบุคคลต่างด้าวเป็นเจ้าของห้องแถว
Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
On section 456: The unregistered sale was void under section 456, but she had become owner of the shophouse by adverse possession under section 1382 after more than ten years; as she bought only the building, no law barred a foreigner from owning it.
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The full judgment of Supreme Court Decision No. 4515-4516/2533 is published in Thai: switch this page to Thai to read it. The facts and the holding in English are at the top of this page. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4515-4516/2533 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
คำพิพากษาย่อสั้น ข้อกฎหมายที่โจทก์ยกขึ้นอ้างอิงในชั้นฎีกาว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของจำเลยไม่ชอบเพราะจำเลยอายุเกิน 70 ปีแล้ว แต่ไม่มีผู้รับรองว่าจำเลยยังมีสติรู้ผิดชอบนั้นเป็นข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ แม้จำเลยอาจยกขึ้นฎีกาได้เนื่องจากเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าข้อกฎหมายดังกล่าวมิใช่ข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคแรก ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับวินิจฉัย
บิดาโจทก์ขายห้องแถวพิพาทให้แก่จำเลยตั้งแต่ปี พ.ศ.2487 และจำเลยได้ครอบครองโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแม้การซื้อขายมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 ห้องแถวพิพาทย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยด้วยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และแม้จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว แต่จำเลยซื้อเฉพาะตัวห้องแถว ไม่มีกฎหมายห้ามบุคคลต่างด้าวเป็นเจ้าของห้องแถว จำเลยย่อมมีสิทธิซื้อห้องแถวดังกล่าว
คำพิพากษาย่อยาว (ฉบับเต็ม) คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกนางสาวปราณีตโจทก์สำนวนแรกและจำเลยสำนวนหลังว่า โจทก์ เรียกนางดัวจำเลยสำนวนแรก และโจทก์สำนวนหลังว่า จำเลย
โจทก์สำนวนแรกฟ้องว่า เดิมห้องแถวเลขที่ ๕๔๘ และ ๕๕๐ ปลูกบนที่ดินที่เช่ากับสำนักงานราชพัสดุจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นของนายเป้า ปิ่นจินดา บิดาโจทก์ บิดาโจทก์ถึงแก่กรรมไปแล้ว ห้องแถวดังกล่าวจึงตกเป็นของโจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรม จำเลยเป็นภริยานายเกา แซ่อึ้ง ผู้อยู่อาศัยในห้องแถวดังกล่าวโดยได้รับอนุญาตจากบิดาโจทก์ นายเกาถึงแก่กรรมไปแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิที่จะอาศัยอยู่อีกต่อไป แต่จำเลยยังคงอยู่ต่อมา ต่อมาโจทก์ไปติดต่อกับพนักงานเจ้าหน้าที่อำเภอท่าเรือเพื่อขอรับมรดกห้องแถวและขอเช่าที่ดินกับสำนักงานราชพัสดุจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยไปคัดค้าน การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากห้องแถวพิพาท และให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๕๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกไปจากห้องแถวพิพาท
จำเลยสำนวนแรกให้การว่า จำเลยซื้อห้องแถวพิพาทจากบิดาโจทก์เมื่อปีพ.ศ.๒๔๘๗ จำเลยได้ครอบครองมาโดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนับแต่วันซื้อจนถึงปัจจุบัน ทั้งยังมีสิทธิในการเช่าที่ดินจากสำนักงานราชพัสดุจังหวัดพระนครศรีอยุธยาดีกว่าโจทก์
โจทก์สำนวนหลังฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๔๘๗ โจทก์ซื้อห้องแถวพิพาทตามฟ้องโจทก์สำนวนแรกจากนายเป้าบิดาจำเลยเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำการค้าในราคา ๒,๐๐๐ บาท โจทก์ได้ครอบครองห้องแถวพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลา ๓๘ ปีแล้วโดยจำเลยทราบดี เมื่อปลายปี พ.ศ.๒๕๒๔หลังจากบิดาจำเลยถึงแก่กรรม จำเลยได้ไปยื่นคำร้องขอเช่าที่ดินดังกล่าวกับทางสำนักงานราชพัสดุ โจทก์ได้ไปคัดค้านไว้ ต่อมาจำเลยได้บุกรุกเข้าใช้โซ่คล้องประตูห้องแถวพิพาทและใส่กุญแจไว้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเข้าไปอยู่อาศัยและทำการค้าไม่ได้ หากโจทก์นำห้องแถวพิพาทออกให้เช่า จะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท ขอให้ห้ามจำเลยมิให้รบกวนการครอบครองห้องแถวพิพาทของโจทก์ ให้ใช้ค่าเสียหายนับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๑ ปี เป็นเงิน ๔๘,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะระงับการกระทำละเมิด
จำเลยสำนวนหลังให้การว่า โจทก์มิได้มอบอำกนาจให้นายถกลฟ้องคดีแทนลายมือชื่อผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจตามเอกสารท้ายฟ้อง มิใช่ลายมือชื่อโจทก์และนายถกลโจทก์อายุกว่า ๗๐ ปีแล้ว ไม่มีผู้ใดรับรองว่ายังมีสติสมบูรณ์ดีและมีความประสงค์จะทำกิจการตามเอกสารดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง นายเป้าบิดาจำเลยให้สามีโจทก์อาศัยอยู่ในห้องแถวพิพาท สัญญาซื้อขายท้ายฟ้องเป็นโมฆะ เพราะมิได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินโจทก์มิได้ครอบครองห้องแถวพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของและติดต่อกันดังฟ้อง โจทก์และสามีได้สละการครอบครองและส่งคืนห้องแถวพิพาทให้บิดาจำเลยตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๕ โจทก์เป็นคนต่างด้าวไม่มีสิทธิเช่าที่ดินราชพัสดุ บิดาจำเลยเป็นผู้ชำระค่าเช่าที่ดินที่ตั้งห้องแถวพิพาทตลอดมา โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ระงับการรบกวนกรรมสิทธิ์ในห้องแถวเลขที่ ๕๔๘ และ ๕๕๐ ถนนเทศบาล ๑ ตำบลท่าเรือ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่ให้โจทก์เกี่ยวข้องอีกต่อไป คำขออื่นของจำเลยให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำนวนแรก
โจทก์อุทธรณ์ทั้งสองสำนวน
ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นางดัว จำเลยถึงแก่กรรม นายถกลประภัทรโพธิพงศ์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์อนุญาต
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกาทั้งสองสำนวน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาข้อกฎหมายข้อแรกว่า จำเลยซึ่งเป็นโจทก์สำนวนหลังไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยมีอายุเกิน ๗๐ ปีแล้ว การมอบอำนาจจะต้องมีผู้รับรองว่าจำเลยยังมีสติรู้ผิดชอบ แต่หนังสือมอบอำนาจของจำเลยไม่มีเจ้าหน้าที่อำเภอหรือผู้อื่นลงลายมือชื่อรับรองไว้เลย ทั้งจำเลยก็มิได้นำสืบว่าเหตุใดจึงไม่มีเจ้าหน้าที่รับรอง และไม่ได้นำสืบพยานเลยว่า ในขณะมอบอำนาจนั้นจำเลยยังมีสติรู้ผิดชอบหรือไม่ หนังสือมอบอำนาจของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายตกเป็นโมฆะ นายถกลจึงไม่ใช่ผู้รับมอบอำนาจที่ชอบด้วยกฎหมายแต่ปัญหาในเรื่องอำนาจฟ้องหรือการมอบอำนาจของจำเลยนี้ในชั้นอุทธรณ์ปรากฏว่า โจทก์อุทธรณ์เพียงประการเดียวว่า ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจมิใช่ลายมือชื่อจำเลยข้อกฎหมายที่โจทก์ยกขึ้นอ้างอิงในชั้นฎีกาดังกล่าวข้างต้นจึงมิใช่ข้อกฎหมายที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ แม้จำเลยอาจยกขึ้นฎีกาได้เนื่องจากเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ข้อกฎหมายดังกล่าวมิใช่ข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรนา ๒๔๙ วรรคแรก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
ที่โจทก์ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ห้องแถวพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยมิได้ซื้อจากบิดาโจทก์และมิได้กรรมสิทธิ์ในห้องแถวพิพาทนั้น ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า บิดาโจทก์ได้ขายห้องพิพาทให้แก่จำเลยตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๗ และจำเลยได้ครอบครองโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาเป็นเวลาเกินกว่าสิบปี ซึ่งแม้การซื้อขายมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ ดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ห้องแถวพิพาทย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยด้วยการครอบครองปรปักษ์แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าวไม่มีสิทธิซื้อห้องแถวพิพาทนั้น เห็นว่า จำเลยซื้อเฉพาะตัวห้องแถว ไม่มีกฎหมายห้ามบุคคลต่างด้าวเป็นเจ้าของห้องแถว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน.
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต