A khai fak seller keeps a protected right to redeem even if the buyer's assets are frozen คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4859/2566
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
Although ownership had passed to the buyer under section 491, the sellers could still redeem and would regain ownership on payment under section 492, so they were beneficiaries entitled to object under the old section 50 paragraph two of the Anti-Money Laundering Act; as good-faith sellers for value they were allowed to redeem for 27,140,000 and 8,500,000 baht within 30 days of final judgment.
ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาขายฝากและทรงสิทธิในฐานะเป็นผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สิน
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
A seller under khai fak keeps a protected interest even when the buyer's assets are seized.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
Two landowners sold land under registered khai fak contracts to members of a fraud ring (directly or through an agent), and the anti-money-laundering authorities froze the land before the redemption dates, although the sellers had notified their wish to redeem.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
Although ownership had passed to the buyer under section 491, the sellers could still redeem and would regain ownership on payment under section 492, so they were beneficiaries entitled to object under the old section 50 paragraph two of the Anti-Money Laundering Act; as good-faith sellers for value they were allowed to redeem for 27,140,000 and 8,500,000 baht within 30 days of final judgment.
ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาขายฝากและทรงสิทธิในฐานะเป็นผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สิน
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 4859/2566. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4859/2566 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งให้นำทรัพย์สิน 44 รายการ พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก มาตรา 51 ในกรณีที่มิได้มีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย หรือในกรณีที่มีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแล้ว แต่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือ ให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน
ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว
ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 8 ถึงที่ 12 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและเพิกถอนการอายัดทรัพย์สิน
ผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและเพิกถอนการยึดและอายัด และมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 5 ไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนได้
ผู้คัดค้านที่ 6 ยื่นคำคัดค้านขอให้เพิกถอนการอายัดและมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 6 ไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนได้
ผู้คัดค้านที่ 7 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 7 ไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนได้
ผู้คัดค้านที่ 13 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องเพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 13 ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืน
ผู้คัดค้านที่ 14 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและเพิกถอนการอายัดทรัพย์สิน แล้วมีคำสั่งคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 14
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 30 ตามบัญชีทรัพย์สินพร้อมดอกผลไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 31 ที่ 32 และที่ 37 ให้นำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 33 และที่ 34 ให้ผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 5 ไถ่การขายฝากได้ในราคา 59,000,000 บาท โดยให้ดำเนินการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากพ้นกำหนดให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด แล้วนำเงินที่ได้จากการไถ่การขายฝากหรือการขายทอดตลาดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 35 และที่ 36 ให้ผู้คัดค้านที่ 7 ไถ่การขายฝากได้ในราคา 27,140,000 บาท โดยให้ดำเนินการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากพ้นกำหนดให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้จากการไถ่การขายฝากหรือการขายทอดตลาดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 38 ถึงที่ 43 ให้ผู้คัดค้านที่ 6 ไถ่การขายฝากได้ในราคา 8,500,000 บาท โดยให้ดำเนินการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากพ้นกำหนดให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้จากการไถ่การขายฝากหรือการขายทอดตลาดไปคืนหรือชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 44 ให้ผู้คัดค้านที่ 13 ไถ่การขายฝากได้ในราคา 43,130,000 บาท โดยให้ดำเนินการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากพ้นกำหนดให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้จากการไถ่การขายฝากหรือการขายทอดตลาดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือก็ให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 8 ถึงที่ 12 ที่ 13 และที่ 14 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำทรัพย์สิน 44 รายการ พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นชดใช้คืนแก่ผู้เสียหายตามความเสียหายที่ผู้เสียหายสูญเสียไปจากการกระทำความผิด โดยหักส่วนที่ผู้เสียหายได้รับชดใช้แล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หากมีทรัพย์สินเหลือให้ทรัพย์สินนั้นพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 4 ถึงที่ 7 ที่ 13 และที่ 14 กับคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 8 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 38 ถึงที่ 43 และคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 10 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 44 ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 5 ไถ่ถอนการขายฝากทรัพย์สินรายการที่ 33 และที่ 34 ที่ให้ผู้คัดค้านที่ 6 ไถ่ถอนการขายฝากทรัพย์สินรายการที่ 38 ถึงที่ 43 ที่ให้ผู้คัดค้านที่ 7 ไถ่ถอนการขายฝากทรัพย์สินรายการที่ 35 และที่ 36 ที่ให้ผู้คัดค้านที่ 13 ไถ่ถอนการขายฝากทรัพย์สินรายการที่ 44 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น
ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล และได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกมีพฤติการณ์การกระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระและความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน โดยระหว่างวันที่ 24 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2560 ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกร่วมกันวางแผนสมคบหลอกลวงชักชวนให้นายอาร์นี่ ผู้เสียหายร่วมลงทุนซื้อหุ้นของบริษัท อ. บริษัท N. ร่วมลงทุนซื้อขายเงินดิจิทัลดราก้อนคอยน์ ซื้อหุ้นของบริษัท ด. โดยอ้างว่าเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อลงชื่อในสัญญาที่ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกจัดทำขึ้นแล้วโอนเงินบิทคอยน์ซึ่งเป็นเงินสกุลดิจิทัลไปเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่กลุ่มของผู้คัดค้านที่ 1 เปิดรองรับไว้ 19 ครั้ง คิดเป็นเงิน 797,408,454.33 บาท ต่อมาผู้เสียหายได้รับหุ้นไม่ครบตามสัญญาและไม่ได้มีการนำเงินไปลงทุนจริงตามที่ตกลงกัน จึงทราบว่าถูกผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกหลอกลวง ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกรวม 9 คน ได้แก่ ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 9 ผู้คัดค้านที่ 10 ผู้คัดค้านที่ 8 นายชาคริส นายประสิทธิ์ นายชัชวาล นายณัฐนนท์ นายปัณณ์ฉัตร ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงผู้อื่น ต่อมาเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด 44 รายการ พร้อมดอกผล โดยเห็นว่าทรัพย์สินทั้งหมดดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (18) คณะกรรมการธุรกรรมมีความเห็นเช่นเดียวกัน จึงส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณา ต่อมาพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ ผู้คัดค้านที่ 6 เดิมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน 6 แปลง ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 5431 และที่ดินโฉนดเลขที่ 120328 ถึง 120332 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2560 ผู้คัดค้านที่ 6 ทำสัญญาขายฝากที่ดินทั้ง 6 แปลง ไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 8 ซึ่งผู้คัดค้านที่ 8 เป็นตัวแทนผู้คัดค้านที่ 1 รับซื้อฝากไว้เป็นเงิน 8,500,000 บาท ครบกำหนดเวลาไถ่ในวันที่ 6 ธันวาคม 2561 เมื่อใกล้ครบกำหนดผู้คัดค้านที่ 6 มีหนังสือแจ้งกำหนดเวลาไถ่ไปยังผู้คัดค้านที่ 8 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 ผู้คัดค้านที่ 6 ไปที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาจตุจักร แต่ผู้คัดค้านที่ 8 ไม่ไปตามนัด ผู้คัดค้านที่ 6 ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานที่ดินว่า ที่ดินทั้ง 6 แปลง ถูกอายัด ผู้คัดค้านที่ 6 ทำสัญญาขายฝากที่ดินโดยสุจริตและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ส่วนผู้คัดค้านที่ 7 เดิมเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 216513 และ 238119 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2560 ผู้คัดค้านที่ 7 ทำสัญญาขายฝากที่ดินทั้ง 2 แปลง ไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเงิน 27,140,000 บาท ครบกำหนดไถ่ในวันที่ 19 ตุลาคม 2561 ต่อมาวันที่ 25 กันยายน 2561 ผู้คัดค้านที่ 7 ได้รับหนังสือจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จึงทราบว่าไม่สามารถไถ่ที่ดินทั้ง 2 แปลง ได้ ผู้คัดค้านที่ 7 ขายฝากที่ดินโดยสุจริตและมีนายหน้าเป็นผู้ดำเนินการให้ สำหรับคดีในส่วนของผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 ผู้คัดค้านที่ 8 ถึงที่ 14 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 ว่า ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 อาจยื่นคำร้องก่อนศาลมีคำสั่งตามมาตรา 51 โดยแสดงให้ศาลเห็นว่า
(1) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือ
(2) ตนเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณะ
และมาตรา 50 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอบัญญัติว่า "ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 อาจยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนก่อนศาลมีคำสั่ง โดยแสดงให้ศาลเห็นว่าตนเป็นผู้รับประโยชน์โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาซึ่งประโยชน์โดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ" แม้ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (1) ดังกล่าวจะกำหนดว่า ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินต้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในขณะยื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินหรือขอคุ้มครองสิทธิของตน และขณะยื่นคำร้อง ผู้คัดค้านที่ 6 ได้ขายฝากทรัพย์สินรายการที่ 38 ถึงที่ 43 และผู้คัดค้านที่ 7 ได้ขายฝากทรัพย์สินรายการที่ 35 และที่ 36 ไปแล้ว ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 เป็นผู้ขายฝากทรัพย์ไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งการขายฝากนั้น คือสัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 และกรณีที่มีการไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา ให้ทรัพย์สินซึ่งขายฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ไถ่ตั้งแต่เวลาที่ผู้ไถ่ได้ชำระสินไถ่ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 492 ดังนั้น แม้ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 ได้ขายฝากทรัพย์สินดังกล่าวไปแล้ว แต่เมื่อผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ตามสัญญาขายฝาก ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาขายฝากและทรงสิทธิในฐานะเป็นผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2522 มาตรา 50 วรรคสอง (เดิม) คำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 จึงมิใช่เป็นการยื่นคำคัดค้านโดยอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (1) ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา แต่เป็นการร้องคัดค้านตามมาตรา 50 วรรคสอง (เดิม) ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 ทำสัญญาขายฝากทรัพย์ที่ขอไถ่โดยสุจริต ทั้งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดกับผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ก่อนครบกำหนดไถ่ได้แสดงเจตนาขอไถ่ทรัพย์ตามสัญญา ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 จึงเป็นผู้รับประโยชน์โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ย่อมมีสิทธิยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีเพื่อใช้สิทธิไถ่ทรัพย์คืนได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องคัดค้านในส่วนของผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 ฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 35 และที่ 36 ให้ผู้คัดค้านที่ 7 ไถ่การขายฝากได้ในราคา 27,140,000 บาท โดยให้ดำเนินการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากพ้นกำหนดให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้จากการไถ่การขายฝากหรือการขายทอดตลาดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 38 ถึงที่ 43 ให้ผู้คัดค้านที่ 6 ไถ่การขายฝากได้ในราคา 8,500,000 บาท โดยให้ดำเนินการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากพ้นกำหนดให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้จากการไถ่การขายฝากหรือการขายทอดตลาดไปคืนหรือชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4859/2566
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง
นาย ป. กับพวก ผู้คัดค้าน
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 50 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง นาย ป. กับพวก ผู้คัดค้าน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 50
ศาล: ศาลแพ่ง - นายชัยรักษ์ จยาวรรณ ศาลอุทธรณ์ - นายประชา งามลำยวง
องค์คณะ: (ณรงค์ กลั่นวารินทร์-สิทธิโชติ อินทรวิเศษ-เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง)
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต