Oral side arrangements around a registered land sale to a foreigner bind no one คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 599/2500
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The registered sale was complete and valid because the 1943 alien land legislation then in force did not absolutely prohibit the purchase, and the oral resale agreement, never put in writing, could not be enforced; the buyer had acquired the possessory right.
ก็เป็นแต่พูดกันด้วยปากเปล่ามิได้ทำเป็นหนังสือ ข้อตกลงดังว่านี้จึงไม่มีผลอันจะพึงบังคับแก่กันได้
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
Oral side arrangements around a registered land sale to a foreigner bind no one.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
In 1949 a landowner registered a sale of land without title documents to a Chinese national, alleging an oral side agreement that the buyer would resell the land if he could not naturalise as Thai.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The registered sale was complete and valid because the 1943 alien land legislation then in force did not absolutely prohibit the purchase, and the oral resale agreement, never put in writing, could not be enforced; the buyer had acquired the possessory right.
ก็เป็นแต่พูดกันด้วยปากเปล่ามิได้ทำเป็นหนังสือ ข้อตกลงดังว่านี้จึงไม่มีผลอันจะพึงบังคับแก่กันได้
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 599/2500. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 599/2500 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
ข้อตกลงด้วยวาจาว่าถ้าผู้ซื้อแปลงชาติเป็นไทยไม่ได้ผู้ซื้อต้องขายที่ดินคืนให้ผู้ขายนั้น ไม่มีผลบังคับได้
คำร้องขอขายที่ดินมีว่า ถ้าผู้ซื้อเป็นคนต่างด้าวผู้ขายขอถอนคำร้องนั้น ถ้าผู้ขายรู้ความจริงอยู่แล้วขืนทำสัญญาขายไปย่อมเป็นการซื้อขายเด็ดขาด ไม่มีการเพิกถอน
ที่ดินมือเปล่าซึ่งคนต่างด้าวซื้อมา. และครอบครองเกิน 1 ปีคนต่างด้าวย่อมได้สิทธิครอบครองและจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน 2497 มาตรา94
โจทก์ฟ้องและยื่นคำร้องเพิ่มเติมฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นคนต่างด้าว สัญชาติจีน พูดขอซื้อที่ดินจากโจทก์ 1 แปลง ราคา 18,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้าจำเลยแปลงชาติเป็นคนไทยไม่ได้ จำเลยจะต้องขายที่ดินนั้นคืนให้โจทก์ โจทก์จึงได้ขายที่ดินนั้นให้จำเลยปรากฏตามนิติกรรมซื้อขายทำที่อำเภอที่ 62/2492 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2492 ครั้นต่อมาจำเลยแปลงชาติเป็นคนไทยไม่ได้ โจทก์จึงขอซื้อคืน จำเลยไม่ยอมกลับจะเอาไปโอนให้คนอื่น จึงขอให้ศาลบังคับรับเงินค่าซื้อที่ดินคืน 18,000 บาท กับขอให้ทำลายนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินฉบับนั้นเสีย
จำเลยยื่นคำให้การและให้การเพิ่มเติมต่อสู้คดีว่า การซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นการซื้อขายกันเด็ดขาดมิได้มีเงื่อนไขอย่างใด ๆ ไว้ต่อกันไม่ โจทก์สละสิทธิและมอบ การครอบครองที่ให้จำเลยมา 5 ปีเศษแล้ว คดีของโจทก์ขาดอายุความ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมมิได้กล่าวว่าโจทก์อาศัยสิทธิที่ขอซื้อที่ดินรายนี้คืนจากจำเลยได้ จำเลยเป็นคนต่างด้าวชาติจีนจริง แต่กฎหมายก็มิได้ห้ามเด็ดขาดมิให้จำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ ขอให้ศาลยกฟ้อง
โจทก์แถลงว่า ก่อนทำหนังสือซื้อขายที่พิพาท โจทก์จำเลยพูดกันด้วยปากว่า หากจำเลยแปลงชาติเป็นคนไทยไม่ได้ จำเลยจะต้องขายที่รายนี้คืนให้โจทก์ในราคาเท่าเดิม ต่อมาราวเดือนตุลาคม 2492 โจทก์ทราบแน่ว่าจำเลยยังมิได้แปลงชาติเป็นคนไทย โจทก์จึงขอซื้อคืนตามที่ตกลงกันไว้ แต่จำเลยไม่คืน ฝ่ายจำเลยว่าโจทก์ตกลงขายให้จำเลยโดยเด็ดขาด ไม่มีข้อตกลงหรือเงื่อนไขอย่างใด
ศาลชั้นต้นเห็นว่า รูปคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงสั่งงดสืบพยานทั้งสองฝ่าย และพิจารณาเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 456 การซื้อขายที่ดินรายนี้ได้กระทำโดยจดทะเบียนต่อพนักงานอำเภอเป็นการสมบูรณ์ ที่ดินตกเป็นของจำเลยแล้ว ส่วนข้อที่ว่าจำเลยเป็นคนต่างด้าวจะมีสิทธิในที่ดินได้หรือไม่ กฎหมายที่ดินอันเกี่ยวแก่คนต่างด้าว พ.ศ. 2486 ไม่ได้ห้ามเด็ดขาดไม่ให้คนต่างด้าวทำสัญญาซื้อขายที่ดิน หรือได้มาซึ่งที่ดิน การที่โจทก์จะขอบังคับให้จำเลยขายที่ดินคืนให้โจทก์ได้นั้น ต้องบังคับตามมาตรา 456 วรรคสอง แต่เพียงพูดกันด้วยวาจาเท่านั้นจึงบังคับไม่ได้โจทก์ปล่อยทิ้งคดีไว้ไม่จัดการอย่างใดจนถึงบัดนี้ขาดอายุความแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาประชุมปรึกษาคดีแล้ว ฟ้องและคำให้การประกอบกับคำแถลงของโจทก์จำเลยฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ 1 แปลง ให้จำเลยซึ่งเป็นคนต่างด้าวสัญชาติจีน เป็นเงิน 18,000 บาท โดยจดทะเบียนซื้อขายกันที่อำเภอวาริน ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2492 และได้มอบการครอบครองให้จำเลยแล้ว ครั้นต่อมา พ.ศ. 2497 จำเลยไปขอประกาศจะโอนขายที่ดินนี้ให้นางมาการิต โดยไม่ขายคืนให้โจทก์ตามที่ตกลงกันไว้ด้วยวาจา แต่จำเลยว่า เป็นการซื้อขายโดยเด็ดขาดปราศจากเงื่อนไขใด ๆ
ได้ความดังนี้โจทก์ฎีกาคัดค้านขึ้นมาว่า นิติกรรมแห่งสัญญาซื้อขายที่เจ้าพนักงานอำเภอวารินทำขึ้นให้โจทก์จำเลยนั้น เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว พ.ศ. 2486 มาตรา 5, 6 นิติกรรมนั้นจึงเป็นโมฆะ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วไม่ได้ห้ามเด็ดขาดมิให้คนต่างด้าวทำสัญญาซื้อขายที่ดินหรือได้มาซึ่งที่ดิน นิติกรรมแห่งสัญญาซื้อขายนั้นจึงสมบูรณ์หาเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 ดังโจทก์กล่าวอ้างไม่ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1311/2495 ระหว่างนายลั้ง ทองดี โจทก์ นางเขียน พยัคฆ์ซ้อน จำเลย ซึ่งได้วินิจฉัยตรงตามประเด็นข้อโต้เถียงนี้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่า ก่อนทำสัญญาซื้อขายที่ดินได้ตกลงกันด้วยวาจาว่า จำเลยจะต้องขายที่ดินนั้นคืนให้โจทก์ ถ้าหากจำเลยแปลงชาติเป็นคนไทยไม่ได้ ถ้ามีการตกลงกันจริงตามเงื่อนไขดังโจทก์ว่า ก็เป็นแต่พูดกันด้วยปากเปล่ามิได้ทำเป็นหนังสือ ข้อตกลงดังว่านี้จึงไม่มีผลอันจะพึงบังคับแก่กันได้
โจทก์ฎีกาคัดค้านว่า ตามคำร้องโจทก์ เอกสาร จ.7 โจทก์สงวนสิทธิเป็นเงื่อนไขไว้ว่า "ถ้านายเที่ยงเป็นคนต่างด้าวข้าพเจ้าขอถอนคำร้องนี้" เป็นการแสดงว่า โจทก์ได้เพิกถอนการซื้อขายไว้แล้วนั้น ก่อนทำสัญญาโจทก์ก็รู้ว่าจำเลยเป็นคนต่างด้าวสัญชาติจีน ไฉนโจทก์จึงฝืนทำนิติกรรมสัญญาซื้อขายอย่างเด็ดขาดโดยปราศจากเงื่อนไขใด ๆ ทั้งได้มอบที่พิพาทให้จำเลยครอบครองด้วย โจทก์จะเถียงว่าจำเลยครอบครองแทนโจทก์ย่อมฟังไม่ขึ้นเพราะเป็นการซื้อขายเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 โดยเฉพาะที่พิพาทรายนี้เป็นที่ดินชนิดที่ไม่มีหนังสือสำคัญ เมื่อโจทก์สละสิทธิครอบครองอย่างเด็ดขาดให้จำเลยและจำเลยได้ใช้สิทธิครอบครองนั้นเพื่อตนเองตลอดมาเกิน 1 ปีแล้วจำเลยย่อมได้สิทธิครอบครอง ส่วนที่จำเลยเป็นคนต่างด้าวสัญชาติจีนประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 94 ก็บัญญัติให้คนต่างด้าวจำหน่ายที่ดินที่ได้มานั้นเสียได้ และจำเลยก็จะโอนขายให้นางมาการริตอยู่แล้ว หากแต่โจทก์ไปคัดค้านไว้ ทั้งนี้เพราะที่พิพาทมีราคาสูงขึ้นมาก ศาลล่างทั้งสองชี้ขาดมาชอบแล้ว
เหตุฉะนี้ จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้โจทก์ใช้ค่าทนายแทนจำเลยชั้นฎีกา 200 บาท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 599/2500
นายบุญมา เกษมวัน โจทก์
นายเที่ยง แซ่โคว้ จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 453 พ.ร.บ.ที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว พ.ศ.2486 พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 94 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: นายบุญมา เกษมวัน โจทก์ นายเที่ยง แซ่โคว้ จำเลย ป.พ.พ. ม. 453 พ.ร.บ.ที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว พ.ศ.2486 พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 94
องค์คณะ: (วิเทศจรรยารักษ์-ประมูล สุวรรณศร-ดุลยทรรศน์ปฏิภาณ)
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต