Verified ตรวจสอบแล้ว Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 667/2542 คำพิพากษาที่ 667/2542 1999 (B.E. 2542)

A will can create a superficies that the administrator must register คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 667/2542

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

The lifetime right to live on the land given by the will was a superficies under section 1410 and a real right, so the administrator had to register it under section 1299 paragraph one; the claim was not time barred, and the judgment stands in place of the administrator's declaration if he refuses.

สิทธิอยู่อาศัยดังระบุไว้ในพินัยกรรมเป็นสิทธิเหนือพื้นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1410

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

A superficies can be created by will, and the beneficiary can force the executor to register it.

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

The testator's will allowed the plaintiff, who had earlier built his own house on her land with her permission, to live on the land for life; the estate administrator transferred the land to the heirs without registering any right for him.

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

The lifetime right to live on the land given by the will was a superficies under section 1410 and a real right, so the administrator had to register it under section 1299 paragraph one; the claim was not time barred, and the judgment stands in place of the administrator's declaration if he refuses.
สิทธิอยู่อาศัยดังระบุไว้ในพินัยกรรมเป็นสิทธิเหนือพื้นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1410

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 667/2542. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 667/2542 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

ตามข้อกำหนดพินัยกรรมระบุให้โจทก์มีสิทธิอยู่อาศัยในที่ดินได้ชั่วชีวิตของโจทก์ สิทธิอยู่อาศัยดังกล่าวเป็นสิทธิเหนือพื้นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1410และเป็นทรัพยสิทธิซึ่งโจทก์ได้รับมาตามพินัยกรรมโดยชอบโจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกดำเนินการจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้แก่โจทก์ เพื่อให้โจทก์มีสิทธิบริบูรณ์ตามข้อกำหนดในพินัยกรรมตาม วัตถุประสงค์ของเจ้ามรดกโดยการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่งแม้ตามข้อกำหนดพินัยกรรมมิได้ระบุให้จดทะเบียนสิทธิเหนือ พื้นดินต่อเจ้าพนักงานก็ตาม โจทก์ได้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินซึ่งโจทก์มีสิทธิอาศัยได้ชั่วชีวิตโจทก์ตามข้อกำหนดพินัยกรรมอยู่ก่อนที่ ท.เจ้ามรดกจะทำพินัยกรรม และก่อนที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแม้ว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการโอนที่ดินซึ่งโจทก์มีสิทธิเหนือพื้นดินให้แก่ทายาทตามพินัยกรรมแล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินที่โจทก์ มีสิทธิเหนือพื้นดิน กรณีเช่นนี้จึงเปรียบได้เสมือนหนึ่งว่า โจทก์ในฐานะทายาทตามพินัยกรรมได้ครอบครองทรัพย์มรดก ซึ่งยังมิได้แบ่งกัน โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดก นั้นโดยฟ้องเรียกตามข้อกำหนดพินัยกรรมให้จำเลย ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้แก่โจทก์ได้ แม้จะล่วงพ้นกำหนดอายุความ 1 ปีแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นของมาตรา 1754 ดังนี้แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 1 ปีนับแต่โจทก์ควรรู้ถึงสิทธิซึ่งตนมีอยู่ตามพินัยกรรมก็ตามคดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ เมื่อตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้ขอให้ถือเอาคำพิพากษา เป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยไว้ด้วย แต่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ มีคำสั่งในส่วนนี้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความ สงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็แก้ไขเสียให้ถูกต้องตามที่โจทก์ขอได้
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 80/28ที่ปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 11222 แขวงรองเมือง เขตปทุมวันกรุงเทพมหานคร ของนางทวีสุข สุคนธชาติหรือสุคนธะชาติเจ้ามรดก ซึ่งได้ทำพินัยกรรมให้โจทก์มีสิทธิอยู่อาศัยในที่ดินของเจ้ามรดกได้ชั่วชีวิตของโจทก์ ต่อมาเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่กรรมจำเลยได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินตามข้อกำหนดพินัยกรรม แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้แก่โจทก์หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะอยู่อาศัยในบ้านที่ปลูกในที่ดินมรดกแล้วเนื่องจากย้ายที่อยู่ จึงได้เสนอกับจำเลยว่าโจทก์จะรื้อถอนบ้านโดยขอรับเงิน 200,000 บาท ก่อนโจทก์ถึงแก่กรรมซึ่งจะตกได้แก่ทายาทของโจทก์ตามข้อกำหนดพินัยกรรม จำเลยรับข้อเสนอ แต่ระหว่างที่ตกลงเรื่องรื้อถอนกันอยู่โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้จดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดิน และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด1 ปี นับแต่เมื่อรู้ถึงสิทธิตามพินัยกรรมคดีจึงขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจัดการจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินโฉนดที่ดินเลขที่ 11222 เลขที่ดิน 652แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 80/28 ให้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการนี้ทั้งหมด
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 80/28 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 11222 แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครของนางทวีสุข สุคนธชาติหรือสุคนธะชาติ โดยนางทวีสุขเจ้าของที่ดินอนุญาตให้โจทก์ปลูก ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2530 นางทวีสุขเจ้าของที่ดินได้ถึงแก่ความตาย และวันที่ 7 มีนาคม 2531 จำเลยได้เป็นผู้จัดการมรดกของนางทวีสุขเจ้ามรดกตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ก่อนนางทวีสุขเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2530 นางทวีสุขเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 7 สิงหาคม 2530 ข้อ 10 ระบุว่า สำหรับโจทก์ซึ่งได้ปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 11222แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ผู้ทำพินัยกรรมอนุญาตให้โจทก์มีสิทธิอยู่อาศัยได้ชั่วชีวิตของโจทก์ ครั้นเมื่อโจทก์ถึงแก่กรรมแล้ว จึงให้ผู้จัดการมรดกมอบเงินจำนวน 200,000 บาท ให้แก่ทายาทของโจทก์เพื่อช่วยเหลือในการรื้อถอนย้ายบ้านดังกล่าวตามข้อนี้ออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 11222 ไปอยู่ ณ ที่อื่นตามที่ประสงค์ต่อไป ตามสำเนาพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.5
คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในปัญหานี้จำเลยอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริตเพราะไม่มีข้อโต้แย้งในเรื่องจดทะเบียนสิทธิอาศัย เนื่องจากโจทก์ขอสละข้อกำหนดพินัยกรรมแล้ว คงมีข้อโต้แย้งกันอยู่ที่ระยะเวลาทำการรื้อถอนบ้านโจทก์เท่านั้น ตามเอกสารหมาย จ.1 ล.1 ล.2และ ล.5 เห็นว่า เอกสารหมาย ล.2 ซึ่งเป็นจดหมายของโจทก์ถึงจำเลย แม้จะมีข้อความท้าว ความถึงข้อตกลงในเรื่องที่โจทก์ยินยอมรื้อถอนบ้านของโจทก์ออกจากที่ดินที่โจทก์มีสิทธิอาศัยอยู่ตามพินัยกรรม โดยให้จำเลยจ่ายเงิน 200,000 บาท ให้แก่ทายาทของโจทก์ โดยจำเลยได้ตกลงยินยอมด้วยก็ตาม แต่ก็ปรากฏในจดหมายฉบับเดียวกันว่า จำเลยมิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงกลับเสนอร่างสัญญาให้แก่โจทก์ใหม่ ซึ่งโจทก์ไม่ยินยอมด้วยพร้อมกับส่งร่างสัญญาใหม่ให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยตกลงตามร่างสัญญาของโจทก์นั้น แสดงว่าจดหมายฉบับนี้ได้ยืนยันถึงเรื่องที่จำเลยปฏิเสธจะปฏิบัติตามข้อตกลงที่โจทก์จำเลยได้ตกลงกัน โดยโจทก์ยืนยันให้จำเลยปฏิบัติตามร่างสัญญาใหม่ของโจทก์ จดหมายฉบับนี้จึงถือไม่ได้ว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์จำเลยระงับข้อพิพาทให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 เพราะจดหมายดังกล่าวยังระบุยืนยันว่ามีข้อโต้แย้งกันอยู่ในเรื่องระยะเวลาการจ่ายเงิน200,000 บาท ให้แก่ทายาทโจทก์ โดยโจทก์กำหนดให้จำเลยจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวในวันทำสัญญาก่อนแล้วจึงจะทำการรื้อถอนบ้านแต่จำเลยไม่ตกลงด้วยในเรื่องที่จะจ่ายเงินให้แก่โจทก์ก่อนรื้อถอนบ้าน โดยจะจ่ายให้เมื่อรื้อถอนบ้านแล้ว ปรากฏตามหนังสือที่จำเลยมีถึงนายชาญ จงจิตต์ ทนายความผู้จัดทำพินัยกรรมของนางทวีสุขเอกสารหมาย ล.2 ซึ่งจำเลยขอคำแนะนำจากนายชาญและหนังสือของนายชาญที่มีถึงจำเลยได้ให้คำแนะนำไว้ตามเอกสารหมาย ล.4 และแม้ในจดหมายฉบับเดียวกันโจทก์จะได้เสนอร่างสัญญาขึ้นใหม่เพื่อให้จำเลยตอบตกลงภายในวันที่ 10 มกราคม 2536 ร่างสัญญาใหม่ที่ระบุไว้ในจดหมายนั้น จำเลยนำสืบว่าเป็นร่างสัญญารื้อถอนบ้านเอกสารหมาย ล.5 ซึ่งในร่างสัญญานี้โจทก์คงระบุยืนยันให้จำเลยจ่ายเงินในวันทำสัญญาและจะทำการรื้อถอนบ้านภายใน 6 เดือน นับจากวันทำสัญญา แต่จำเลยก็มิได้ตกลงยอมตามร่างที่โจทก์ส่งมาให้จำเลย โดยจำเลยเบิกความว่าพยานได้นำร่างสัญญาเอกสารหมาย ล.5 ให้นายชาญทนายความตรวจดูนายชาญตรวจดูแล้วมีความเห็นว่าร่างสัญญาดังกล่าวยังมีข้อความไม่รัดกุม จึงเพิ่มเติมร่างขึ้นใหม่แล้วจัดส่งไปให้โจทก์ดังปรากฏตามเอกสารหมาย ล.1 หลังจากส่งเอกสารหมาย ล.1 ให้โจทก์ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ทางโจทก์ได้มีหนังสือถึงพยานให้ไปจัดการจดทะเบียนสิทธิอาศัยเหนือพื้นดินนั้น คำเบิกความของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยได้ปฏิเสธที่จะตกลงตามร่างสัญญาเอกสารหมาย ล.5 ที่โจทก์เสนอนอกจากนั้นตามคำเบิกความของจำเลยก็ขัดแย้งกับที่จำเลยได้ให้การไว้ เพราะจำเลยได้ให้การไว้ว่าได้จัดส่งร่างสัญญารื้อถอนบ้านเอกสารหมายเลข 8 ท้ายคำให้การจำเลย ซึ่งในร่างสัญญาเอกสารหมายเลข 8 ดังกล่าวได้ระบุข้อความเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในร่างสัญญาเอกสารหมาย ล.5 ว่า ให้โจทก์และทายาทโจทก์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายค่ารื้อถอนบ้านร่างตามเอกสารหมายเลข 8 ท้ายคำให้การ จึงถือว่าเป็นคำเสนอขึ้นใหม่ของจำเลย และเป็นการปฏิเสธข้อเสนอของโจทก์ไปในตัวดังนั้นที่โจทก์มีหนังสือเรื่องแจ้งให้จดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินกับจำเลยลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2536 เพื่อให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้แก่โจทก์ตามพินัยกรรมตามเอกสารหมายจ.1 นั้นถือว่าโจทก์ปฏิเสธข้อเสนอของจำเลย แม้ปรากฏต่อมาว่าโจทก์ได้เสนอร่างสัญญารื้อถอนบ้านตามเอกสารหมาย ล.1 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2536 ซึ่งมีระบุไว้ที่มุมหนังสือนั้นโดยร่างสัญญานี้มีข้อกำหนดที่แตกต่างกับร่างสัญญาหมายเลข 8 ท้ายคำให้การที่จำเลยเสนอในเรื่องค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนบ้านโดยร่างสัญญาเอกสารหมาย ล.1 ระบุให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยตกลงตามร่างสัญญาเอกสารหมายล.1 ที่โจทก์นำคดีมาฟ้อง ย่อมถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต เนื่องจากยังไม่มีการตกลงกันในเรื่องค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนบ้าน กรณีเช่นนี้จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้สละมรดกตามพินัยกรรมแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้
ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยต้องจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้แก่โจทก์หรือไม่ ในปัญหานี้แม้ตามข้อกำหนดพินัยกรรมมิได้ระบุให้จดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินต่อเจ้าพนักงานก็ตาม แต่ข้อกำหนดพินัยกรรมระบุให้โจทก์มีสิทธิอยู่อาศัยในที่ดินได้ชั่วชีวิตของโจทก์นั้น สิทธิอยู่อาศัยดังระบุไว้ในพินัยกรรมเป็นสิทธิเหนือพื้นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1410 และสิทธิเหนือพื้นดินเป็นทรัพยสิทธิซึ่งโจทก์ได้รับมาตามพินัยกรรมโดยชอบ โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางทวีสุขดำเนินการจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้แก่โจทก์ได้เพื่อให้โจทก์มีสิทธิบริบูรณ์ตามข้อกำหนดในพินัยกรรมตามวัตถุประสงค์ของเจ้ามรดกโดยการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้
ปัญหาประการสุดท้ายมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ควรรู้ถึงสิทธิซึ่งตนมีอยู่ตามพินัยกรรมแต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดิน ซึ่งโจทก์มีสิทธิอาศัยได้ชั่วชีวิตโจทก์ตามข้อกำหนดพินัยกรรมอยู่ก่อนที่นาง ทวีสุขเจ้ามรดกจะทำพินัยกรรมและถึงแก่ความตายแม้จะได้ความในเวลาต่อมาว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการโอนที่ดินซึ่งโจทก์มีสิทธิเหนือพื้นดินให้แก่ทายาทตามพินัยกรรมแล้วก็ตาม แต่ก็ได้ความว่าโจทก์ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินที่โจทก์มีสิทธิเหนือพื้นดินตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.4 กรณีเช่นนี้จึงเปรียบได้เสมือนหนึ่งว่าโจทก์ในฐานะทายาทตามพินัยกรรมได้ครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกัน โจทก์มีสิทธิจะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้โดยฟ้องเรียกตามข้อกำหนดพินัยกรรมให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้แก่โจทก์ได้ แม้จะล่วงพ้นกำหนดอายุความ 1 ปีแล้วโดยปรับเข้ากับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 ได้ และไม่ถือว่าเป็นการขัดแย้งกับมาตรา 1754 เพราะมาตรา 1748 เป็นบทมาตราข้อยกเว้นที่จะใช้บังคับตามมาตรา 1754 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ
อนึ่ง ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้ขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนไว้ด้วย แต่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้มีคำสั่งในส่วนนี้ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโดยตรงศาลฎีกาก็แก้ไขเสียให้ถูกต้องได้
พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้แก่โจทก์ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 667/2542
นาย แม้น สุคนธ ชาติ โจทก์
นาย ดำรง เวคะวากยานนท์ จำเลย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 1299 , ม. 1410 , ม. 1612 , ม. 1748 , ม. 1754 ป.วิ.พ. ม. 142 (5) แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

คู่ความ: นาย แม้น สุคนธ ชาติ โจทก์ นาย ดำรง เวคะวากยานนท์ จำเลย ป.พ.พ. ม. 1299 , ม. 1410 , ม. 1612 , ม. 1748 , ม. 1754 ป.วิ.พ. ม. 142 (5)

องค์คณะ: (ชวลิต ธรรมฤาชุ-ทวีชัย เจริญบัณฑิต-พิชัย เตโชพิทยากูล)

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book