Commercial equipment leases are ordinary hire contracts unless ownership will pass คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6834/2560
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The Supreme Court held the contract contained the essential terms of a hire of property under sections 537 to 571, with no agreement that rent counted towards a price, so it was an enforceable lease and its terms were not unfair.
สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาเช่าทรัพย์แบบหนึ่ง หาใช่สัญญาเช่าแบบลิสซิ่งดังที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาไม่
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
Commercial equipment leases are ordinary hire contracts under Book 3 unless the parties agree that ownership will pass.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
A leasing company bought machinery at the hirer's request and let it for 36 monthly payments; the hirer and guarantors argued the contract was something other than an ordinary lease and its terms unfair.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The Supreme Court held the contract contained the essential terms of a hire of property under sections 537 to 571, with no agreement that rent counted towards a price, so it was an enforceable lease and its terms were not unfair.
สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาเช่าทรัพย์แบบหนึ่ง หาใช่สัญญาเช่าแบบลิสซิ่งดังที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาไม่
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 6834/2560. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6834/2560 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
เมื่อสัญญาเช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญากัน ในสัญญาระบุว่าผู้ให้เช่าตกลงจะซื้อและหรือได้ซื้อทรัพย์สินตามคำขอร้องของผู้เช่าเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ผู้เช่าทรัพย์สินดังกล่าวตามกำหนดเวลาและตามข้อกำหนดเงื่อนไข โดยคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันตามที่ระบุในสัญญาเช่า เมื่อคิดค่าเช่าทรัพย์สินที่เช่าเปรียบเทียบกับคำเสนอขอเช่าแบบลิสซิ่งมียอดค่าเช่าตรงกัน จึงเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันด้วยความสมัครใจ เมื่อสัญญาดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาดังกล่าวจึงใช้บังคับได้ ข้อสัญญาดังกล่าวไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
เมื่อพิจารณาถึงสัญญาเช่าแล้วมีข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เช่าเรื่องการส่งมอบ ความชำรุดบกพร่อง การสูญหาย หรือความเสียหายของทรัพย์สินที่เช่า การผิดนัด การสิ้นสุดสัญญาเช่า เงื่อนไขดังกล่าวล้วนเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 537 ถึงมาตรา 571 ข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าคู่สัญญาได้ตกลงเช่าซื้อทรัพย์สินที่เช่า และให้ถือเอาค่าเช่าที่ชำระเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินที่เช่า สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาเช่าทรัพย์แบบหนึ่งไม่ใช่สัญญาเช่าแบบลิสซิ่งตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 38,757,877.76 บาท พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าเช่าที่ค้างชำระจำนวน 30,075,127.45 บาท และค่าติดตามทวงถามในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของค่าเช่าที่ค้างชำระนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าขาดประโยชน์อัตราเดือนละ 1,813,708.85 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนโจทก์กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบเครื่องทำเกลียวจำนวน 37 เครื่อง ตามฟ้องคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 46,272,196.26 บาท
จำเลยทั้งสี่ให้การในทำนองเดียวกันและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา นายภัทรสิน ผู้ร้อง ยื่นคำร้องว่า ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 เป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของผู้ร้อง ผู้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนเฉพาะคดีของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 38,757,877.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ในค่าเช่าที่ค้างชำระจำนวน 30,075,127.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 1,813,708.85 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสี่จะส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ส่งมอบเครื่องทำเกลียวจำนวน 37 เครื่อง คืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 46,272,196.26 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 23,183,549.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบเครื่องจักรที่เช่าไป 37 เครื่อง คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 20,414,010 บาท กับให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์เดือนละ 1,695,055 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะส่งมอบเครื่องจักรที่เช่า 37 เครื่อง คืนโจทก์หรือชดใช้ราคา แต่ค่าเสียหายดังกล่าวกำหนดให้ไม่เกิน 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการให้เช่าเครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรม จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการจำหน่ายและผลิตชิ้นส่วนวัสดุอุปกรณ์และอะไหล่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2551 จำเลยที่ 1 ทำคำเสนอขอเช่าแบบลิสซิ่งโดยการขายให้แล้วเช่าใช้เครื่องทำเกลียว 37 เครื่อง สภาพใช้แล้ว เสนอเงื่อนไขในการชำระค่าเช่า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ราคาทรัพย์ที่ขอเช่ารวมอุปกรณ์ 73,350,000 บาท ค่าเช่าเริ่มต้นสัญญา 22,080,000 บาท ยอดคงเหลือใช้คำนวณค่าเช่า 51,270,000 บาท ยอดเงินค่าเช่ารวม 61,021,980 บาท ค่าเช่าชำระเป็นรายเดือนทั้งหมด 36 เดือนเท่าๆ กัน เดือนละ 1,695,055 บาท ค่าเช่าเดือนแรกชำระวันที่ 28 กรกฎาคม 2551 วันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่า และตารางต่อท้ายสัญญาเช่าระบุรายการทรัพย์สินที่เช่าเป็นเครื่องทำเกลียวเก่ารวม 37 เครื่อง ค่าเช่าเดือนที่ 1 ถึง 36 เดือนละ 1,695,055 บาท คิดเป็นค่าเช่าทรัพย์สินที่เช่า 61,021,980 บาท ระยะเวลาสิ้นสุดสัญญาเช่าวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 ตามคำเสนอขอเช่าแบบลิสซิ่งโดยการขายให้แล้วเช่าใช้สัญญาเช่า จำเลยที่ 1 ได้รับทรัพย์สินที่เช่าไปแล้วตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2551 และได้ชำระค่าเช่าเริ่มต้นสัญญาให้โจทก์จำนวน 22,080,000 บาท และวางเงินประกันการเช่าให้โจทก์จำนวน 1,695,055 บาท กับชำระค่าเช่างวดที่ 1 ให้โจทก์แล้ว นอกจากนี้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (สาขาสะพานใหม่) ลงวันที่ล่วงหน้าจำนวน 34 ฉบับ เพื่อชำระค่าเช่างวดที่ 2 ถึง 35 ให้แก่โจทก์ การทำสัญญาดังกล่าวมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ปรากฏตามหนังสือส่งมอบเช็คชำระค่าเช่าลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2551 สัญญาค้ำประกัน
ที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า โจทก์ไม่บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการชำระเงินว่า จำเลยที่ 1 ชำระวันที่เท่าใดบ้าง จำนวนเงินเท่าใด และจำนวนเงินที่ชำระดังกล่าวโจทก์นำไปหักชำระค่าเช่าส่วนใดงวดใดบ้าง ทำให้จำเลยไม่อาจเข้าใจข้อกล่าวหาของโจทก์ได้ แต่ในชั้นฎีกา จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาเรื่องฟ้องเคลือบคลุมว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 จะเป็นการฟ้อง ตามสัญญาเช่าหรือสัญญาเช่าแบบลิสซิ่ง ซึ่งมีความแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญของสัญญา สัญญาดังกล่าวโจทก์เป็นผู้กำหนดเนื้อหาในสัญญาเป็นสัญญาแบบสำเร็จรูป โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าทำให้จำเลยที่ 1 หลงต่อสู้ไม่สามารถที่จะโต้แย้งในเรื่องราคาทรัพย์ที่เช่ากับค่าเช่าที่แท้จริงกับโจทก์ได้ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมนั้น เป็นข้อที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวความสงบเรียบร้อยของประชาชนไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ว่า ข้อตกลงตามสัญญาเช่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า สัญญาเช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่คู่สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาโดยในสัญญาเรียกโจทก์ว่าผู้ให้เช่าฝ่ายหนึ่งกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้เช่า ในสัญญาระบุว่าผู้ให้เช่าตกลงจะซื้อและหรือได้ซื้อทรัพย์สินตามคำขอร้องของผู้เช่า เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ผู้เช่า เช่าทรัพย์สินดังกล่าวตามกำหนดเวลาและข้อกำหนดเงื่อนไขโดยคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้ตกลงทำสัญญากันตามที่ระบุในสัญญาเช่าซึ่งตามตารางต่อท้ายสัญญาเช่ารายการที่ 7 ระบุค่าเช่าเดือนที่ 1 ถึงที่ 36 เดือนละ 1,695,055 บาท คิดเป็นค่าเช่าทรัพย์สินที่เช่า 61,021,980 บาท เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับคำเสนอขอเช่าแบบลิสซิ่งระบุจำเลยที่ 1 เสนอเงื่อนไขในการชำระค่าเช่าดังนี้ ยอดเงินค่าเช่ารวม 61,021,980 บาท ตรงกับที่ระบุไว้ตามตารางต่อท้ายสัญญาเช่า จึงเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันด้วยความสมัครใจ และมิได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาดังกล่าวใช้บังคับได้ คู่สัญญาจึงต้องผูกพันตามสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ข้อตกลงตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าว มิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต่อไปว่า จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า สัญญาเช่าดังกล่าวมีข้อตกลงที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ดังต่อไปนี้ ข้อ 1. มีกำหนดทรัพย์สินที่เช่าไว้ในตารางต่อท้ายสัญญาเช่า เอกสารแนบท้ายสัญญาเช่า ใบรับทรัพย์สินที่เช่า เอกสารแนบท้ายใบรับทรัพย์สินของสัญญาเช่า ข้อ 2. มีกำหนดเวลาเช่า ข้อ 3. มีการกำหนดค่าเช่าที่จะต้องชำระเป็นรายเดือนตั้งแต่เดือนที่ 1 ถึงเดือนที่ 36 เดือนละ 1,695,055 บาท คิดเป็นค่าเช่าทรัพย์สินที่เช่า 61,021,980 บาท ตามตารางท้ายสัญญาเช่าข้อ 7. ข้อ 4. มีกำหนดในเรื่องการต่ออายุสัญญาเช่า ส่วนข้อ 5 ถึงข้อ 25 เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เช่าในเรื่องการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่า ความชำรุดบกพร่อง การดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ทรัพย์สินที่เช่า การห้ามโอนและละเมิดกรรมสิทธิ์ การสูญหายและความเสียหายของทรัพย์สินที่เช่า การผิดนัด เบี้ยปรับ การสิ้นสุดระยะเวลาเช่า การส่งมอบคืนทรัพย์สินที่เช่า ข้อกำหนดและเงื่อนไขดังกล่าวล้วนเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่าทรัพย์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 ถึงมาตรา 571 ตามข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวไม่มีข้อกำหนดตอนใดที่แสดงว่าคู่สัญญาได้ตกลงเช่าซื้อทรัพย์สินที่เช่าและให้ถือเอาค่าเช่าที่ชำระเป็นส่วนหนึ่งของราคาทรัพย์ที่เช่า สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาเช่าทรัพย์แบบหนึ่ง หาใช่สัญญาเช่าแบบลิสซิ่งดังที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6834/2560
บริษัทนครหลวง ลีสซิ่ง - แฟ็กเตอริง จำกัด (มหาชน) โจทก์
บริษัทอิคาซาวะ พรีซิสชั่น (2003) จำกัด กับพวก จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 537 ป.วิ.พ. ม. 249 พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: บริษัทนครหลวง ลีสซิ่ง - แฟ็กเตอริง จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทอิคาซาวะ พรีซิสชั่น (2003) จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 537 ป.วิ.พ. ม. 249 พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4
ศาล: ศาลจังหวัดนนทบุรี - นางปิ่นวลี สุจริตกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางสุรางคนา กมลละคร
องค์คณะ: (อธิป จิตต์สำเริง-สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล-ฉันทวัธน์ วรทัต)
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต