Verified ตรวจสอบแล้ว Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 8018/2547 คำพิพากษาที่ 8018/2547 2004 (B.E. 2547)

Extra witness signatures do not spoil a will written wholly by hand คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8018/2547

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Since the deceased wrote the whole will in compliance with section 1657, the witnesses' signatures were surplus and did not spoil it; the will was valid, and the heirs who took nothing were treated as disinherited under section 1608 last paragraph and could not oppose the appointment of the administrator.

ซึ่งแม้จะมีการให้พยานลงชื่อแต่ก็เป็นส่วนเกินที่ไม่ทำให้พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับต้องเสียไป

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

Adding witnesses to a holographic will does not turn it into a defective ordinary will.

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

The deceased wrote his whole will by hand, leaving his estate to a third party, and two people signed it as witnesses; his widow argued it was a failed ordinary will because one witness signed a blank sheet.

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Since the deceased wrote the whole will in compliance with section 1657, the witnesses' signatures were surplus and did not spoil it; the will was valid, and the heirs who took nothing were treated as disinherited under section 1608 last paragraph and could not oppose the appointment of the administrator.
ซึ่งแม้จะมีการให้พยานลงชื่อแต่ก็เป็นส่วนเกินที่ไม่ทำให้พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับต้องเสียไป

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 8018/2547. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8018/2547 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

การทำพินัยกรรมอาจทำได้หลายแบบ เมื่อผู้ตายเขียนพินัยกรรมเองทั้งฉบับโดยมีข้อความครบถ้วนตามเงื่อนไขที่ ป.พ.พ. มาตรา 1657 กำหนด แม้จะให้พยานลงชื่อแต่ก็เป็นส่วนเกินที่ไม่ทำให้พินัยกรรมแบบเขียนขึ้นเองทั้งฉบับต้องเสียไป พินัยกรรมนั้นย่อมสมบูรณ์ โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าเป็นโมฆะตามรูปแบบนินัยกรรมชนิดอื่นอีกหรือไม่ เมื่อผู้ตายทำพินัยกรรมทรัพย์สินให้แก่ผู้ร้องเช่นนี้ ถือว่าทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคท้าย ผู้คัดค้านทั้งสองจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องคัดค้านและขอตั้งผู้จัดการมรดก ตามมาตรา 1713
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2534 นายบุญมี แห่งหน ผู้ตาย ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2542 ผู้ตายถึงแก่ความตายที่บ้านเลขที่ 36 หมู่ที่ 5 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือเงินฝากในธนาคาร ที่ดินโฉนดเลขที่ 6114 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายที่จะเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย
ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า พินัยกรรมของนายบุญมี แห่งหน ผู้ตาย ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ และผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมดังกล่าว ผู้ตายเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้คัดค้านที่ 1 และพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 36 หมู่ที่ 5 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นน้องชายร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายที่จะเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้นางระรินทิพย์ แฉล้มเขตต์ ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญมี แห่งหน ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องขอของผู้คัดค้านทั้งสอง
ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน
ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2542 และมีทรัพย์ที่ระบุเป็นมรดกคือที่ดินโฉนดเลขที่ 6114 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ต่างบรรลุนิติภาวะและไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถหรือเป็นคนล้มละลาย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองว่า เอกสารหมาย ร.1 เป็นพินัยกรรมปลอมหรือไม่ ในประการนี้ผู้ร้องมีตัวผู้ร้อง และนายสาธิต ปิ่นพิภพ คนขับรถให้ผู้ร้องมาเบิกความว่า ในวันทำพินัยกรรมนายสาธิตขับรถพาผู้ร้องจากกรุงเทพมหานครไปหาผู้ตายที่โรงเรียนสุวรรณรังสฤษฎ์วิทยาลัย ที่จังหวัดเพชรบุรี ในวันดังกล่าวผู้ตายได้เขียนพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 ด้วยลายมือตนเองทั้งฉบับต่อหน้านายสาธิตและนายชัย ปักษา ซึ่งลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ฝ่ายผู้คัดค้านทั้งสองมีตัวผู้คัดค้านที่ 1 มานำสืบต่อสู้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 พักอาศัยอยู่กับผู้ตายที่จังหวัดเพชรบุรีและมีบุตรด้วยกันสองคน ในวันที่ปรากฏเป็นวันทำพินัยกรรม ผู้ร้องและสามีผู้ร้องได้ขับรถปิกอัพมารับผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 1 ไปที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเพชรบุรี เพื่อทำนิติกรรมกู้ยืมและจำนองในธุรกิจที่คู่ความมีความเกี่ยวข้องกัน และหลังจากที่ธนาคารจ่ายเงินให้แก่ผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องและสามีได้ขับรถไปส่งผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 1 ยังบ้านพักโดยผู้ตายไม่ได้กลับไปทำงานที่โรงเรียนกับปฏิเสธว่าลายมือชื่อในพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 ไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้ตายโดยมีนายชัย ปักษา ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานกับผู้ตายและเป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 มายืนยันว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 ดังกล่าวมิได้กระทำต่อหน้าพยาน หากเป็นเรื่องที่ผู้ตายนำกระดาษเอกสารหมาย ร.1 ที่ยังไม่มีข้อความมาให้พยานลงชื่ออ้างว่าไม่มีอะไร และมีนาวาเอกนพพร แห่งหน (เข้าใจว่าเป็นนายทหารเรือ) มาเบิกความสนับสนุนโดยตอบคำถามค้านทนายผู้ร้องว่าลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมไม่น่าใช่ลายมือชื่อของผู้ตาย เห็นว่า ผู้ร้องมีเอกสารหมาย ร.8 ที่ผู้คัดค้านที่ 1 รับในคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายผู้ร้องว่า เป็นลายมือของผู้ตายมาเปรียบเทียบกับลายมือที่ปรากฏในพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 ซึ่งเมื่อพิจารณาตัวอักษรและลายมือชื่อที่มีการเขียนคล้ายคลึงกัน ทำให้น่าเชื่อว่าเป็นลายมือของบุคคลคนเดียวกันคือผู้ตายเป็นคนเขียน เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งคือ นายชัย ปักษา ที่มีชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 แต่มาเป็นพยานฝ่ายผู้คัดค้านทั้งสองเบิกความตอบทนายผู้คันค้านทั้งสอง โดยรับว่าลายมือชื่อที่ปรากฏในพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 เป็นลายมือของพยานจริง ซึ่งแม้จะปฏิเสธว่าขณะผู้ตายนำมาให้ลงชื่อยังมิได้มีข้อความใดๆ แต่ก็เป็นการเจือสมพยานหลักฐานของผู้ร้องว่าผู้ตายเป็นทำพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 จริง แม้ว่าผู้ร้องจะเป็นบุคคลภายนอกที่ผู้ตายซึ่งมีบุตรภริยาไม่น่าจะยกทรัพย์สินของตนให้ตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างในฎีกาก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาทางนำสืบของคู่ความแล้วดูจะพัวพันกันในทางธุรกิจอยู่บ้างเหมือนกัน น้ำหนักพยานหลักฐานของผู้ร้องจึงมีมากกว่า และทำให้ข้ออ้างของฝ่ายผู้คัดค้านทั้งสองที่ว่าพินัยกรรมได้จัดทำ ณ ที่โรงเรียนในวันตามที่ปรากฏในพินัยกรรมจริงหรือไม่ ไม่เป็นสาระที่ต้องนำมาวินิจฉัย กรณีจึงคงเหลือปัญหาข้อกฎหมายในประการสุดท้ายว่าพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 ใช้บังคับได้หรือไม่ ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา พอสรุปใจความว่าพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.1 เป็นรูปแบบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 เพราะมีพยานลงลายมือชื่อ 2 คน ซึ่งตกเป็นโมฆะ เพราะพยานรายหนึ่งลงลายมือชื่อในกระดาษเปล่าและไม่อาจแปลว่าเป็นพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ เห็นว่า การทำพินัยกรรมอาจทำได้หลายแบบ เมื่อได้ความว่าผู้ตายเขียนพินัยกรรมเองทั้งฉบับ โดยมีข้อความครบถ้วนตามเงื่อนไขที่บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1657 กำหนด ซึ่งแม้จะมีการให้พยานลงชื่อแต่ก็เป็นส่วนเกินที่ไม่ทำให้พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับต้องเสียไป พินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.1 ย่อมสมบูรณ์ โดยไม่จำต้องไปพิจารณาว่าเป็นโมฆะตามรูปแบบพินัยกรรมชนิดอื่นอีกหรือไม่ ดังนั้น เมื่อผู้ตายทำพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 ยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ร้อง เช่นนี้ถือว่าบรรดาทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคท้าย ดังนี้ ผู้คัดค้านทั้งสองจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องคัดค้านและขอตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น"
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8018/2547
นางระรินทิพย์ แฉล้มเขตต์ ผู้ร้อง
นางนิตยา แห่งหน กับพวก ผู้คัดค้าน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 1608 , ม. 1657 , ม. 1713 แหล่งที่มา สำนักวิชาการ

คู่ความ: นางระรินทิพย์ แฉล้มเขตต์ ผู้ร้อง นางนิตยา แห่งหน กับพวก ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. ม. 1608 , ม. 1657 , ม. 1713

องค์คณะ: (เกรียงชัย จึงจตุรพิธ-วิชัย วิวิตเสวี-ธานิศ เกศวพิทักษ์)

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book