Verified ตรวจสอบแล้ว Civil Procedure Codeป.วิ.พ. Decision 8105/2568 คำพิพากษาที่ 8105/2568 2025 (B.E. 2568)

A creditor can challenge execution against assets in the court where they are คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8105/2568

CPC Sections: มาตรา ป.วิ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

The court carrying out execution on behalf under section 271 paragraph three may, together with section 298, deal with property registered to another person that the creditor claims belongs to the debtor, and under section 271 paragraph five may hear and revoke the officer's wrongful order; the lower courts' dismissal was reversed and the court of first instance ordered to decide again.

ศาลชั้นต้นซึ่งดำเนินการบังคับคดีแทน และอยู่ใกล้ชิดพยานหลักฐานต่าง ๆ ย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนเสียได้

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

A creditor can challenge execution where the assets are, without returning to the court that gave judgment.

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

A creditor holding a Phitsanulok Provincial Court consent judgment found that the debtor had given land and a condominium unit to others after judgment; the Bangkok execution office acting on behalf refused to seize them because they were registered to third parties.

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

The court carrying out execution on behalf under section 271 paragraph three may, together with section 298, deal with property registered to another person that the creditor claims belongs to the debtor, and under section 271 paragraph five may hear and revoke the officer's wrongful order; the lower courts' dismissal was reversed and the court of first instance ordered to decide again.
ศาลชั้นต้นซึ่งดำเนินการบังคับคดีแทน และอยู่ใกล้ชิดพยานหลักฐานต่าง ๆ ย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนเสียได้

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The full judgment of Supreme Court Decision No. 8105/2568 is published in Thai: switch this page to Thai to read it. The facts and the holding in English are at the top of this page. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8105/2568 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8105/2568
คำพิพากษาย่อสั้น ศาลที่จะมีการบังคับคดีแทน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 วรรคสาม มีอำนาจดำเนินการในกรณีที่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่าเป็นของจำเลยลูกหนี้ตามคำพิพากษามีชื่อของบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 298 นอกเหนือจากศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น

คำพิพากษาย่อยาว (ฉบับเต็ม) คดีสืบเนื่องมาจากศาลจังหวัดพิษณุโลกพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงิน 347,840.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ของต้นเงิน 285,257.65 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 สิงหาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยจะชำระหนี้เป็นงวด งวดละเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 4,200 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 และงวดต่อไปทุกวันที่ 26 ของทุกเดือนติดต่อกันจนกว่าจะครบ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีและบังคับจำนองได้ทันที ปรากฏว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ แต่ไม่พอชำระหนี้ คงค้างอยู่อีก 294,494.31 บาท ต่อมาโจทก์สืบพบทรัพย์สินของจำเลย ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 14009 และห้องชุดเลขที่ 84/51 ซึ่งจำเลยยกทรัพย์สินทั้งสองรายการให้บุคคลภายนอกโดยเสน่หาและไม่มีค่าตอบแทน โดยสำนักงานบังคับคดีพิษณุโลกให้สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 บังคับคดีแทน สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 เห็นว่า ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ทั้งสองรายการดังกล่าวมิใช่เป็นของจำเลย ดังนั้น โจทก์ต้องไปใช้สิทธิทางศาลก่อน
โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตรวจคำร้องแล้วมีการดำเนินการในชั้นเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 วรรคสาม แต่ยังไม่ปรากฏว่า ศาลจังหวัดพิษณุโลกซึ่งเป็นศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น มีคำสั่งตามมาตรานี้แล้วหรือไม่ อย่างไร ชอบที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องให้ศาลจังหวัดพิษณุโลกพิจารณามีคำสั่ง ชั้นนี้ไม่รับคำร้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ศาลจังหวัดพิษณุโลกพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ ปรากฏว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลจังหวัดพิษณุโลกออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แล้ว แต่ไม่พอชำระหนี้ ต่อมาโจทก์สืบพบทรัพย์ของจำเลยได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 14009 และห้องชุดเลขที่ 85/51 โจทก์ยื่นขอยึดทรัพย์ที่สืบพบทั้ง 2 รายการ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิษณุโลก ให้สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 บังคับคดีแทน แต่สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 มีคำสั่งไม่ยึด อ้างว่าผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งสองรายการดังกล่าวมิใช่เป็นของจำเลย โจทก์ต้องไปใช้สิทธิทางศาลก่อน
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลที่บังคับคดีแทนให้เพิกถอนแก้ไขการบังคับคดีได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) บัญญัติว่า "คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น ให้เสนอต่อศาลที่กำหนดไว้ในมาตรา 271" และมาตรา 271 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีซึ่งมีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับคดีตามมาตรา 276 และมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดหรือทำคำสั่งในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง คือศาลที่ได้พิจารณาหรือชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น หรือตามที่มีกฎหมายบัญญัติ" วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่จะต้องบังคับนอกเขตศาล ให้ศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีมีอำนาจตั้งให้ศาลอื่นบังคับคดีแทนได้ หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำแถลง หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีแทนทราบพร้อมด้วยสำเนาหมายบังคับคดีหรือสำเนาคำสั่งกำหนดวิธีการบังคับคดี ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลดังกล่าวแจ้งให้ศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีทราบโดยไม่ชักช้า และให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีแทนตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือมีคำสั่งอื่นใดเพื่อดำเนินการบังคับคดีต่อไป" วรรคห้า บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการบังคับคดีนอกเขตศาลโดยบกพร่อง ผิดพลาด หรือฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้ศาลที่บังคับคดีแทนมีอำนาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวงหรือวิธีการบังคับคดีใดๆ โดยเฉพาะ หรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อแก้ไขบกพร่อง ผิดพลาดหรือฝ่าฝืนกฎหมายนั้น..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมในคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลจังหวัดพิษณุโลกมีคำพิพากษาและออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิษณุโลกยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ แต่ไม่พอชำระหนี้ ต่อมาโจทก์สืบพบทรัพย์ของจำเลยคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 14009 และห้องชุดเลขที่ 85/51 โจทก์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดี จังหวัดพิษณุโลกขอให้ยึดทรัพย์ที่สืบพบทั้งสองรายการ เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิษณุโลกขอให้ศาลชั้นต้นซึ่งทรัพย์ที่สืบพบดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตอำนาจมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 ช่วยยึดทรัพย์และทำการขายทอดตลาดแทน ปรากฏตามหนังสือของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิษณุโลก ที่ พล 0026/(1) 30682 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2562 เรื่อง บังคับคดีแทน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 ดำเนินการบังคับคดีแทนแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจดำเนินการในทรัพย์ของจำเลยที่โจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์ที่สืบพบว่าจำเลยโอนไปหลังมีคำพิพากษา อันเป็นกรณีที่จะต้องบังคับคดีนอกเขตศาล โดยมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งใด ๆ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 วรรคสาม ประกอบมาตรา 298 วรรคสาม นอกเหนือจากศาลจังหวัดพิษณุโลกด้วย เมื่อตามคำร้องของโจทก์อ้างว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 ที่ไม่ยึดทรัพย์ตามคำขอของโจทก์ โดยให้เหตุผลว่า ผู้ถือกรรมสิทธิ์มิใช่จำเลย และมิได้จดทะเบียนสมรสแต่อย่างใด หากโจทก์ยืนยันว่าทรัพย์เป็นของจำเลยได้มีการโอนขายหลังจากศาลมีคำพิพากษา โจทก์ต้องไปใช้สิทธิทางศาลก่อนเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ และขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 บังคับคดียึดทรัพย์ต่อไป ศาลชั้นต้นซึ่งดำเนินการบังคับคดีแทน และอยู่ใกล้ชิดพยานหลักฐานต่าง ๆ ย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนเสียได้เพื่อให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามที่เห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 16 วรรคสอง และมาตรา 271 วรรคห้า ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์โดยเห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่บังคับคดีแทน และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่.

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book