กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 222/12 — หลักเกณฑ์การอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม

คนบทกฎหมาย

ในการพิจารณาคำร้องขออนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ให้ศาลจัดส่งสำเนาคำฟ้องและคำร้องเช่นว่านั้นไปให้จำเลย เมื่อศาลได้ฟังคู่ความทุกฝ่ายและทำการไต่สวนตามที่เห็นสมควรแล้ว ศาลจะอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มได้ต่อเมื่อเป็นที่พอใจแก่ศาลว่า
(๑) สภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์และของกลุ่มบุคคล มีลักษณะตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๒๒/๑๐
(๒) โจทก์ได้แสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะที่เหมือนกันของกลุ่มบุคคลที่ชัดเจนเพียงพอ เพื่อให้รู้ได้ว่าเป็นกลุ่มบุคคลใด
(๓) กลุ่มบุคคลมีสมาชิกกลุ่มจำนวนมาก ซึ่งการดำเนินคดีอย่างคดีสามัญจะทำให้เกิดความยุ่งยากและไม่สะดวก
(๔) การดำเนินคดีแบบกลุ่มจะเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากกว่าการดำเนินคดีอย่างคดีสามัญ
(๕) โจทก์ได้แสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นสมาชิกกลุ่มที่มีคุณสมบัติ ส่วนได้เสีย รวมตลอดทั้งการได้มาซึ่งสิทธิการเป็นสมาชิกกลุ่ม ตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ถ้ามี และโจทก์รวมทั้งทนายความที่โจทก์เสนอให้เป็นทนายความของกลุ่มสามารถดำเนินคดีคุ้มครองสิทธิของกลุ่มบุคคลได้อย่างเพียงพอและเป็นธรรม
คำสั่งศาลที่อนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ศาลอาจจำกัดขอบเขตของกลุ่มบุคคลให้ชัดเจนเพียงพอ เพื่อให้รู้ว่าเป็นกลุ่มบุคคลใดก็ได้
คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มอาจอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง และให้งดการพิจารณาไว้จนกว่าคำสั่งนั้นจะถึงที่สุด ทั้งนี้ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดโดยเร็ว คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด
ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ให้ศาลสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาเมื่อได้ส่งหมายเรียกให้จำเลยแล้ว ให้จำเลยทำคำให้การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายในหนึ่งเดือนและให้ถือว่าทนายความของโจทก์เป็นทนายความของกลุ่มด้วย
ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปอย่างคดีสามัญ

คำแปลภาษาไทย

In considering a motion requesting permission to proceed as a class action, the court shall send a copy of the complaint and of such motion to the defendant. When the court has heard all parties and conducted an inquiry as it deems appropriate, the court may permit the class action only when it is satisfied that:
(1) the nature of the claim, the demand for relief, and the allegations relied upon as the basis of the claim of the plaintiff and of the group of persons have the characteristics prescribed in Section 222/10;
(2) the plaintiff has shown the common specific characteristics of the group of persons clearly enough to identify which group of persons it is;
(3) the group of persons has a large number of members, such that conducting the case as an ordinary case would cause difficulty and inconvenience;
(4) the class action would be fairer and more efficient than conducting the case as an ordinary case;
(5) the plaintiff has shown that the plaintiff is a group member possessing the qualifications and interest, including the acquisition of the right to be a group member, in accordance with the regulations of the President of the Supreme Court, if any, and that the plaintiff together with the lawyer whom the plaintiff proposes as lawyer of the group can conduct the case to protect the rights of the group of persons adequately and fairly.
In an order permitting a class action, the court may limit the scope of the group of persons so as to be clear enough to know which group of persons it is.
An order permitting or not permitting a class action may be appealed to the Court of Appeal within seven days from the date the court issues the order, and the proceedings shall be stayed until such order becomes final. In this regard, the Court of Appeal shall decide promptly. The decision of the Court of Appeal shall be final.
In the case where the court issues an order permitting a class action, the court shall accept the complaint for consideration once the summons has been served on the defendant. The defendant shall make a written answer and file it with the court within one month, and the plaintiff's lawyer shall be deemed the lawyer of the group as well.
In the case where the court issues an order not permitting a class action, the court shall proceed further as an ordinary case.

คำแปลนี้ยังไม่เป็นที่ทราบจากสำนักงาน — กรุณาอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุสำนักงาน

มาตรา ๒๒๒/๑๒ เป็นด่านอนุญาตของระบบคดีแบบกลุ่ม กำหนดให้ต้องส่งสำเนาให้จำเลยและฟังคู่ความ รวมทั้งให้ศาลไต่สวนก่อน แล้วจึงใช้หลักเกณฑ์ห้าประการซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเรื่องลักษณะร่วมของกลุ่ม จำนวนสมาชิกที่มาก ความเหมาะสมกว่าของการดำเนินคดีแบบกลุ่ม และความสามารถในการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มที่พบในระบบกฎหมายอื่น อนุมาตรา (1) โยงกลับไปที่มาตรฐานคำฟ้องในมาตรา ๒๒๒/๑๐ และอนุมาตรา (5) อ้างถึงข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาเรื่องการเป็นสมาชิกกลุ่ม จุดสำคัญสองประการคือ ศาลอาจจำกัดขอบเขตของกลุ่มได้ และคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ได้ภายในเจ็ดวัน โดยงดการพิจารณาไว้จนกว่าจะถึงที่สุด และคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด เมื่ออนุญาตแล้วจำเลยมีเวลายื่นคำให้การหนึ่งเดือน และทนายของโจทก์ถือเป็นทนายของกลุ่มด้วย

ความสำคัญต่อ

การอนุญาตเป็นตัวชี้ว่าคดีของกลุ่มจะไปต่อได้หรือไม่ จึงเป็นจุดที่มีการต่อสู้กันจริง กำหนดเวลาอุทธรณ์เพียงเจ็ดวันนั้นสั้นมาก ผู้ที่จะคัดค้านการอนุญาตต้องเตรียมพร้อมทันที และคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ยุติข้อโต้แย้งอย่างเด็ดขาด การไม่อนุญาตไม่ได้ทำให้คดีสิ้นสุด เพียงแต่ให้ดำเนินต่อไปอย่างคดีสามัญระหว่างคู่ความที่มีชื่อ เนื่องจากทนายที่โจทก์เลือกจะกลายเป็นทนายของทั้งกลุ่ม ความเหมาะสมของทนายจึงเป็นประเด็นในการอนุญาตด้วย การเลือกทนายที่เหมาะสมจึงเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

เลย

ศาลต้องพอใจในเรื่องใดบ้างก่อนอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม

ตามมาตรา ๒๒๒/๑๒ ศาลต้องเห็นว่าครบทั้งห้าเงื่อนไข คือ คำฟ้องถูกต้อง กลุ่มบุคคลชัดเจน สมาชิกจำนวนมาก การดำเนินคดีแบบกลุ่มเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพกว่าคดีสามัญ และโจทก์กับทนายของกลุ่มคุ้มครองสิทธิของกลุ่มได้อย่างเพียงพอและเป็นธรรม

อุทธรณ์คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มได้หรือไม่

ได้ คู่ความอาจอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ภายในเจ็ดวัน โดยงดการพิจารณาไว้จนกว่าจะถึงที่สุด และคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด

ถ้าศาลไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มจะเป็นอย่างไร

คดีไม่สิ้นสุด ตามมาตรา ๒๒๒/๑๒ ศาลจะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปอย่างคดีสามัญระหว่างโจทก์และจำเลยที่มีชื่อในคดี

ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนที่จะนำไปใช้กับการดำเนินคดีจริง

เลื่อนขึ้น