Later naturalisation does not cure land bought while the buyer was a foreigner คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 301/2538
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
Because she was an alien when she bought, the sale was expressly prohibited by section 86 and void under former CCC section 113 (now section 150), but it was not without effect: she had to dispose of the land under section 94, and the forced disposal covers the land only, not the building, which an alien may own. The court ordered disposal within the Director-General's time. Judgment varied.
การบังคับให้จำหน่ายดังกล่าวหมายความเฉพาะที่ดินพิพาทเท่านั้นไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างพิพาทด้วยเพราะคนต่างด้าวไม่ต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างแต่ประการใด
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
Later naturalisation does not cure an acquisition made while the buyer was a foreigner, and buildings are not subject to forced sale.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
A buyer who was an alien at the time bought land and a building registered in a Thai nominee's name, later naturalised, and sued for transfer.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
Because she was an alien when she bought, the sale was expressly prohibited by section 86 and void under former CCC section 113 (now section 150), but it was not without effect: she had to dispose of the land under section 94, and the forced disposal covers the land only, not the building, which an alien may own. The court ordered disposal within the Director-General's time. Judgment varied.
การบังคับให้จำหน่ายดังกล่าวหมายความเฉพาะที่ดินพิพาทเท่านั้นไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างพิพาทด้วยเพราะคนต่างด้าวไม่ต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างแต่ประการใด
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The full judgment of Supreme Court Decision No. 301/2538 is published in Thai: switch this page to Thai to read it. The facts and the holding in English are at the top of this page. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 301/2538 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
โจทก์ฟ้องว่า ขณะที่โจทก์เป็นคนต่างด้าว โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 2892 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 782 จากนายประยูรโดยโจทก์ตกลงกับจำเลยทั้งสองว่าให้จำเลยที่ 2 ภริยาจำเลยที่ 1ซึ่งมีสัญชาติไทยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินแทนโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ตามกฎหมายและเมื่อได้รับแจ้งจากโจทก์ จำเลยทั้งสองจะต้องโอนที่ดินในทางทะเบียนให้โจทก์ วันที่ 18 สิงหาคม 2520 นายประยูรได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 นับจากนั้นโจทก์ได้เข้าครอบครองดูแลรักษาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์ตลอดมา ต่อมาประมาณปี 2528 โจทก์ได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาทั้งยังเรียกร้องเอาเงินจากโจทก์เป็นจำนวนมาก โจทก์จึงมอบให้ทนายความทวงถามให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามสัญญา แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอศาลพิพากษาแสดงว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาหากไม่อาจบังคับได้ ขอให้จำหน่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่บุคคลภายนอก โดยโจทก์เป็นผู้จัดการจำหน่ายและให้โจทก์มีสิทธิในเงินที่จำหน่ายโดยให้ถือว่าเป็นการขอให้จำหน่ายที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94, 96 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา หากไม่อาจบังคับได้ ให้จำเลยทั้งสองใช้ราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 3,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท จำเลยทั้งสองไม่เคยถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นของบริษัทยงสิน (ประเทศไทย)จำกัด มีนายประยูร เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน ต่อมาบริษัทดังกล่าวได้กู้ยืมเงินจำเลยทั้งสอง โดยมีที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นประกัน ครั้งวันที่ 18 สิงหาคม 2520 บริษัทดังกล่าวจึงได้โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้จำเลยที่ 2 เป็นการชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถาม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและค่าเสียหายขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท จำเลยที่ 2 ไม่เคยตกลงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์เดิมที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นของบริษัทยงสิน (ประเทศไทย) จำกัด มีนายประยูรเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน ต่อมาบริษัทดังกล่าวประสบการขาดทุนได้ขอความช่วยเหลือด้านการเงินจากจำเลยทั้งสองโดยมีโฉนดที่ดินพิพาทวางเป็นประกันครั้นวันที่ 18 สิงหาคม 2520 บริษัทดังกล่าวได้โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้จำเลยที่ 2 เป็นการชำระหนี้ จำเลยที่ 2เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ 2 ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ไม่เคยได้รับการบอกกล่าวทวงถามจากโจทก์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงแล้วฟังว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นของโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าว
ประการที่สอง จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริตโดยใช้สิทธิอ้างจำเลยที่ 2 เป็นพยานโจทก์ให้เบิกความเป็นพยานโจทก์ก่อนพยานอื่นหรือไม่ เห็นว่า ประเด็นข้อนี้ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยแต่ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียเลย โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก เห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 97 บัญญัติว่า "คู่ความฝ่ายหนึ่งจะอ้างคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพยานของตนหรือจะอ้างตนเองเป็นพยานก็ได้" เมื่อกฎหมายบัญญัติให้สิทธิไว้เช่นนี้ ดังนั้นการที่อ้างจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานฝ่ายโจทก์ และจะนำสืบเมื่อใดก็ได้แล้วแต่โจทก์จะเป็นสมควรไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
ประการที่สาม จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายประยูร โยธาวุธ ขณะนั้นโจทก์เป็นบุคคลต่างด้าวจึงไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทได้ แต่ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากบริษัทยงสิน (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์แทนเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น เห็นว่า จุดประสงค์ก็คือโจทก์เป็นบุคคลต่างด้าวซื้อที่ดินพิพาทมาจากบุคคลภายนอกโดยจำเลยที่ 2เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดแทนโจทก์นั่นเอง ส่วนที่ว่าโจทก์ซื้อมาจากใครเป็นรายละเอียด ไม่ทำให้การนำสืบของโจทก์ต้องเสียไป
ประการที่สี่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เนื่องจากโจทก์เริ่มต้นฟ้องคดีโดยโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามกฎหมายและดำเนินคดีโดยไม่สุจริตควรที่จะให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจำเลยทั้งสองทั้งสามศาลเห็นว่า ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีโจทก์เป็นบุคคลมีสัญชาติไทยจึงเชื่อว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องเอาคืนที่ดินของโจทก์ที่จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์แทนได้ ส่วนการดำเนินคดีที่โจทก์อ้างจำเลยที่ 2 เป็นพยาน ก็เนื่องจากกฎหมายให้สิทธิไว้ การฟ้องคดีและการดำเนินคดีของโจทก์จึงไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมจึงเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว
ประการสุดท้าย โจทก์ฎีกาว่า การได้มาซึ่งที่ดินของคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน หมวด 8 มาตรา 86 มาตรา 86 ต้องอาศัยสนธิสัญญาและตามมาตรา 84 ซึ่งต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการซึ่งกำหนดโดยกฎกระทรวงแต่ไม่มีบทมาตราใดบัญญัติให้เป็นโมฆะจึงไม่เป็นโมฆะ และโจทก์มีอำนาจจำหน่ายที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายที่ดินได้หรือไม่นั้น เห็นว่า ในขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากบริษัทยงสิน (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์เป็นบุคคลต่างด้าวนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทจึงเป็นการต้องห้ามซัดแจ้งโดยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 และตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 เดิมมาตรา 150 ที่แก้ไขใหม่) เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทซึ่งตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 บัญญัติให้คนต่างด้าวนั้นจัดการจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดให้ซึ่งไม่น้อยกว่า 180 วัน แต่ไม่เกิน 1 ปี ถ้าคนต่างด้าวไม่จำหน่ายที่ดินภายในกำหนด ให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นผลของการที่นิติกรรมเป็นโมฆะดังกล่าวจะไม่ทำให้นิติกรรมเสียเปล่าไปยังคงมีผลตามกฎหมายอยู่ แต่ประมวลกฎหมายที่ดินให้อำนาจที่จะจำหน่ายที่ดินนั้นได้ และการบังคับให้จำหน่ายดังกล่าวหมายความเฉพาะกับที่ดินพิพาทเท่านั้น ไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างพิพาทด้วยเพราะคนต่างด้าวไม่ต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างแต่ประการใดที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างเหตุว่า เมื่อนิติกรรมเป็นโมฆะโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จึงไม่ชอบ
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จำหน่ายเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 2892ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด โดยให้จำเลยที่ 2 ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากไม่ได้ให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์มีสิทธิในเงินที่จำหน่าย หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำพิพากษาศาลฎีกาให้อธิบดีกรมที่ดินทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 301/2538
นาง ยุวรรณี ตันติวิฑูร โจทก์
นาย สุรีย์ กอบรรณสิริ กับพวก จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 5 , ม. 113 เดิม , ม. 150 ป.วิ.พ. ม. 86 , ม. 97 , ม. 142 , ม. 161 ป.ที่ดิน ม. 84 , ม. 86 , ม. 94 , ม. 96 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: นาง ยุวรรณี ตันติวิฑูร โจทก์ นาย สุรีย์ กอบรรณสิริ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 5 , ม. 113 เดิม , ม. 150 ป.วิ.พ. ม. 86 , ม. 97 , ม. 142 , ม. 161 ป.ที่ดิน ม. 84 , ม. 86 , ม. 94 , ม. 96
องค์คณะ: (สมปอง เสนเนียม-พิมล สมานิตย์-ผล อนุวัตรนิติการ)
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต