กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

102 — การมอบและส่งประเด็นสืบพยาน

คนบทกฎหมาย

ให้ศาลที่พิจารณาคดีเป็นผู้สืบพยานหลักฐาน โดยจะสืบในศาลหรือนอกศาล ณ ที่ใด ๆ ก็ได้ แล้วแต่ศาลจะสั่งตามที่เห็นสมควรตามความจำเป็นแห่งสภาพของพยานหลักฐานนั้นแต่ถ้าศาลที่พิจารณาคดีเห็นเป็นการจำเป็น ให้มีอำนาจมอบให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งในศาลนั้น หรือตั้งให้ศาลอื่นสืบพยานหลักฐานแทนได้ ให้ผู้พิพากษาที่รับมอบหรือศาลที่ได้รับแต่งตั้งนั้นมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับศาลที่พิจารณาคดีรวมทั้งอำนาจที่จะมอบให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งในศาลนั้นหรือตั้งศาลอื่นให้ทำการสืบพยานหลักฐานแทนต่อไปด้วยถ้าศาลที่พิจารณาคดีได้แต่งตั้งให้ศาลอื่นสืบพยานแทน คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะแถลงต่อศาลที่พิจารณาคดีว่า ตนมีความจำนงจะไปฟังการพิจารณาก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้ศาลที่ได้รับแต่งตั้งแจ้งวันกำหนดสืบพยานหลักฐานให้ผู้ขอทราบล่วงหน้าอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าเจ็ดวัน คู่ความที่ไปฟังการพิจารณานั้นชอบที่จะใช้สิทธิได้เสมือนหนึ่งว่ากระบวนพิจารณานั้นได้ดำเนินในศาลที่พิจารณาคดีให้ส่งสำเนาคำฟ้องและคำให้การพร้อมด้วยเอกสารและหลักฐานอื่น ๆ อันจำเป็นเพื่อสืบพยานหลักฐานไปยังศาลที่ได้รับแต่งตั้งดังกล่าวแล้ว ถ้าคู่ความฝ่ายที่อ้างอิงพยานหลักฐานนั้นมิได้แถลงความจำนงที่จะไปฟังการพิจารณา ก็ให้แจ้งไปให้ศาลที่ได้รับแต่งตั้งทราบข้อประเด็นที่จะสืบ เมื่อได้สืบพยานหลักฐานเสร็จแล้ว ให้เป็นหน้าที่ของศาลที่รับแต่งตั้งจะต้องส่งรายงานที่จำเป็นและเอกสารอื่น ๆ ทั้งหมดอันเกี่ยวข้องในการสืบพยานหลักฐานไปยังศาลที่พิจารณาคดี

คำแปลภาษาไทย

The court trying the case shall be the one to take the evidence, whether within the court or outside the court at any place, as the court orders as it thinks fit according to the necessity arising from the nature of that evidence. However, if the court trying the case sees it as necessary, it shall have the power to entrust any one of its judges, or to appoint another court, to take the evidence in its stead. The judge so entrusted or the court so appointed shall have the same powers and duties as the court trying the case, including the power to entrust any one of its judges, or to appoint another court, to continue taking the evidence in its stead.
If the court trying the case has appointed another court to take evidence in its stead, either party may declare to the court trying the case that it intends to attend the hearing. In such a case, the appointed court shall notify the applicant of the date fixed for taking the evidence at least seven days in advance. A party attending the hearing is entitled to exercise its rights as if the proceeding were being conducted in the court trying the case.
A copy of the plaint and the answer, together with the documents and other evidence necessary for taking the evidence, shall be sent to the appointed court. If the party relying on that evidence has not declared an intention to attend the hearing, the issues to be taken shall be notified to the appointed court. When the taking of evidence is completed, it shall be the duty of the appointed court to send the necessary reports and all other documents relating to the taking of the evidence to the court trying the case.

คำแปลนี้ยังไม่เป็นที่ทราบจากสำนักงาน — กรุณาอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุสำนักงาน

มาตรา 102 กำหนดว่าใครเป็นผู้สืบพยานและจะมอบหมายกันได้อย่างไร หลักคือศาลที่พิจารณาคดีสืบพยานเอง จะสืบในหรือนอกศาลก็ได้ตามสภาพของพยานหลักฐาน หากจำเป็น ศาลอาจมอบให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งในศาลนั้น หรือตั้งศาลอื่น (มักเพื่อสืบพยานที่อยู่ในเขตอำนาจศาลอื่น) และผู้พิพากษาหรือศาลที่รับแต่งตั้งมีอำนาจเช่นเดียวกัน รวมทั้งอำนาจมอบต่อไปอีก วรรคสองและวรรคสามคุ้มครองการมีส่วนร่วมของคู่ความ คือคู่ความแถลงความจำนงจะไปฟังได้ ได้รับแจ้งวันนัดล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และใช้สิทธิเสมือนดำเนินในศาลที่พิจารณาคดี พร้อมส่งสำนวนไปและส่งรายงานกลับ ทั้งนี้ความจำเป็นในการมอบหรือส่งประเด็นเป็นดุลพินิจของศาลที่พิจารณาคดี

ความสำคัญต่อ

หากพยานของคุณอยู่ไกลจากศาลที่พิจารณาคดีหรือย้ายไปอยู่จังหวัดอื่น มาตรา 102 คือช่องทางให้ศาลนั้นสืบคำเบิกความ ช่วยประหยัดการเดินทางโดยยังรักษาสิทธิของคุณไว้ ควรแถลงความจำนงจะไปฟังการพิจารณาให้ทันเวลา มิฉะนั้นอาจได้เพียงส่งประเด็นเป็นหนังสือ และควรจดกำหนดแจ้งล่วงหน้าเจ็ดวันไว้ พึงระลึกว่าการมอบหรือส่งประเด็นเป็นดุลพินิจ ศาลที่พิจารณาคดีปฏิเสธหรือเพิกถอนได้หากไม่จำเป็นจริง จึงอย่าถือว่าการส่งประเด็นสืบพยานเป็นเรื่องอัตโนมัติ

คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2078/2542 (1999)

    ศาลที่ได้รับแต่งตั้งให้สืบพยานหลักฐานแทนตามมาตรา 102 วรรคสอง ย่อมมีอำนาจตั้งศาลชั้นต้นอื่นให้สืบพยานหลักฐานแทนต่อไปได้ เช่นเมื่อพยานย้ายไปอยู่ในเขตศาลนั้น โดยโจทก์ไม่ต้องแก้ไขบัญชีระบุพยาน

    ศาลชั้นต้นตั้งให้ศาลแพ่งสืบพยานหลักฐานแทน เมื่อพยานย้ายไปประจำที่โรงพยาบาลในเขตศาลชั้นต้นอื่น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลแพ่งที่รับแต่งตั้งย่อมตั้งศาลชั้นต้นนั้นให้สืบพยานแทนต่อไปได้ตามมาตรา 102 วรรคสอง โดยโจทก์ไม่ต้องแก้ไขบัญชีระบุพยาน

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2607/2526 (1983)

    การจะสืบพยานหลักฐานใดในศาลหรือนอกศาล หรือจะส่งประเด็นให้ศาลอื่นสืบแทน เป็นอำนาจของศาลตามมาตรา 102 ตามความจำเป็นแห่งสภาพของพยานหลักฐาน ศาลไม่อนุญาตได้ และแม้อนุญาตแล้วก็เพิกถอนได้เมื่อเห็นว่ายังไม่จำเป็น

    เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งประเด็นไปสืบจำเลยที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วต่อมายกเลิกคำสั่งนั้นและให้จำเลยมาเบิกความที่ศาลแทน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นอำนาจของศาลตามมาตรา 102 ที่จะสั่งได้ว่าสมควรสืบพยานในศาลหรือนอกศาลตามความจำเป็น หรือให้ศาลอื่นสืบแทน และแม้อนุญาตแล้วก็เพิกถอนได้

  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3007/2525 (1982)

    มาตรา 102 เป็นเพียงบทบัญญัติที่กำหนดวิธีการส่งประเด็นไปสืบพยานที่ศาลอื่นในเมื่อศาลที่พิจารณาเห็นสมควรตามความจำเป็น มิใช่บทที่ให้สิทธิคู่ความเรียกร้องให้ส่งประเด็น

    ศาลฎีกาอธิบายว่า มาตรา 102 เป็นเพียงบทบัญญัติที่กำหนดวิธีการส่งประเด็นไปสืบพยานที่ศาลอื่นเมื่อศาลที่พิจารณาเห็นสมควรตามความจำเป็น ยืนยันว่าการใช้วิธีการนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลที่พิจารณาคดี มิใช่ตามคำเรียกร้องของคู่ความ

คำพิพากษาที่คัดเลือกการพิจารณาคดีจากเทคโนโลยีศาลฎีกาคำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

เลย

ศาลให้ศาลอื่นสืบพยานแทนได้หรือไม่

ได้ ตามมาตรา 102 เมื่อจำเป็น ศาลที่พิจารณาคดีอาจตั้งศาลอื่น หรือมอบผู้พิพากษาคนหนึ่งในศาลนั้น ให้สืบพยานแทนได้ และศาลนั้นมอบต่อไปได้อีก

เมื่อศาลอื่นสืบพยาน ฉันไปฟังได้หรือไม่

ได้ คุณแถลงต่อศาลที่พิจารณาคดีว่าจะไปฟังได้ ศาลที่รับแต่งตั้งต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และคุณใช้สิทธิเสมือนดำเนินในศาลที่พิจารณาคดี

ศาลต้องส่งประเด็นไปสืบพยานที่ศาลอื่นเสมอหรือไม่

ไม่ การมอบหรือส่งประเด็นตามมาตรา 102 เป็นดุลพินิจของศาลที่พิจารณาคดีเมื่อจำเป็น ศาลปฏิเสธได้ และเพิกถอนคำสั่งส่งประเด็นได้หากเห็นว่ายังไม่จำเป็น

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนที่จะนำไปใช้กับการดำเนินคดีจริง

เลื่อนขึ้น