กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

113 — พยานต้องเบิกความด้วยวาจา

คนบทกฎหมาย

พยานทุกคนต้องเบิกความด้วยวาจาและห้ามไม่ให้พยานอ่านข้อความที่เขียนมา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล หรือเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ

คำแปลภาษาไทย

Every witness must give testimony orally, and a witness is prohibited from reading out a written text, except where permission is granted by the court or where the witness is an expert witness.

คำแปลนี้ยังไม่เป็นที่ทราบจากสำนักงาน — กรุณาอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุสำนักงาน

มาตรา 113 คุ้มครองความน่าเชื่อถือของพยานบุคคลโดยกำหนดให้พยานเบิกความจากความทรงจำ มิใช่อ่านตามบทที่เขียนไว้ เจตนารมณ์ตามที่ศาลอธิบายคือให้ศาลและคู่ความอีกฝ่ายได้ฟังคำเบิกความของพยานโดยตรง และป้องกันการเสริมแต่งหรือซักซ้อมเรื่องราวเป็นลายลักษณ์อักษร ข้อยกเว้นมีสองกรณีคือ ได้รับอนุญาตจากศาล และพยานผู้เชี่ยวชาญซึ่งคำเบิกความมักอาศัยเอกสารและตัวเลขทางเทคนิค บทนี้ทำงานร่วมกับมาตรา 112 เรื่องคำสาบาน มาตรา 114 เรื่องการกันพยานที่จะเบิกความภายหลัง และมาตรา 116 และใช้กับคดีอาญาด้วยตามมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ความสำคัญต่อ

ควรเตรียมพยานให้เบิกความจากความทรงจำ ไม่ใช่อ่านจากข้อความที่เขียนมา มิฉะนั้นคำเบิกความอาจถูกคัดค้าน การทบทวนความจำจากเอกสารที่อ้างเป็นพยานไว้แล้วทำได้ และหากเป็นตัวเลขหรือรายละเอียดทางเทคนิคอาจขออนุญาตศาลเพื่อดูบันทึกได้ ส่วนพยานผู้เชี่ยวชาญมีความยืดหยุ่นมากกว่า หากพยานอีกฝ่ายอ่านตามบทโดยไม่ได้รับอนุญาต ท่านคัดค้านไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาได้

คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5598/2560 (2017)

    มาตรา 113 กำหนดให้พยานทุกคนเบิกความด้วยวาจาและห้ามอ่านข้อความที่เขียนมา เพื่อให้ศาลและคู่ความอีกฝ่ายได้รับฟังคำเบิกความของพยานโดยตรงจากความทรงจำในเหตุการณ์ที่พยานประสบมาเอง

    โดยนำมาตรา 113 มาใช้ผ่านมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลฎีกาอธิบายว่ากฎหมายประสงค์ให้ศาลและคู่ความอีกฝ่ายได้รับฟังคำเบิกความของพยานโดยตรงจากความทรงจำของพยานเอง เพื่อไม่ให้เสริมแต่งเรื่องราวให้ผิดเพี้ยนไปจากที่พยานประสบมา

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4177/2528 (1985)

    เจตนารมณ์ของข้อห้ามอ่านข้อความตามมาตรา 113 คือมิให้คู่ความอีกฝ่ายเสียเปรียบเชิงคดี เมื่อพยานเพียงเบิกความถึงตัวเลขที่จดมาซึ่งปรากฏในเอกสารที่อ้างเป็นพยานไว้แล้วและศาลตรวจดูเองได้ ก็ไม่ทำให้อีกฝ่ายเสียเปรียบ

    ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อห้ามอ่านข้อความที่เขียนมาตามมาตรา 113 มีขึ้นเพื่อมิให้อีกฝ่ายเสียเปรียบเชิงคดี เมื่อพยานอ้างถึงตัวเลขที่จดมาซึ่งปรากฏในเอกสารที่พยานรับรองและอ้างเป็นพยานไว้แล้ว และศาลตรวจดูตัวเลขนั้นเองได้ อีกฝ่ายจึงไม่เสียเปรียบ

  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1833/2514 (1971)

    พยานมีหน้าที่ตามมาตรา 113 และมาตรา 116 ที่จะเบิกความด้วยวาจาตอบคำถามของศาลและของคู่ความตามประเด็นแห่งคดี มิใช่กล่าวถ้อยคำนอกเหนือจากที่ถูกถาม

    ศาลฎีกาเห็นว่าพยานซึ่งเป็นพยานโจทก์มีหน้าที่ตามมาตรา 113 และมาตรา 116 ที่จะเบิกความตอบคำถามของศาลและของคู่ความตามประเด็นแห่งคดี และได้พิจารณาถ้อยคำที่พยานกล่าวขึ้นเองนอกเหนือจากที่ถูกถาม

คำพิพากษาที่คัดเลือกการพิจารณาคดีจากเทคโนโลยีศาลฎีกาคำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

เลย

พยานอ่านจากข้อความที่เขียนมาในศาลได้หรือไม่

โดยหลักไม่ได้ มาตรา 113 กำหนดให้เบิกความด้วยวาจาและห้ามอ่านข้อความที่เขียนมา เว้นแต่ศาลอนุญาตหรือพยานเป็นผู้เชี่ยวชาญ

ทำไมพยานต้องเบิกความจากความทรงจำ

หลักนี้ให้ศาลและคู่ความอีกฝ่ายได้ฟังคำเบิกความของพยานโดยตรง และป้องกันการซักซ้อมหรือเสริมแต่งเรื่องราวเป็นลายลักษณ์อักษร อันเป็นการคุ้มครองความเป็นธรรมในการพิจารณาคดี

ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนที่จะนำไปใช้กับการดำเนินคดีจริง

เลื่อนขึ้น