ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 131/1 — การตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์
คนบทกฎหมาย
ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามมาตรา
๑๓๑ ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจให้ทำการตรวจพิสูจน์บุคคล วัตถุ หรือเอกสารใด ๆ
โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี
หากการตรวจพิสูจน์ตามวรรคหนึ่งจำเป็นต้องตรวจเก็บตัวอย่างเลือด เนื้อเยื่อ ผิวหนัง
เส้นผมหรือขน น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ สารคัดหลั่ง
สารพันธุกรรมหรือส่วนประกอบของร่างกายจากผู้ต้องหา
ผู้เสียหายหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีอำนาจให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญดำเนินการตรวจดังกล่าวได้
แต่ต้องกระทำเพียงเท่าที่จำเป็นและสมควรโดยใช้วิธีการที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดน้อยที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ทั้งจะต้องไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายหรืออนามัยของบุคคลนั้น
และผู้ต้องหา ผู้เสียหาย หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องให้ความยินยอม
หากผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายไม่ยินยอมโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายกระทำการป้องปัดขัดขวางมิให้บุคคลที่เกี่ยวข้องให้ความยินยอมโดยไม่มีเหตุอันสมควรให้สันนิษฐานไว้เบื้องต้นว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามผลการตรวจพิสูจน์ที่หากได้ตรวจพิสูจน์แล้วจะเป็นผลเสียต่อผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายนั้นแล้วแต่กรณีค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์ตามมาตรานี้
ให้สั่งจ่ายจากงบประมาณตามระเบียบที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย
กระทรวงยุติธรรม หรือสำนักงานอัยการสูงสุด แล้วแต่กรณี
กำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง
คำแปลภาษาไทย
Where it is necessary to use scientific evidence to prove facts under Section 131, the inquiry official shall have the power to have any person, object, or document examined by scientific methods in cases of criminal offenses carrying a maximum penalty of imprisonment exceeding three years. If the examination under paragraph one requires the collection of samples of blood, tissue, skin, hair or body hair, saliva, urine, feces, secretions, genetic material, or components of the body from the accused, the injured person, or a person concerned, the responsible inquiry official shall have the power to have a physician or an expert carry out such examination. However, it must be done only so far as necessary and appropriate, using the method that causes the least pain possible, and it must not be dangerous to the body or health of that person; and the accused, the injured person, or the person concerned must give consent. If the accused or the injured person does not consent without reasonable cause, or if the accused or the injured person obstructs or prevents a person concerned from giving consent without reasonable cause, it shall be presumed at the outset that the facts are as the examination result would have shown, had the examination been carried out, to the detriment of the accused or the injured person, as the case may be. The expenses of the examination under this Section shall be paid from the budget in accordance with the regulations prescribed by the Royal Thai Police, the Ministry of Interior, the Ministry of Justice, or the Office of the Attorney General, as the case may be, with the approval of the Ministry of Finance.
คำแปลนี้ยังไม่เป็นที่ทราบจากสำนักงาน — กรุณาอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุสำนักงาน
บทบัญญัตินี้อยู่ในหมวด 1 การสอบสวนสามัญ ให้อำนาจพนักงานสอบสวนใช้พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามมาตรา 131 โดยจำกัดการตรวจพิสูจน์เฉพาะคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี และการเก็บตัวอย่างจากร่างกาย เช่น เลือด เนื้อเยื่อ หรือสารพันธุกรรม ต้องได้รับความยินยอม ประกอบกับต้องกระทำเท่าที่จำเป็น ก่อความเจ็บปวดน้อยที่สุด และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จุดเด่นคือข้อสันนิษฐานเป็นผลร้าย หากไม่ยินยอมโดยไม่มีเหตุอันสมควรให้สันนิษฐานข้อเท็จจริงเป็นผลเสียต่อผู้นั้น ค่าใช้จ่ายในการตรวจเบิกจากงบประมาณของรัฐ
ความสำคัญต่อ
หากท่านเป็นผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายในคดีร้ายแรง การปฏิเสธการตรวจเลือดหรือสารพันธุกรรมโดยไม่มีเหตุอันสมควรอาจย้อนกลับมาเป็นผลร้ายต่อท่านผ่านข้อสันนิษฐานของกฎหมาย จึงควรตัดสินใจโดยปรึกษาทนายความก่อน ศาลฎีกาวางแนวว่าความยินยอมไม่จำต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร ความยินยอมด้วยวาจาที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ก็เพียงพอ
คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1514/2565 (2022)
ความยินยอมให้ตรวจเก็บตัวอย่างจากร่างกายตามมาตรา 131/1 วรรคสอง ไม่จำต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร
คดีขับรถขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี จำเลยอ้างว่าผลตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดรับฟังไม่ได้เพราะบันทึกไม่มีลายมือชื่อจำเลยให้ความยินยอม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามาตรา 131/1 วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติให้ความยินยอมต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร ความยินยอมจึงพิสูจน์ด้วยวิธีอื่นได้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5886/2558 (2015)
อำนาจให้ตรวจเก็บตัวอย่างจากร่างกายตามมาตรา 131/1 วรรคสอง จำกัดเฉพาะความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี
จำเลยฎีกาว่าข้อหาที่แจ้งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินหนึ่งปี จึงไม่อยู่ในกรณีความผิดที่มีอัตราโทษเกินสามปี การได้มาซึ่งผลตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดจึงเกินอำนาจพนักงานสอบสวน ศาลฎีกาพิจารณามาตรา 131/1 วรรคสอง ซึ่งจำกัดอำนาจการตรวจพิสูจน์ไว้เฉพาะความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี
คำพิพากษาที่คัดเลือกการพิจารณาคดีจากเทคโนโลยีศาลฎีกาคำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
เลย
ต้องให้ตำรวจเก็บตัวอย่างเลือดหรือดีเอ็นเอหรือไม่
ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี พนักงานสอบสวนขอให้ตรวจได้ แต่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอม หากไม่ยินยอมโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานว่าผลการตรวจเป็นผลร้ายต่อท่านตามมาตรา 131/1
ความยินยอมให้ตรวจเลือดต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่
ไม่จำต้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามาตรา 131/1 วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติให้ความยินยอมต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร ความยินยอมด้วยวาจาที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้จึงใช้ได้
การตรวจพิสูจน์ตามมาตรา 131/1 ใช้กับความผิดใดบ้าง
ใช้เฉพาะคดีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีเท่านั้น